ไม่รู้จะห้ามความติ่งของตัวเองยังไงดีแล้ว ปล่อยไปตามยถากรรมผลก็เลยออกมาติ่งหนักขึ้นทุกวัน *น้ำตา*

ถ้าให้ทวนทริปนาโกย่า 1st time ประมาณ 7 วัน ไม่นับเรื่องไปดูคอนเสิร์ต วันที่ไปเที่ยวโทโยฮาชิ บ้านของมัตสึอิ เรนะในวันศุกร์ ก็ถือเป็นวันที่สนุกที่สุด อาจเป็นเพราะวันนั้นเป็นวันเดียวที่เราไม่ต้องดูนาฬิกาคอยกังวลว่าจะถึงเวลาตารางถัดไปเมื่อไหร่ แถมไม่แพลนชัดเจนว่าจะไปไหน เพราะจุดประสงค์เราก็คือ

เราแค่อยากไปเดินเล่นในเมืองที่มัตสึอิ เรนะผ่านวัยเด็กและเติบโตขึ้นก็เท่านั้นเอง

ฮิปสเตอร์แรงมาก ….ติดเชื้อมัตสึเระมาแน่ ๆ

จุดตั้งต้นอยู่ที่สถานีนาโกย่าซึ่งเป็นสถานีใหญ่มาก จุดรวมการเปลี่ยนรถไปทุกสายจะมารุมกันอยู่ที่สถานีนี้ ซื้อตั๋วง่ายนิดเดียว ไปเข้าส่วนรถไฟของ Meitetsu อย่าหลงไปเข้าของเมโทรนะ มันไม่พาไป=_=

1

เงยหน้ามองป้าย ไล่สายตาจาก 名鉄名古屋(MEITETSU-NAGOYA)เส้นกลางแนวนอนไปยังสุดขวามือ สถานีสุดท้ายคือ 豊橋(TOYOHASHI)ราคา 1110 เยนขาดตัว ไม่ต้องเปลี่ยนสายใด ๆ ให้ยุ่งยาก ง่ายดีจริม ๆ

2

ตั๋วใบใหญ่คือตั๋วเฟิร์สคลาส 360 เยน (อันนี้เอาไว้โชว์ตอนนายสถานีตรวจที่นั่งก็พอ)
ตั๋วใบเล็กคือตั๋วรถไฟที่เราต้องใช้เสียบผ่านประตู ราคา 1110 เยน

ราคาตั๋วรถไฟเฉพาะค่าโดยสารจากนาโกย่า – โทโยฮาชิ คือ 1110 เยน

แต่ทาสระดับไฮคลาสอย่างเราอ่ะนะ เรื่องอะไรจะไปลุ้นว่าจะมีที่นั่งให้นั่งหรือเปล่า ซวยหน่อยก็ยืนไป จากนาโกย่าไปโทโยฮาชิก็ตั้งชั่วโมงกว่า (บ้านนอกแรงมาก….) เผลอ ๆ จะเหนื่อยก่อนเที่ยวอีก เราก็เลยไปกดตั๋ว First Class Car Ticket ซึ่งเป็นตั๋วออพชั่นเสริมระดับเทพ ที่จะจองที่นั่งให้คุณในโซนเฟิร์สคลาสสุดเงียบ เบาะนั่งนุ่ม ๆ กว้าง ๆ สุดสบาย หน้าต่างกว้างชมวิวสวย ๆ ได้สะใจ เลือกเองได้ว่าอยากจะนั่งติดทางเดินหรือติดหน้าต่างในราคาเพียง 360 เยนเท่านั้น (ว้าว) #นี่ไม่ได้ค่าโฆษณามาหรอกนะ….

ตู้กดตั๋วเฟิร์สคลาสอยู่ทางซ้ายมือ ติดกับห้องของนายสถานี กดไม่เป็นก็ขอให้เค้าช่วยนะคะไม่ต้องเขิน นายสถานีเค้ารู้งานอยู่ล่ะ ผ่านลูกค้ากะเหรี่ยงอย่างเรา ๆ มาเยอะ 55555

