มัตสึอิ เรนะกำลังจะยึดบล็อกนี้เข้าไปทุกวัน เขียนถึงทุกเอนทรี่TvT
แต่ไม่เป็นไร เพราะเราอยากเขียน555555555 #ทาสโหมด

budoukaninstagram.com/p/4p9bDmgoN4

เพิ่งอ่านหนังสือเรื่อง 武道館 (บุโดกัน) ของอาซาอิ เรียวจบไปเมื่อวันก่อน
(ที่คิโนะคุนิยะ สาขาCTWกำลังลดเล่มนี้อยู่ 20% ไปสอยกันได้ / ปัจจุบันยังไม่มีลิขสิทธิ์แปลไทย
และคงยากที่จะมีเพราะไม่เจาะตลาดบ้านเราที่เต็มไปด้วยกระแสK-POP)
อ่านเสร็จก็เกิดอาการตกอยู่ในความคิดของตัวเองอยู่พักใหญ่ มักเป็นบ่อย ๆ เวลาเจอหนังสือที่ทำให้เราต้องเก็บมันมาคิดว่าเฮ้ย แนวคิดแบบนี้คืออะไรกันแน่นะ

“บุโดกัน” เป็นหนังสือที่จัดอยู่ในประเภทนิยายอิงเค้าโครงเรื่องจริง
ส่วนใหญ่จะเล่าผ่านมุมมองของฮิดากะ ไอโกะ ตัวเอกของเรื่องซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิก
ไอดอลกรุ๊ป NEXT YOU มีเป้าหมายคือการจัดคอนเสิร์ตที่บุโดกัน
แกนเรื่องหลักอยู่ที่ชีวิตความเป็นไอดอลบนประเทศญี่ปุ่นซึ่งไม่อาจหลีกหนีจากถ้อยคำจำพวก
“จบการศึกษา” “ข่าวฉาว” “ดราม่าบนอินเตอร์เน็ต” “การถ่ายกราเวียร์”

วง NEXT YOUมีการขายCDซิงเกิลที่แถม “บัตรจับมือ” ที่สามารถเข้าร่วมงานจับมือกับไอดอลในวงได้
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นเหมือนในโลกความจริงที่เกิดขึ้นกับกรุ๊ป 48 เหมือนกันว่า
การขายแบบนี้มันถูกต้องหรือเปล่า ใช้การตลาดแบบนี้จะทำให้วงการเพลงเสื่อมเสียมั้ย
เป็นการบังคับให้คนซื้อซีดีเหมือน ๆ กัน บรรจุเพลงเหมือน ๆ กันไปจำนวนมากหรือเปล่า
สรุปแล้วตั้งใจจะขายอะไรกันแน่?

เป็นคำถามที่เจอได้ตลอดเวลาและไม่มีคำตอบตายตัว

ไอโกะก็พบกับคำถามพวกนั้น แล้วก็เกิดกลุ้มใจว่าสิ่งที่พวกไอดอลอย่างตัวเองทำอยู่คืออะไรกัน
เป็นสิ่งเลวร้ายขนาดที่คนมากมายต้องรู้สึกไม่พอใจ ต้องโกรธขนาดนั้นชียวหรือเปล่า
จนกระทั่งไดจิ เพื่อนชายตั้งแต่สมัยเด็กของไอโกะเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่เขาชอบซื้อไอติมในงานเทศกาลฤดูร้อนด้วยเงินที่มีจำกัด  ต่อให้รู้ว่าไอติมจะละลายในทันที ถ้าเอาเงินจำนวนเท่ากันไปซื้อน้ำแข็งไสก็คงจะกินได้นานกว่าไอติมแท่งแน่ ๆ แต่รู้ทั้งรู้ก็ยังจะเลือกไอติมอยู่ดี

ไดจิบอกว่า ถึงจะเคยนึกเสียใจทีหลังที่เลือกแบบนั้น แต่เพราะรู้ว่าตัวเองเป็นมนุษย์ที่สามารถโล่งใจได้และพอใจกับตัวเลือกที่ว่า ก็เลยเลือกไป

