ว่าจะบันทึกอาการของตัวเองเรื่อย ๆ แต่ก็ไม่ได้ทำซะที พูดให้ถูกคือไม่กล้าเขียนมากกว่า
เวลาเขียนอะไรที่ต้องขุดความรู้สึกในใจตัวเองออกมา โดยเฉพาะในช่วงนี้แล้ว รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่ากลัวพอ ๆ กับเวลาอาการทรุด

แต่ตอนนี้โอเคแล้วมั้ง

เข้าเดือนที่ 3 ตั้งแต่ไปพบจิตแพทย์และยอมรับตัวเองอย่างเป็นทางการว่าเป็นโรคซึมเศร้า (MDD)
เอาเข้าจริง ตอนที่หมอบอกว่าเราเป็นโรคซึมเศร้านะ กับการสงสัยว่าตัวเองอาจจะเป็นก็ได้มันให้ความรู้สึกต่างกันมากจนรู้สึกประหลาดใจ

การยอมรับตัวเองให้ได้ว่าตัวเองเป็นคนป่วย
ป่วยในระดับที่คล้าย ๆ กับการพิการทั้งที่เข้าใจว่าตัวเองแข็งแรง ปกติมาตลอดชีวิตมันยากมาก
คือ การที่ยอมไปหาหมอก็เพราะถึงระดับที่อาการมันรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันแล้ว นอนไม่หลับ
ไม่มีสมาธิ ไม่มีแรงจะทำอะไรเลย ถึงขั้นอ่านหนังสือไม่รู้เรื่องจนทำงานไม่ได้เพราะอ่านประโยคไม่แตกซะที ก็เลยรู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ลองไปหาหมอดีกว่า บางทีเราคงต้องกินยาก็ได้

แล้วเราก็จำเป็นต้องกินยาจริง ๆ

เรื่องที่ป่วยก็มีแค่คนในครอบครัวกับเพื่อนที่สนิท ๆ กันเท่านั้นที่รู้
เอาจริง ๆ ก็ไม่ค่อยอยากบอกคนอื่นเท่าไร แต่ก็คิดได้ว่ายิ่งพยายามปิดก็เหมือนกับการไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วยนั่นแหละ คนที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองป่วยคงไม่มีวันหาย
ยังไงซะ มันก็เป็นตัวเราอยู่ดี โรคนี้ก็ไม่ได้แพร่ให้คนอื่นติดเชื้อ บอกไปก็ไม่เป็นไรหรอก

ความเลวร้ายของโรคนี้คือไม่ใช่แค่ซึมเศร้าเฉย ๆ ไม่ทำอะไรแบบที่คนทั่วไปคิด
แต่ในจิตใจมันแย่มาก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นก้อนเนื้ออะไรสักอย่าง ในหัวคิดอยู่อย่างเดียวว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่  อยากหายตัวไป อยากสลายไปกับอากาศ ยอมทิ้งทุกอย่างที่มีแลกกับการหลุดพ้นจากชีวิต
ไม่ได้อยากฆ่าตัวตายหรอก แค่ไม่อยากมีชีวิตอยู่เฉย ๆ

แต่แค่หลุดปากไปว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่ ไม่ได้พูดสักคำว่าอยากตายก็ทำให้คนที่บ้านมีสีหน้าหดหู่แล้ว
แล้วเราก็รู้สึกเสียใจที่พูดไปแบบนั้น ดูเหมือนคนเราจะอ่อนไหวกับความตายเอามาก ๆ ตอนนี้ก็เลยพยายามระวังที่จะไม่พูด ต่อให้คิดก็จะไม่พูด

ทำไมรู้สึกเขียนไปแล้วมันหนัก ๆ นะ ขอโทษคนอ่าน ไม่ได้ตั้งใจนะคะ 55555

ช่วงที่ไปหาหมอแรก ๆ สภาพเหมือนผีดิบ ตื่นมาก็คิดว่าตื่นทำไม
รู้สึกหดหู่ทุกทีที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้น อยากให้มันเป็นกลางคืนไปตลอดชีวิต
กินยาเข้าไปแล้วก็หงุดหงิดทั้งวันโดยไม่มีสาเหตุ นั่งกินน้ำอยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้ ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าร้องทำไม แต่ในใจมันรู้สึกอึดอัด อยากตายให้พ้นๆ