เพราะเราไปสุดสาย ก็แค่เดินไปตามป้ายที่เขียนว่า Toyohashi ก็พอ แค่นี้ก็ไปถึงชานชาลาได้ไม่หลงแล้ว ขบวนรถไฟเมเท็ตสึสายโทโยฮาชิเป็นสีแดง – ขาว หน้าตาไฮโซกว่าเมเท็ตสึอื่น ๆ เล็กน้อย แยกง่าย แต่อย่างไรก็ตาม ใครอ่านญี่ปุ่นไม่ออก กรุณาถามนายสถานีก่อนขึ้นรถไฟทุกครั้งว่าคันนี้มันใช่คันที่เราจะไปหรือเปล่า เพื่อป้องกันการขึ้นรถไฟผิดขบวนนะคะ TvTIMG_20150828_171355_958

และถ้าคุณเป็นทาสไฮคลาสเหมือนเรานะคะ *สะบัดบ๊อบ* ตู้รถไฟของคุณจะไล่ตั้งแต่หัวขบวนมา 2 โบกี้เท่านั้นที่เป็นที่นั่งเฟิร์สคลาส ดูที่หน้าตั๋วว่าได้ขบวนที่เท่าไร ที่นั่งลำดับไหน อย่างของเราขาไปจะได้ขบวนที่ 1 ที่นั่ง 5 D ก็ต้องวิ่งไปขึ้นที่หัวขบวนเลยทีเดียว *หอบแดรก*

แต่เมื่อได้ที่นั่งแล้ว เราจะแฮปปี้ เพราะขบวนเงียบมาก ไม่ค่อยมีคนมานั่งเท่าไร ต้องเป็นพวกเดินทางไกล ๆ ไปยันสุดสถานีอย่างพวกเรานี่แหละถึงจะยอมควักตังค์จ่ายค่าเฟิร์สคลาส 5555555

ข้อดีของการมีที่นั่งส่วนตัวคือเราสามารถควักขนมและน้ำขึ้นมากินได้ตามสบาย ไม่ต้องเกรงใจชาวบ้านแบบที่นั่งรวม นี่ก็อาศัยกินข้าวเช้าในรถไฟจนชิน……

นั่ง ๆ หลับ ๆ ดูวิวว้าว ๆ ไปเรื่อย ๆ ในที่สุดก็มาจอดที่สุดสายแล้ว……

IMG_20150828_104837_186

คุ้นล่ะสิ!!! ใช่แล้ว!!! ป้ายอันนี้แหละที่อยู่ใน PV 2588 วัน!!

แต่ขออภัยที่โลกความจริงมันไม่ฟรุ้งฟริ้ง ฉะนั้น เราก็พาคุณกลับไปดูภาพสีสไตล์พิมฐา ใส่ฟิลเตอร์ฮิป ๆ แบบนี้เพื่อกับสัมผัสความคุ้นเคยที่ขาดหาย พร้อมด้วยนางเอก PV ที่ยืนเคาะส้นสูงอยู่แถวเส้นเหลืองรอเวลาโดนเป่านกหวีดใส่

3

รอให้คนโล่งเป็นระยะเพื่อจะถ่ายป้าย ถ่ายนู่น ถ่ายนี่ ถ่ายทุกอย่างที่มีจนชาวบ้านอาจจะมองอินี่เป็นโอตาคุรถไฟเหรอ ก็อย่าแคร์นะคะ TvT ฮึบไว้ เพราะเราเป็นทาสใจกร้านที่สุดในปฐพี

IMG_20150828_104624_243IMG_20150828_104750_455

ขบวนฝั่งนี้เป็นขบวนที่จะไปนาโกย่า ตามการเดินเรื่องใน PV

ในตอนต้นมัตสึเระก็ขึ้นขบวนนี้แหละ นั่งร้องไห้ดราม่าฟังเพลงตอนกลับนาโกย่า

เจ้าตัวเล่าใน Documentary of matsui rena ว่า ชานชาลานี้เป็นสถานที่ที่ปกติแล้วเค้าจะไม่เคยมายืนตรงนี้เลย เพราะไปโรงเรียนก็ไม่ได้ขึ้นสายนี้ ตรงนี้จะเป็นสถานที่พิเศษที่เค้าจะสร้างสำนึกความเป็นไอดอลในระหว่างเดินทาง

เอาล่ะ พักติ่งแล้วออกไปผจญภัยกันดีกว่านะ

IMG_20150828_105310_588

ภาพนี้เป็นด้านหน้าของสถานี เป็นภาพที่ถ่ายเก็บไว้ลวก ๆ เพื่อจะใช้เช็คในตอนขากลับว่า จะเดินเข้าทางประตูนี้นะ จะได้ไม่หลง