“คนเราคิดหนักเวลาต้องจ่ายเงินซื้อของบางอย่างว่า ตัวเองต้องการอะไรที่สุด สิ่งไหนที่ทำให้ตัวเองรู้สึกพอใจที่สุด เป็นการเลือกที่ยากลำบากนะ แต่ถ้าขืนหยิบฉวยได้ทุกสิ่งโดยไม่ต้องเสียเงินไปตลอดล่ะก็ คงจะเริ่มไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นคนแบบไหนกันแน่

ถ้าไม่ได้จ่ายเงิน ต่อให้ได้ของที่เกินความคาดหมายก็จะคิดว่า เออ ช่างมันเถอะ หรือต่อให้ได้ของที่ดีมาก ๆ มาก็จะคิดว่าแค่ว่าเออ โชคดีจัง เท่านั้นเอง”

“ไอโกะขาย CD ทำให้คนมากมายต้องคิดมาก ว่าตัวเองอยากได้แค่CDเท่านั้นหรืออยากจับมืออย่างเดียวกันแน่  ไม่อยากได้ทั้งสองอย่างเลยหรืออยากได้ทั้งหมด ต้องจับมือกี่ครั้ง ตัวเองจึงจะพอใจ หรือต่อให้จับมากแค่ไหนก็ยังไม่พอใจซะที ตัวเองชอบดนตรีหรือชอบไอดอลกันแน่ วิธีการขายแบบไหนที่ตัวเองรู้สึกไม่พอใจ ….ตัวเราเป็นมนุษย์ประเภทไหนกันแน่ มันเป็นการทำให้คนมากมายได้ขบคิดนะ ฉันคิดว่าตรงนั้นแหละที่เจ๋งที่สุด”

ด้วยความที่ทุกวันนี้มีคลิปไอดอลมากมายบน Youtube เราจะดูวงไหนก็ได้ ฟังเพลงไหนก็ได้ฟรี ๆ
เสียอย่างเดียวคือเวลา(ที่คนส่วนใหญ่ไม่คิดเสียดายเท่าไร) ไอโกะผู้ชอบไอดอลมากมาตั้งแต่เด็กก็เกิดคำถามกับตัวเองเหมือนกันว่า สรุปแล้วตัวเธอชอบไอดอลวงไหนมากที่สุด ไอดอลแบบไหนที่ชอบ เพราะดูหมดทุกวงจนทุกอย่างเรียงกันเป็นวงกลมที่เธอจะเอื้อมมือไปจับต้องตรงไหนก็ได้
การไม่เคยมีโอกาสได้เลือก ได้คิด ว่าสิ่งไหนที่ตัวเองถึงกับยอมจ่ายเงินเพื่อแลกมันมา จนวันหนึ่งก็เกิดอาการไม่เข้าใจว่าตัวเองชอบอะไรกันแน่

เราว่าทุกคนก็เคยเป็นกันนะ ความรู้สึกแบบนี้

เวลาตั้งคำถามกับตัวเองว่า เอ๊ะ สรุปแล้วเราชอบอะไรกันแน่นะ เราเป็นคนแบบไหนกันนะ
เราเป็นคนที่จะไม่พอใจในเรื่องอะไร เรื่องไหนที่จะรับไม่ได้เด็ดขาด ก็เกิดอาการนิ่งไปพักใหญ่เพราะตอบไม่ได้ในทันที

บางที ทุกวันนี้คนเราก็ปล่อยทุกอย่างผ่านไปง่าย ๆ ด้วยคำว่า “อย่าไปคิดมาก” มากเกินไปเหมือนกัน

สมมติเรารู้ว่าถ้าขโมยไอติมของน้องชายในตู้เย็นไปกิน น้องชายก็จะโกรธ
เราก็จะเข้าใจว่าอ้อ น้องเราเป็นคนประเภทที่โดนขโมยของกินไปโดยไม่บอกก็จะโกรธนะ
หรืออย่างกับพ่อ ถ้าเราไปค้างบ้านเพื่อนบ่อยเกินไป พ่อก็จะโกรธ เราก็ได้รู้ว่าพ่อเป็นคนประเภทนี้นะ
โดนแย่งของกินก็ไม่โกรธแต่จะโกรธในเรื่องแบบนี้นะ ขณะที่น้องชายไม่ได้แคร์เท่าไรกับการที่เราจะออกไปไหนมาไหนกับใคร