กว่าจะปรับตัวกับยาได้ก็ใช้เวลาประมาณอาทิตย์นึง แค่กลับไปนึกถึงช่วงนั้นก็รู้สึกขนลุก…. ; _ ;
สาเหตุที่ทำให้เป็นเราก็ชี้ชัดไม่ได้เหมือนกัน ไม่อยากโทษว่าเป็นความผิดของพ่อแม่หรือของคนอื่น
มัวแต่คิดแบบนั้นมันทำให้เรารู้สึกเหนื่อยเปล่า เรื่องที่เกิดขึ้นแล้วก็ขี้เกียจรื้อฟื้น

ตอนที่รู้สึกว่าตัวเองมีอาการแปลก ๆ ก็สมัยเรียนอยู่ปี 3 ซึ่งช่วงนั้นเรียนหนักมาก ตารางเรียนเยอะมาก งานเยอะมาก เพราะตัวเองทำงานพิเศษด้วย บวกกับความที่กดดันตัวเองว่าต้องสอบชิงทุนญี่ปุ่นให้ได้นะ เพราะถ้าพลาดขึ้นมาจะรู้สึกเกลียดตัวเองมาก
ช่วงวัยนั้นรับความผิดพลาดของตัวเองไม่ค่อยได้เท่าไร ไม่รู้เอานิสัยแบบนี้มาจากไหน
ตอนนั้นเหมือนประสาทตึงเครียดไปเลย นอนไม่หลับบ่อยมาก แต่ก็เข้าใจว่าตัวเองเครียดหลายอย่างเลยไม่คิดอะไร แต่โชคดีที่อยู่หอกับเมทที่เรียนด้วยกันทุกวิชา เลยมีคนคุยอะไรที่เข้าใจกันเองได้ด้วยบ้าง ถ้าอยู่คนเดียวคงเป็นบ้า….

ช่วงไปอยู่ญี่ปุ่นก็อารมณ์เหมือนเด็กหนีปัญหามาก ๆ จนชักไม่แน่ใจว่าที่ตัวเองสอบทุนครั้งนั้นเพราะอยากหนีจากบ้านหรืออะไรกันแน่ คืออยากไปเรียนที่นั่นอยู่หรอกเพราะอยากเพิ่มสกิลให้ตัวเอง
ช่วงอยู่ที่นู่นก็คิดอย่างเดียวว่าขอห่างจากที่บ้านสักระยะ ไม่คุย ไม่ติดต่อ ไม่อยากได้ยินเสียงแม่เลย
ได้ยินทีไรก็นึกถึงเรื่องที่เค้าทำให้เราเสียใจตลอด ช่วงนั้นฝังใจกับเหตุการณ์นั้นมาก ฝังใจอยู่เป็นปี ๆ
แต่ตอนนี้ก็ปลงได้ล่ะ ไม่อยากอึดอัดใจไปชั่วชีวิต เหนื่อย แล้วพอเค้ารู้ว่าเราป่วยเป็นโรคนี้ปุ๊บ เค้าก็ร้องไห้เหมือนกัน

ค่อย ๆ เรียนรู้ชีวิตทีละนิดละหน่อยว่าทุกอย่างมันไม่ได้เป็นไปตามแผนที่เราต้องการ ต่อให้เราพยายามวางไว้ให้มันสวยแค่ไหน แต่เราก็ควบคุมชีวิตคนอื่นไม่ได้ คุมสิ่งที่เค้ากระทำต่อเราไม่ได้ มีแต่เราต้องหาวิธีรับมือให้อยู่โดยไม่ทำให้มันทำร้ายใจตัวเองมากนัก