ความรู้สึกแรกคือ สถานีโทโยฮาชิเป็นสถานีใหญ่มากกกกกกก มีโรงแรม มีห้างอีกต่างหาก 555555 นึกว่าจะเป็นสถานีบ้าน ๆ นายตรวจเดินเก็บตั๋วเองไม่มีประตูกั้นอะไรงี้ซะอีก ปรากฏว่าไฮโซใช้ได้ทีเดียว

ช่วงตอนเดินออกจากสถานีก็ไม่ได้ถ่ายอะไรเก็บไว้สักกะอย่าง ขออภัย ….. เราเดินเล่นไปเรื่อย ๆ หันมองทางไหนน่าไปก็ไป ก็เลยไม่ได้ถ่ายอะไรมาเลย

เดินไปเรื่อย ๆ ก็เจอสนามเด็กเล่น ผ่านไปบล็อกนึงก็เจอสวนสาธารณะกว้าง ๆ มีม้านั่งด้วย ด้วยความที่วันนั้นอากาศกำลังดี ไม่ร้อนมาก ก็เลยไปนั่งที่ม้านั่งกลางสวน เห็นฝูงนกพิราบบินลงมาเป็นฝูง เลยเข้าใจว่าคงมีคนมานั่งกินข้าวตรงนี้แล้วก็ให้อาหารมันบ่อย ๆ แน่เลย ตอนนั้นก็มีข้าวปั้นติดกระเป๋าพอดี (พกของกินติดตัวตลอดเวลาเผื่อหิวตอนหลงทาง จะได้ไม่ตาย….) ก็เลยแกะแล้วโปรยให้พวกนางรุมแย่งกินกันอย่างสำราญ

IMG_20150828_111334_583

บางตัวก็ใจกล้ากระโดดขึ้นมาบนม้านั่ง กินจากมือซะเลย

IMG_20150828_111504_342

ตอนแรกนางก็เกาะอยู่พนักพิงดี ๆ หรอก แต่เห็นเราไม่ว่าอะไรนางเลยมาเกาะที่ไหล่แล้วตีปีกพั่บ ๆ

IMG_20150828_111636_287

…..-_- แกคิดว่าแกเป็นพญาอินทรีหรา

ไอ้เจ้านี่ก็ใจกล้า กระโดดขึ้นมาบนตัก เห็นน่ารักดีก็เลยป้อน มุ้งมิ้งๆกันไปตามประสานกพิราบกับสาวน้อย

แต่ไป ๆ มา ๆ …………IMG_20150828_112603_776

ก็เกิดคดีข้าวปั้นน้อยโดนแก๊งพิราบโฉดรุมลงแขกอย่างน่าอนาถ…………….=_=

(จ่ายค่าถุงน่องชั้นคืนมาด้วยนะเฮ้ย orz !!)

จนข้าวปั้นน้อยตายไปสู่สวรรค์ล่ะ อินกพิราบนี่ก็ยังกระโดดมาขย่มแขนเหมือนจะขอเพิ่ม ……

IMG_20150828_112711_400

บัญชีดำ 1 : นกพิราบบ้านมัตสึเระน่ากลัวแรงมาก ……………orz

 

เมื่อโดนปู้ยี่ปู้ยำจนหนำใจแล้ว ก็ไปล้างมือ เช็คสภาพหน้าผมของตัวเองที่มีแต่เศษข้าวปั้นติดเต็มตัวในห้องน้ำสาธารณะใกล้ ๆ ห้องน้ำสะอาดดีด้วยนะ เข้าได้สบายใจ ไม่ต้องกลัวจ๊ะเอ๋กับขุมทรัพย์ทองคำ

เดินลัลล้าสบายตัว กระเป๋าเบาเพราะข้าวปั้นหายไปแล้ว เดินไปตามถนนเรื่อย ๆ ก็เจอกับ ท่าด๊า

IMG_20150828_114225_206

ร้านขายภาชนะสำหรับรับประทานอาหาร มัตสึอิ

ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับมัตสึเระหรอก แต่ความทาสมันก็พาลจะหยุดสายตาไปที่คำว่ามัตสึอิ มัตสึอิ มัตสึอิ ในทุกที่ที่มองเห็น ………..ซึ่งมีมัตสึอิเยอะม๊าก จนน่าคิดว่าที่นี่มันน่าจะเป็นเมืองมัตสึอิมากกว่านะ orz