นี่คงเรียกได้ว่าเป็นด้านดีของความรู้สึกโกรธก็ได้นะ (เกิดมายี่สิบกว่าปีเพิ่งตาสว่างเรื่องด้านดีของอารมณ์โกรธ)

ในเนื้อเรื่องของหนังสือ ฮานะ (ลีดเดอร์วง) บอกกับไอโกะว่าอยู่ไปนาน ๆ ก็ชิน แล้วก็จะไม่โกรธกับสิ่งที่มีคนว่าร้ายไอดอลในอินเตอร์เน็ตไปเองนั่นแหละ แต่ยังไงไอโกะก็รู้สึกโกรธ

ไอโกะรู้ว่าถ้าล้อไดจิเรื่องเคนโด้ ไดจิก็จะโกรธเหมือนกับที่เธอรู้สึกโกรธเวลาเห็นคนด่าวงของพวกเธอในอินเตอร์เน็ต เป็นจุดที่ทำให้ตั้งคำถามขึ้นว่า การที่เราโกรธ เป็นเพราะเรื่องนั้นคือสิ่งสำคัญสำหรับเราใช่รึเปล่า

ทุกวันนี้ใช้ชีวิตแบบพยายามไม่โกรธ ไม่หือไม่อือ ไม่รู้สึกกับทุกสิ่ง ดราม่าไม่ยุ่ง ขี้รำคาญ 5555555
เคยคิดว่าทำแบบนี้แหละดีแล้ว การโกรธคือการเสียพลังงานโดยใช่เหตุ ยิ่งกับโลกโซเชียลทุกวันนี้มีแต่ข้อมูลดราม่าอะไรไม่รู้เต็มไปหมด ขืนสนใจกับทุกอย่างมีเวลาเก้าชีวิตก็ไม่พอ
จนบางที เรามีความรู้สึกเหมือนตัวเองหลงทางอยู่ในอะไรก็ไม่รู้
ทั้งที่เราแค่พยายามรับเฉพาะข้อมูลด้านบวกเพื่อไม่ทำให้ตัวเองเกิดอารมณ์ด้านลบเท่านั้นเอง
แต่กลายเป็นว่า เรารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังวิ่งหนีมากกว่า

โกรธบ้างอาจจะดีกว่าก็ได้ อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าตัวเองไม่พอใจเรื่องอะไร

ทุกอย่างก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนล่ะนะ

ช่วงครึ่งหลังของเล่มจะเทน้ำหนักไปที่ข่าวฉาว สำหรับไอดอลแล้วการมีแฟนก็เหมือนกับการประกาศเลิกเป็นไอดอลนั่นแหละ

ในเรื่องมีการยกตัวอย่างเหตุการณ์ของสมาชิก AKB48 มิเนกิชิ มินามิโกนหัวลงโทษตัวเองหลังโดนสื่อสำนักหนึ่งลงข่าวจับได้ว่ามีแฟน จริง ๆ เห็นคนพูดถึงเรื่องนี้ทีไรก็รู้สึกหดหู่ทุกทีถึงเจ้าตัวจะเอามาเล่นเป็นมุกตลกได้แล้วก็เถอะ…. แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็นตำนานไปแล้ว มีไอดอลมากมายที่พอมีข่าวฉาวก็ต้องถอนตัวออกจากวงไปทั้งที่ร้องดี เต้นเก่ง มีความนิยม ต้องจากไปเงียบ ๆ โดยไม่มีกระทั่งพิธีจบการศึกษา

ตัวแทนของเรื่องข่าวฉาวในเรื่องคือ อาโออิกับไอโกะ
อาโออิเป็นเซนเตอร์ของวง มีความเป็นไอดอลสูง ไอโกะชื่นชมอาโออิมาตลอดว่าเป็นไอดอลที่แท้จริง ทำได้ทุกอย่าง แต่เจ้าตัวมาบอกทีหลังว่า ความจริงแล้วเค้าไม่ได้อยากเป็นไอดอลหรอก แต่โดนต้นสังกัดจับเข้าวงเท่านั้นเอง