ช่วงนี้ก็คิดอะไรทำนองนี้อยู่เรื่อย ๆ

แต่บางครั้งเวลาอาการแย่ก็จะรู้สึกตัวเองไร้ค่ามาก

เหมือนใช้พลังชีวิตหมดไปกับชีวิตการเรียนในมหาลัยหมดแล้ว จบออกมาก็พิการไปทำงานข้างนอกไม่ได้
รู้สึกแย่มาก เกิดมาไม่เคยรู้สึกตัวเองไร้ค่าเท่านี้มาก่อน ทำไมทำถึงคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ก็ไม่รู้
ตอนกินยาแล้วอาการดีขึ้นก็เคยทดลองออกไปเฝ้าร้านที่เป็นกิจการของที่บ้านอยู่อาทิตย์นึง
แต่พอเจอคนเยอะ ๆ ก็อาการแย่ลงอีก (อาจด้วยความที่เดิมทีเป็นมนุษย์ประเภท Introvert)
ดาวน์ดิ่งจนกว่าจะกู้ตัวเองกลับมาได้ก็ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ ตอนนั้นเลยเข้าใจจริง ๆ ว่าโรคซึมเศร้ากว่าจะหายมันคงต้องใช้เวลาจริง ๆ นั่นแหละ จนตอนนี้ก็ยังรู้สึกเสียใจนะที่ปล่อยให้ตัวเองเป็นหนักขนาดนี้ แต่ไม่อยากคิดในแง่ลบเท่าไร จิตใจเปราะบาง…./)_(\

เอาล่ะ เรามาพูดถึงมนุษย์ที่ชื่อ มัตสึอิ เรนะ กัน

mm150408-0112430237

เราจำได้จากที่นักจิตวิทยาคนนึงเคยบอกว่า การขาดพลังชีวิต ขาดความกระตือรือร้น
สามารถช่วยได้ถ้ามองชีวิตคนที่มีเป้าหมาย มีพลัง มีความพยายามอย่างเต็มที่

ความจริง เราก็ไม่ได้ตั้งใจมองหาคนแบบนั้นในชีวิตหรอก

ตอนนั้นจิตใจเราอึมครึมเกินกว่าจะเชื่อคำพูดที่ฟังโลกสวยแบบนั้น ต่อให้มันออกมาจากปากนักจิตวิทยาจริง ๆ ก็เถอะ บวกกับสมัยเรียนเราเชื่ออย่างสุดหัวใจเกี่ยวกับความพยายาม
เรากดดันตัวเองให้พยายาม พยายาม พยายามมาตลอด
แต่ทั้งที่เป็นแบบนั้น จู่ ๆ ก็พบว่าตัวเองกลายเป็นโรคซึมเศร้า
มันก็เลยทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนความพยายามหักหลัง

ชีวิตเราก็เลยเนือย ๆ ไปตั้งแต่ตอนนั้น อาจเพราะอาการของโรคด้วย
แต่เราไม่มีความรู้สึกซาบซึ้งอะไรกับการพยายามใช้ชีวิตอย่างเต็มที่อีกแล้ว

แต่ถ้าให้พูดตามตรง ในส่วนลึกของจิตใจเราก็มีความรู้สึกเสียดายอยู่เหมือนกันมั้ง
อย่างน้อยเราก็เคยมีเป้าหมาย มีความทะเยอทะยาน มีพลัง มีความกระตือรือร้น มีความรู้สึกอยากใช้ชีวิตทุกวันให้เต็มที่

ตอนนี้ก็คิดในทำนองว่า ไหน ๆ ก็ยังตายไม่ได้อยู่แล้ว ก็ใช้ชีวิตที่เหลือให้สนุกหน่อยแล้วกัน
ยังไงก็ดีกว่าอยู่เบื่อโลกไปวัน ๆ ล่ะนะ เรียกว่าเป็นการมองแง่ร้ายในแง่ดีนะ ….อย่างน้อยเราก็คิดแบบนั้น

การที่ตอนนี้เราคิดแบบนั้นได้ ก็เพราะเราก็ได้รู้จักกับมัตสึอิ เรนะ

ไอดอลวงSKE48 เพิ่งประกาศแกรดให้ชาวบ้านช็อคไปไม่กี่วันนี้ แต่ยังโม่ยเด็กไม่เว้นวันให้แฟน ๆ รู้สึกเกลียดหนักมาก