IMG_20150828_115255_712

พอดีได้ยินเสียงจั๊กจั่นร้อง ก็เลยเดินตามไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าเป็นต้นอะไรสักอย่างใกล้แม่น้ำ ช่วงปลายฤดูร้อนแบบนี้เลยพากันแข่งร้องระงม บางทีก็รู้สึกน่าฟัง แต่บางครั้งก็น่ารำคาญ 555555 ก็เดินเลาะจากถนนคอนกรีตเข้าไปใต้ร่มไม้ จนหลุดออกมาถึงตรงนี้

IMG_20150828_115409_824

เป็นแม่น้ำที่ใหญ่มาก มีคนมาตกปลาเยอะพอควรทั้งที่ตอนนั้นเป็นช่วงเที่ยงวัน แดดร้อนเปรี้ยง

ก็เดินเลียบแม่น้ำไปทางซ้ายมือเรื่อย ๆ เพราะเห็นว่ามันมีต้นไม้กับกลิ่นอายของมนุษย์ ขณะที่ทางขวาอยู่ท่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมกับไร่นามากกว่า ไม่อยากเดินไปอยู่กลางทุ่งนาตอนเที่ยง ๆ ….ไม่ชอบอากาศร้อน TvT

00

มัตสึเระเล่าความหลังครั้งยังเด็กว่าสมัยเด็ก ๆ ก็มักออกมาวิ่งเล่นนอกบ้าน จับกบจับเขียดไปตามประสา วิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ บ้าง เล่นคนเดียวบ้าง แต่เล่นคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ ………. เล่นแถวทุ่งนาเพราะช่วงปิดเทอมฤดูร้อนพ่อแม่ต้องมาทำงานที่บริษัทแถวนี้  สาวน้อยบ้านนาจริม ๆ

โทโยฮาชิเป็นเมืองที่ขับรถแค่ 30 นาทีก็จะถึงจ.ชิซึโอกะ(ที่มีภูเขาไฟฟูจิน่ะ) เรียกว่าติดกับจ.อื่นมากกว่าเมืองนาโกย่าซะอีก

เพิ่งมารู้ตัวเอาป่านนี้เองว่าแทบไม่ได้ถ่ายรูปมาเลย …..นี่เราไปทำอะไรมานะ 5555555555 เดินเล่นอย่างเดียวเลยจริง ๆ

แต่พอเดินไปจนสุดถึงใต้สะพานข้ามแม่น้ำฝั่งซ้าย ก็เดินไต่คันดินขึ้นไปบนแบบลาดยาง คันดินตรงนี้ปลูกหญ้าแฝกเอาไว้เพื่อยึดเกาะหน้าดิน ซึ่งหญ้าพวกนี้รากมันจะหยั่งลึกและแข็งแรงมาก ๆ เราสามารถก็ใช้มันแทนเชือกเพื่อพยุงตัวไต่ขึ้นไปได้ ไม่ต้องกลัวเงิบ (แต่คำนวณน้ำหนักตัวด้วยก็จะดีนะคะ)

พอเดินขึ้นมาชั้นบนได้ แต่ถนนเส้นนี้เป็นถนนเส้นเล็กมาก เหมือนเป็นตรอกอยู่ด้านหลังไม่ค่อยมีคนผ่านเท่าไรเลยไม่รู้ทิศว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เดินไปเรื่อย ๆ ก็มีป้าคนนึงปั่นจักรยานกรุ๊งกริ๊งผ่านไป สักพักมีเด็กชายชมรมเทนนิสสามคนเดินสวนมา ก็เลยรู้ว่า ต้องมีโรงเรียนอยู่แถวนี้ ถนนใหญ่ก็ต้องอยู่ไม่ห่างจากตรงนี้ด้วย เดินตรงไปก็คงถึง

แต่ระหว่างนั้น สายตาก็หันไปเจออะไรสีแดง ๆ อยู่ข้างทางซะก่อน

พอมองดี ๆ แล้วก็เห็นว่าเป็นประตูโทริอิ  มองข้ามไปก็เป็นศาลเจ้านี่เอง แล้วก็มีสวน มีบ่อปลาด้วย อารมณ์ก็กำลังคึกคัก ก็เลยหันมองหาทางเข้า แต่ระหว่างถนนที่ยืนอยู่กับศาลเจ้ามีรั้วกั้นพร้อมด้วยคูน้ำ จะให้โดดข้ามไปก็ไม่ไหว เลยเดินเลียบรั้วไปเรื่อย ๆ เลี้ยวซ้าย ออกมาเจอถนนใหญ่พอดี แหม่ เซนส์เรานี่แม่นจริม ๆ  ♥