ในชีวิตมีทางเลือกมากมายที่เราต้องเลือก โดยที่ไม่รู้ว่ามันคือทางเลือกที่ถูกต้องแน่รึเปล่า
อาโออิเคยบอกกับไอโกะทางโทรศัพท์เมื่อตอนที่เจ้าตัวคิดจะโดดซ้อมไปหาแฟนหนุ่มที่นาโงย่า

“ที่ผ่านมา ฉันเคยคิดมาตลอดว่าต้องเลือกทางที่ถูกต้อง ทางเลือกที่ไม่ผิดในฐานะไอดอล ทางเลือกที่จะไม่ถูกโจมตีบนอินเตอร์เน็ต ทางเลือกที่จะทำให้ไม่โดนผู้จัดการด่า คิดมาตลอดว่ายังไงก็ต้องเลือกทางที่ถูกต้องที่สุดให้ได้ …แต่ว่าจริง ๆ แล้ว โลกใบนี้ มีทางเลือกที่ถูกต้องอยู่จริง ๆ แน่เหรอ?”

ไอโกะตอบว่า

“ฉันว่ามีนะ ก็เพราะพวกเราเลือกทางที่ถูกต้องมาตลอดอยู่แล้วนี่นา เราถึงได้ไปบุโดกันได้ไง
อาจารย์ก็เคยบอกไว้นะ”

แต่อาโออิปฎิเสธ

“ฉันไม่คิดอย่างนั้นหรอกนะ บนโลกใบนี้ไม่มีทางเลือกที่ถูกต้องหรอก คงจะมีก็แต่ ทางเลือกที่มองย้อนกลับไปถึงรู้ว่าถูกต้องแล้วในตอนนั้นเท่านั้นเอง
เรามีแต่ต้องเลือกอะไรสักอย่างเพียงอย่างเดียว แล้วต้องทำให้มันกลายเป็นทางเลือกที่ถูกต้องให้ได้
ฉันมีความมั่นใจว่าตัวเองจะทำให้มันกลายเป็นทางเลือกที่ถูกต้องได้เมื่อเวลาผ่านไปแล้ว”

แล้วอาโออิก็เลือกจะไปหาแฟนที่นาโงย่า

อีกด้านหนึ่ง ก็มีเมมเบอร์ที่ไม่พอใจกับการที่พวกอาโออิเลือกเส้นทางนี้ ตัวแทนของอารมณ์นั้นก็คือ รุริกะ เมมเบอร์ที่เด็กที่สุดในวง

มีส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์ที่นักเขียนอาซาอิ เรียวได้สัมภาษณ์AKB48ทาคาฮาชิ มินามิหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วย

อาซาอิ: ผมคิดว่ายุคที่ไอดอลสามารถเป็นไอดอลพร้อมกับใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งจะต้องมาถึงอย่างแน่นอน แต่คงจะมีคนที่ยืนกรานว่ายังไงซะ ไอดอลก็ต้องปกป้องความฝันของแฟน ๆ เอาไว้นะ ซึ่งเป็นคาแรกเตอร์ของรุริกะนั่นเอง
ก็จริงที่เราควรจะปกป้องความฝันนั้นไว้ แต่ผมก็เขียนเรื่องนี้โดยคิดว่า มันไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะ

ทาคามินะ: คาแรกเตอร์รุริกะเนี่ย ไม่ใช่ว่าคล้ายทั้งหมดหรอกนะคะ แต่ตอนที่ฉันอ่าน ฉันรู้สึกว่าภาพลักษณ์ของเธอซ้อนทับกับจูรินะ มีครั้งหนึ่ง ในดอคคิวเมนทารี่ภาค 3
ผู้กำกับถามเค้าว่า “อยากลองมีความรักบ้างรึเปล่า”
จูรินะก็ตอบว่า “เรื่องนั้นช่างมันเถอะค่ะ อย่างความรัก ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วเราจะมีเมื่อไหร่ก็ได้ แต่การเป็นไอดอล เราสามารถเป็นได้แค่ตอนนี้เท่านั้น”
ตอนที่ดูฉันก็คิดขึ้นว่า เค้ายังเด็กมากจริง ๆ นั่นแหละ คงยังไม่เคยพบเจอกับความรู้สึกที่ตัวเองไม่รู้จักล่ะมั้ง
(davinciฉบับเดือนมิถุนายน 2015)