ตั้งแต่เรารู้จักกับเค้า ไอดอลที่บอกว่าตัวเองเป็นโอตาคุ บ้าอนิเมะ คลั่งรถไฟ โลลิค่อนใส่เด็กไม่ไว้หน้า
คนที่บอกว่าตัวเองเป็นหมาป่าเดียวดายไม่มีเพื่อนคบ ชอบทำอะไรโดดเดี่ยว แต่เป็นคนเดียวกับคนที่มีเมมเบอร์บอกรักมากมายในวันที่เค้าประกาศแกรด

ยิ่งเรารู้จักเค้ามากเท่าไร เราก็รู้สึกว่าการมองโลกในเงามืดของเราค่อย ๆ สว่างขึ้นเรื่อย ๆ
อาจเป็นเพราะว่าเรากับเค้าอายุเท่ากัน เกิดเดือนเดียวกัน ปีเดียวกันอีก
พื้นฐานนิสัยคล้ายกัน การมองโลกก็คล้ายกัน ให้ความรู้สึกเหมือนพบเพื่อนสนิทที่มองตาก็รู้ว่าคิดอะไรอยู่
แต่ต่างกันตรงที่เค้ากำลังพยายามใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกวันของชีวิต
ทุกครั้งที่เห็นเค้า เราก็จะย้อนกลับมาถามตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจทุกทีว่า แล้วเรากำลังทำอะไรอยู่?

ทำไมเราถึงไม่เคารพชีวิตที่ตัวเองมี? ทำไมถึงปล่อยเวลาให้ไหลไปอย่างสูญเปล่า?
วันแล้ววันเล่าที่เราเอาแต่นั่งจ้องกำแพง รอให้พระอาทิตย์ตกดินไปวัน ๆ มัวแต่คิดถึงการนอนหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกชั่วชีวิต

แต่มัตสึอิ เรนะกำลังพยายามใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเต็มที่ บอกว่ารู้สึกสนุกกับทุกอย่างที่พบเจอ

มันทำให้เรารู้สึกละอาย

ความรู้สึกนี้หนักหน่วงยิ่งกว่าการที่ระลึกได้ซ้ำ ๆ ว่าตัวเองป่วยเป็นอะไรในทุกวันที่แกะยาfluoxetineกินหลังมื้อเช้า รู้สึกเหมือนโดนประจานว่าไม่ทำการบ้านสมัยเรียนประถมแน่ะ

เราจำความประทับใจจากละครเวที Majisuka Gakuen ที่เค้าแสดงได้ดี

พอเรารู้จักเค้า ได้เห็นเค้า ได้สัมผัสความพยายามอย่างเต็มที่ของเค้า
เราก็ตัดสินใจว่า เราจะพยายามมีชีวิตอยู่ จะพยายามสนุกกับชีวิตนี้เท่าที่ทำได้
ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะรู้สึกว่าเราเสียมารยาทต่อคนที่พยายามมีชีวิตอย่างเต็มที่ อย่างน้อยก็ในฐานะมนุษย์บนโลกเดียวกัน

ไม่ใช่เพื่อตัวเองก็ไม่เป็นไร ถ้าอย่างน้อยพ่อเราไม่เสียใจที่เรายังมีชีวิตอยู่ เราก็โอเค

อาจจะเขียนจดหมายไปบอกรักไปขอบคุณเค้าสักฉบับ
คนที่ให้แรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่ของเรา อย่างน้อย ๆ เราก็ควรขอบคุณเค้าสักคำ

ตอนนี้ก็ยังไม่หายดีหรอก คิดว่าอีกนานกว่าจะหาย วันนี้หมอถึงกับขู่ว่าถ้าไม่เผชิญหน้ากับมันจะหายรึเปล่า (ใจแป้วนิดนึง….) แต่จะพยายามให้หายเร็ว ๆ แล้วกัน รู้สึกไม่ชอบตัวเองที่เป็นแบบนี้เหมือนกัน

วันนี้ลองเผชิญหน้ากับความรู้สึกตัวเองผ่านการเขียนความรู้สึกเพ้อเจ้อพวกนี้แล้ว
พบว่า ก็ไม่ได้รู้สึกเลวร้ายอย่างที่กลัวนี่นา

เดี๋ยววันหลังจะลองทำอะไรอย่างอื่นดูบ้าง

ขอบคุณนะ มัตสึอิ เรนะ

Advertisements