ขออภัยอีกทีที่ไม่ได้ถ่ายรูปศาลเจ้ามา ………..ไม่ได้ลืมหรืออะไรหรอก แต่ตลอดชีวิตการเที่ยวญี่ปุ่นมาก็เคยผ่านศาลเจ้าชินโตมาหลายสิบที่จนรู้สึกว่าไม่รู้จะถ่ายเก็บไว้ทำไมอีกแล้ว หลัง ๆ ไม่ตั้งใจจะเข้าด้วยซ้ำ 555555555555

IMG_20150828_122419_293

อย่างแรกก็เดินไปสำรวจอ่างที่มีกระบวยตักน้ำล้างมือและดื่มกินเพื่อเป็นศิริมงคล พบว่าไม่มีน้ำเลย มีแต่ตั๊กแตนแห้งตายอยู่ตัวหนึ่ง รู้สึกจ๊าบดี เลยถ่ายมา (เพื่อ….)

จากนั้นก็ไปนั่งเล่นเอาไอเย็นที่ริมบ่อน้ำ นั่งเพลิน ๆ ก็มีตะพาบตัวนึงโผล่หัวขึ้นมาทักทาย ด้วยความอารมณ์ดีแบบบ้า ๆ ก็เลยลองกวักมือเรียกให้นางขึ้นมาหา บอกเป็นภาษาไทยนี่แหละว่า “ขึ้นมาดิ คัมม่อนเบ่เบ๋ ขึ้นมาเล้ย”

IMG_20150828_123040_733

ภาษาไทยเราแสดงปาฏิหาริย์หรือตะพาบมันฟังเป็นบทสวดคาถามนตร์ดำก็ไม่รู้ ……

IMG_20150828_123049_986

นางตะกายปีนก้อนหิน ไถตัวขึ้นมาหาถึงบนบกจริง ๆ ค่ะะะะะะ ขุ่นพระะะะะะ=_=

IMG_20150828_123155_534

จริง ๆ นางเดินเข้ามาหาชิดถึงรองเท้าเลย แต่มัวแต่อึ้งอยู่เลยลืมชักภาพ นางอ้าปากพะงาบ ๆ หรี่ตากระจิดริดมอง นี่ก็แบบ เอ่อ จะเอาอะไรเหรอ …..=_= ข้าวปั้นก็แจกพิราบหมดล่ะ เหลือแต่ลูกอมเปเปอร์มิ้นท์เนี่ย จะกินได้มั้ย …….

พอไม่เห็นเราจะทำอะไรนางสักที นางก็เลยไสตัวต้วมเตี้ยมลงสู่บ่อน้ำตามเดิม แต่ยังโผล่หน้ามาสูดอากาศให้เห็นเป็นระยะ

เราขอโทษ คราวหน้าถ้าผ่านไปแถวนั้นเราจะเอาขนมไปให้นะ………….orz

IMG_20150828_124049_636

เดินออกจากบริเวณศาลเจ้าบ่อน้ำ ก็เป็นสวนกว้าง   ๆ มีม้านั่ง มีเครื่องเล่นเด็ก คล้ายสวนสาธารณะใจกลางเมืองในเขตวัด ได้ยินเสียงจักจั่นร้องดังมากอีกล่ะ เลยเดินวนดู ปรากฏว่ามาเกาะอยู่อย่างเดียวดายตรงนี้นี่เอง

เดินวนสวนจนพอใจ ก็กลับไปที่ศาลเจ้าอีกรอบเพราะนึกได้ว่าตัวเองยังไม่ได้เล่นโยนเหรียญเลย ส่วนตัวแล้ว ถ้าให้พูดตรง ๆ ก็คือ เป็นคนไม่มีศาสนาหรอก แต่เราก็ชอบที่จะโยนเหรียญแล้วอธิษฐานให้ใครสักคนเมื่อมีโอกาส ไม่ได้บอกกับพระเจ้าหรือเทพองค์ไหน แต่เหมือนเป็นคำอธิษฐานที่เราอยากให้ใครสักคนในคำภาวนาของเรามีความสุขดีอย่างที่เค้าควรเป็น