เวลาที่เราต้องเลือกอะไรสักอย่าง เราไม่รู้หรอกว่าตอนนั้นมันเป็นทางเลือกที่ถูกต้องรึเปล่า
สุดท้ายก็ต้องเลือกโดยที่ภาวนาในใจว่าขอให้มันเป็นทางเลือกที่ถูกต้องเมื่อเวลาผ่านไป ทางเลือกที่ตัวเองจะไม่เสียใจภายหลัง หรืออย่างน้อย ต่อให้รู้ว่าอาจเสียใจภายหลังก็ยังจะเลือกทางนั้นอยู่ดี

การตัดสินใจครั้งใหญ่ ๆ ในชีวิตเราก็มีอยู่ไม่กี่เรื่อง ที่ยกตัวอย่างได้ชัด ๆ ก็คงเป็นการเลือกคณะตอนจะเข้ามหาลัย ตอนนั้นกลุ้มมาก จะเข้าอะไรดีวะ 55555 ไม่ใช่ไม่รู้หรอกว่าตัวเองอยากเข้าอะไร แต่เพราะรู้นั่นแหละถึงได้ลำบากใจ

คณะที่เราอยากเรียนกับคณะที่ป้าอยากให้เรียนมันต่างกันคนละโลก จะไม่สนใจเค้าเลยก็ไม่ได้เพราะป้าคนนี้เค้าก็ดูแลมาตั้งแต่เราเด็ก ๆ ถ้าไม่ทำตามความต้องการของเค้าก็จะเกิดความรู้สึกเหมือนตัวเองหักหลังผู้มีพระคุณ ตอนนั้นเลยกลุ้มชิบหาย กลุ้มที่รู้ตัวว่าเป็นคนที่ฝืนใจตัวเองไม่ได้แน่ ๆ ในที่สุดก็เลยเลือกคณะที่ตัวเองอยากเรียน จากนั้นก็เลยเป็นหมาหัวเน่าโดนลอยแพ ไม่สนใจไม่ดูแลแล้ว อดค่าขนม ต้องหาตังค์ใช้เอง…TvT

แต่พอมาคิดดูในตอนนี้ ก็ไม่รู้สึกว่าตอนนั้นตัวเองเลือกทางผิดนะ ไม่รู้สึกเสียใจด้วย แปลกเหมือนกัน
เรามีความสุขกับสิ่งที่เรียน เรามีความสุขกับทุกวันในห้องเรียน สนุกกับสิ่งที่อาจารย์สอน สนุกที่ได้ทำงานร่วมกับเพื่อนในเอกเดียวกัน ต้องสอบทุกวัน ต้องลุ้นกับคะแนนทุกวีคว่าจะโดนเพื่อนถีบลงเหวรึเปล่าแต่ไม่เคยรู้สึกแบบไม่ไหวแล้ว ไม่อยากเรียนแล้ว อยากซิ่ว ไม่เคยมีเลยสักวันเดียว ถ้าตัวเองเลือกคณะที่ป้าอยากให้เรียนคงรู้สึกเหมือนตกนรกในทุกวันแหง ๆ

รู้เพราะตอนนี้ตัวเองมีความสุขกับสิ่งที่เรียนมาดี ผ่านการถามตัวเองมาซ้ำแล้วซ้ำอีกตลอดหลายปีที่เรียนว่าเราชอบภาษาญี่ปุ่นมากนักเหรอ รักมากขนาดอยู่กับมันได้ตลอดชีวิต ใช้มันไปตลอดชีวิตและไม่เสียใจที่ไม่ได้เรียนด้านอื่นเลยใช่มั้ย มีเพื่อนหลายคนที่เรียนแล้วไม่รอดจนรู้สึกเกลียดแล้วก็ซิ่วไปหรือต่อให้ไม่เกลียดแต่เพราะระบบอิงกลุ่ม ถ้าเกรดสู้เพื่อนไม่ได้ อาจารย์ก็จะเรียกไปคุยว่าย้ายเอกเถอะ ก็มีเยอะแยะ