วิธีการโยนเหรียญเพื่ออธิษฐานในศาลเจ้าชินโตก็คือ ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้เหรียญห้าเยน เพราะคำว่าห้าเยน 五円 (โกะเอ็น)ในภาษาญี่ปุ่นพ้องเสียงกับคำว่า 御縁 (โกะเอ็น) ซึ่งแปลว่า โชคชะตา, พรหมลิขิต, โอกาส และ ฯลฯ อีกหลายความหมายตามแต่บริบท เป็นคำภาวนาที่รวมความหมายว่า “ขอให้ชีวิตได้พบเจอกับสิ่งที่ดี” ประมาณนั้น

ก่อนอื่นก็โยนเหรียญลงกล่อง ให้มันดังกรุ๊งกริ๊ง เสนาะหู

จากนั้นก็ จับเชือกสั่นระฆังให้ดัง ๆ คนญี่ปุ่นบอกว่าเป็นการปลุกให้เทพเจ้าตื่นมารับรู้คำอธิษฐานของเรา

ต่อด้วยการปรบมือ แปะ แปะ สองที

แล้วก็ภาวนา

ตอนนี้มันก็ผ่านมาแล้ว เราก็บอกคำอธิษฐานของตัวเองได้นะ

วันนั้นเราขอไปว่า “ขออย่าให้ฝนตกที่คอนโตโยต้าสเตเดียม”

……..ก็ไม่รู้สิ มันก็ตกทั้งสองวันแหละ แต่ตกหลังจากที่คอนเสิร์ตจบลงอย่างปลอดภัยแล้ว TvT ก็ถือว่าใช้ได้นะ อื้อ

พอใจล่ะก็ออกจากศาลเจ้ามา เดินเตร็ดเตร่ไปเรื่อย ๆ อีก เมืองโทโยฮาชิเป็นเมืองที่ขนาดพื้นที่ใหญ่มาก แต่จำนวนคนอาศัยไม่แออัด มีพื้นที่ทำเป็นสวนสาธารณะหรือสนามเด็กเล่นเยอะมาก ๆ เดินผ่านมาหลายจุดทีเดียว เป็นเมืองสำหรับอยู่อาศัย ทำไร่ทำนาและมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่เยอะ บางพื้นที่เป็นเนิน เดินขึ้นลำบากหน่อย ต่างจากนาโกย่าตรงที่ นาโกย่าแทบจะเป็นพื้นที่ราบเรียบไม่มีเนินให้ปีนเลยด้วยซ้ำ

ตอนนี้ก็หิวข้าว เลยจะไปหาข้าวกิน นึกอยากกินแฮมเบิร์กแต่หาร้านแฟมิลี่เรสเตอร์รองท์ไม่เจอเลย ที่เจอก็อยู่ไกลมากจนขี้เกียจเดิน หิว หมดพลังงานแล้ว เลยตัดสินใจย้อนกลับไปหาร้านข้าวในสถานีรถไฟโทโยฮาชิ เจอร้านออมเล็ตน่านั่งก็เลยเข้าไปกิน

IMG_-vt0202

ออมเล็ตชีส+แฮม+มันฝรั่งในกระทะร้อน ราคาประมาณ 800 เยนล่ะมั้ง ถ้าจำไม่ผิด แถมซุปใสให้ด้วย ชีสยืดสะใจมาก มันฝรั่งก็สุกกำลังพอดีเลย อาหย่อย♥

กินไปก็นั่งดูคนในร้านไป ข้าง ๆ มีคุณยายสองคนสั่งน้ำแข็งไส 1 ถ้วยมาแบ่งกันกินมุ้งมิ้งน่าเอ็นดูอย่างแรง อีกข้าง เป็นเด็กสาววัยรุ่นนั่งจกเฟรนช์ฟรายแล้วก็บ่นกันเรื่องผู้ชายกับเรื่องช็อปปิ้ง  (นี่ก็ขี้เผือกจังเลย….)