ทุกปีผ่านไปเพื่อนในห้องยิ่งลดลงเรื่อย ๆ
เพราะระบบเน้นคุณภาพเพื่อคะแนนเฉลี่ยของสาขา พวกเราโดนคัดเลือกเหมือนเมล็ดถั่ว
เมล็ดไหนไม่ดีพอก็หมดโอกาสเก็บไว้ปลูกในฤดูกาลหน้า
จากตอนแรกมีห้าสิบกว่าคนก็เหลือรอดกันยี่สิบคนเศษ ๆ

มีครั้งหนึ่ง เพื่อนคนที่เราสนิทด้วยโดนอาจารย์เรียกไปคุยเรื่องย้ายเอก
แน่นอน มีสองทางเลือกคือจะสู้อีกเทอมหรือจะยอมย้าย

เราบอกมันว่า เฮ้ย สู้ดิวะ เรียนมาตั้งสองปีแล้วนะ
มันยิ้มอย่างหมดหวัง ตอบกลับมาว่า

“ให้กูส้กับอะไร อาจารย์ยังบอกเลยว่าถ้าย้ายจะดีกับอนาคตกูมากกว่า”

พอมันย้ายไปเรียนสาขาอื่น เกรดมันก็ดีขึ้นจนน่าตกใจ

เวลาผลสอบออกมาไม่ค่อยดี เรามักคิดทุกครั้งว่า เราเลือกทางถูกแล้วใช่มั้ย?
ตอนนั้นเราไม่รู้หรอก ไม่เคยรู้เลยว่ามันถูกหรือผิด
มีแต่ขอให้มันถูกต้องในที่สุดเพราะเราหันหลังกลับไม่ได้แล้วเท่านั้นเอง

แต่อย่างที่อาโออิว่า ทางเลือกที่ถูกต้องมันอาจไม่มีอยู่จริงก็ได้นะ
มีแต่ต้องทำให้มันเป็นทางเลือกที่ถูกต้องให้ได้

ขณะเดียวกัน มัตสึอิ เรนะกล่าวว่า การจะรู้ว่าถูกหรือผิด มีแต่ต้องปล่อยให้เวลาผ่านแล้วหวนย้อนกลับไปมองถึงจะรู้ว่าสิ่งที่เลือกในตอนนั้นถูกหรือผิด เพราะยังไงซะ ในตอนที่เรากำลังเลือก เราต้องคิดว่าทางที่เราเลือก ถูกต้องที่สุดอยู่แล้ว

“”บุโดกัน”
โชคดีจังที่ได้อ่านตอนนี้
ไม่ว่าจะในสถานการณ์ไหน หรือความคิดเห็นอย่างไร ก็เห็นเป็นภาพขึ้นมาว่าอา เป็นแบบนี้นะ
ได้ตระหนักถึงหลายสิ่งหลายอย่างทั้งเรื่องที่เข้าใจโดยไม่ทันรู้ตัวหรือเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจโดยใช้จิตสำนึก และขนาดของภาชนะที่มีอยู่ในตัวเราซึ่งกำลังมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยไป
“ทางเลือกที่ถูกต้อง” ที่ว่า บางที มันไม่ใช่ทางเลือกที่จะถูกต้องในตอนนั้น แต่เราจะได้รู้เป็นครั้งแรกก็เมื่อหวนย้อนกลับไปมองมันต่างหาก เพราะยังไงซะ ตอนที่เราเลือก เราต้องคิดว่ามันถูกที่สุดอยู่แล้ว (ก็ขัดแย้งต่างกันไปตามสถานการณ์นะ) เมื่อปล่อยเวลาให้ผ่านไป แล้วหันกลับไปมองมันอีกครั้ง
เราจะได้รู้ว่าดีแล้วรึเปล่าที่ตอนนั้นเลือกแบบนั้น ฉันว่ามันเป็นแบบนี้ล่ะ
อา ซับซ้อนเป็นบ้าเลย ฮ่า ๆ
อ๊า อยากคุยเรื่องหนังสือเล่มนี้กับใครสักคนจัง!”

“ฉันอินกับสิ่งที่เขียนลงในหนังสือบุโดกันนะ ทั้งเรื่องCD ทั้งเรื่องจุดยืนที่ตัวเองถูกวางตัวเอาไว้
เคยคิดอะไรทำนองนี้นะ กระทั่งตอนนี้ก็ยังคิดอยู่เหมือนกัน ทั้งเสียงจากคนที่เรามองไม่เห็น
เสียงเชียร์ของแฟน ๆ ที่คอยให้กำลังใจ เราจะรับมือกับสิ่งเหล่านั้นได้ยังไง
สำหรับฉันแล้ว ฉันมีความรู้สึกร่วมกับหนังสือเล่มนี้ แต่ในส่วนที่ว่ามันสมจริงหรือเปล่าก็อีกเรื่อง”

“รู้สึกอินก็เลยได้รับกำลังใจไปด้วย
ถ้อยคำที่บอกว่าไอดอลคือ “สิ่งแปลกปลอม” ก็ทิ่มแทงใจ ฉันก็เห็นด้วยนะ
เลยเกิดความรู้สึกเหมือนถูกกู้ชีวิตขึ้นมาเลย
และในเสี้ยววินาทีที่ได้เห็นสิ่งซึ่งคล้ายกับตัวตนของตัวเองภายในเรื่องราวเหล่านั้น
ก็รู้สึกว่า แบบนี้ก็สมกับเป็นมนุษย์ดีนะ ฉันก็เลยชอบไอดอลไงล่ะ ฮ่า ๆ”

“แต่ว่านะ การที่ตัวเองเป็นคนประเภทที่พยามจะสื่อความคิดให้ชาวบ้านรับรู้
โดยไม่ให้ผิดพลาดแม้สักเสี้ยวว่า เฮ้ย จริง ๆ มันไม่ใช่แบบนั้นนะ
ช่างเป็นคนที่น่ารำคาญซะจริง ๆ เลย ฮ่า ๆ”

________________________________________

ในแฟนด้อม 48 มักเกิดคำถามบ่อย ๆ ว่าเวลาใครสักคนประกาศจบการศึกษาว่า
จบตอนนี้ถูกต้องแล้วเหรอ ไม่เร็วไปเหรอ หรือจบแล้วแน่ใจนะว่าจะมีงาน
แน่ใจว่าจะสามารถยืนได้ด้วยตัวเองไม่ต้องมีชื่อวงคอยค้ำจุน

เราคิดว่า การจบการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความกล้ามากยิ่งกว่าตอนตัดสินใจเข้าวงด้วยซ้ำ
เหมือนกับการตัดสินใจไปเรียนต่างประเทศ ต่อให้ดีใจแค่ไหนแต่ยังไงก็ต้องรู้สึกกังวลเนอะ
จะอยู่ได้รึเปล่า ในที่ที่คนพูดคนละภาษากับเรา มีวัฒนธรรมต่างจากเรา
ในที่ที่ไม่มีคนในครอบครัวอยู่ใกล้ ๆ เวลาเกิดอะไรขึ้นมาก็ต้องแก้ปัญหาคนเดียว
ช่วงสิ้นปีที่เพื่อนกลับบ้านไปฉลองกับครอบครัว แต่เราก็ต้องทนอยู่คนเดียวให้ได้

มันก็จริงที่ว่า เวลาผ่านไปแล้วก็จะชินไปเอง แต่ช่วงเวลาก่อนจะชิน มันก็ไม่ได้สั้นขนาดจะลืมมันได้ง่าย ๆ
แต่ยังไงซะ การที่เราเลือกอะไร โดยมีพื้นฐานจากการเข้าใจในตัวเองว่าเราเป็นคนประเภทไหน
เราจะพอใจกับอะไร เราคิดว่ามันไม่ผิดหรอก

อย่างน้อยตอนที่เราเลือก เราก็คิดว่ามันถูกต้องนี่นา

Advertisements