พนง.ในร้านมีแต่ป้าพาร์ทไทม์ทำงานกันขันแข็งร่าเริงมาก จริง ๆ มันก็เป็นสิ่งที่ชินตาอ่ะนะ เวลาเห็นป้า ๆ มาทำงานพาร์ทไทม์ในร้านอาหาร, ซุปเปอร์มาเก็ตอะไรพวกนี้ แต่บางครั้งก็ชอบมานึกทุกทีว่า ถ้าเป็นเรา อายุเท่านี้เราจะออกมาทำงานพาร์ทไทม์ชั่วโมง 700 -1000 เยนแบบนี้มั้ย เทียบเป็นเงินไทยมันก็โอเค แต่ถ้าเป็นค่าเงินญี่ปุ่นมันก็แค่ระดับอยู่ได้แบบกันตาย เคยทำสมัยเรียน แค่เอามาใช้เป็นค่าข้าวแบบเด็กกะเหรี่ยงจน ๆ ยังเดือนชนเดือนไม่มีเหลือเก็บเลย  ไม่ได้เอาไปติ่งสักแดงด้วยนะ orz…

…เออ ถ้าเลือกได้ก็ไม่ทำอะ =_=

แล้วป้า ๆ เค้ามาทำงานแบบนี้ทำไมนะ อายุก็ใช่จะน้อย ๆ กันแล้ว

สมัยทำพาร์ทไทม์ก็มีแก๊งป้า ๆ คอยดูแลเหมือนกัน  ป้า ๆ ชอบมานั่งเม้าท์ให้ฟังในเวลาน้ำชาว่านี่ลูกเค้า หลานเค้าไปเที่ยวที่นั่นที่นี่ ซื้ออะไรมานั่นนี่ อาทิตย์นี้จะไปเที่ยวสวนสนุกกับหลานสาวด้วยนะ บลาบลา

เค้าก็ดูมีความสุขตามอัตภาพดีนะ มีพาวเวอร์เวลาทำงานมากกว่าเด็กเพิ่งกลับจากโรงเรียนเหนื่อย ๆ อย่างเราอีก

ทุกคนที่มาทำงานก็ต้องการหาเงินทั้งนั้นแหละ น้อยคนจะมานั่งทำพาร์ทไทม์ต๊อกต๋อยเพราะชอบอ่ะนะ อาชีพอิสระที่ญี่ปุ่นไม่ได้มีแพร่หลายแบบบ้านเรา ประเภทแก่แล้วขายของก๊อกแก๊กอยู่บ้าน หรือเปิดร้านข้าวแกง ขายขนมตามข้างทางก็ได้ ชีวิตบนประเทศนี้มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ทุกอย่างถูกจัดให้เป็นระบบระเบียบ อยากหาเงินก็ต้องเข้ามาทำงานในระบบ ซึ่งบางครั้งความเป็นระบบแบบนี้ของญี่ปุ่น ทำให้เรารู้สึกว่ามันมีความเย็นชาแฝงอยู่เสมอ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเพราะระบบเย็นชาแบบนี้แหละที่ทำให้คุณภาพชีวิตของคนอยู่ในระดับท็อปของโลกได้ในทุกวันนี้

โครงสร้างทางสังคมญี่ปุ่นก็รู้ ๆ กันว่า ปัจจุบันกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มตัวแล้ว ปัญหาอันดับหนึ่งของรัฐบาลคือต้องแบกรับภาระการจ่ายเงินดูแลผู้สูงอายุและเงินบำนาญรายเดือนสำหรับผู้เกษียน ซึ่งทุกวันนี้อายุยืนกันม๊ากกกกก เฉลี่ยผู้หญิงอยู่ที่ 82 ปี ผู้ชายที่ 75 ปี ………นี่ขนาดเฉลี่ยนะ!!!!! จากอายุ 60 ต้องจ่ายบำนาญให้ทุกเดือน ๆ อย่างต่ำก็ 20 ปีจนกว่าจะเสียชีวิต ขณะที่วัยทำงานซึ่งเป็นช่วงวัยที่ต้องจ่ายภาษีมากที่สุดกลับมีน้อยลงทุกวัน รัฐบาลก็ไม่มีปัญญาจะหาตังค์จากไหนมาจ่ายล่ะ เลยผลักให้วัยเกษียนไป 65 ปีแทน

อันนี้นอกเรื่อง ด้วยระบบเงินบำนาญรายเดือนที่จะจ่ายให้จนกว่าจะตายแบบนี้ ทำให้บางครั้งลูกหลานของผู้สูงอายุคนนั้นไม่ยอมไปแจ้งมรณะเวลาที่ผู้สูงอายุเสียชีวิตแล้วเพื่อจะรับเงินบำนาญฟรี ๆ ทุกเดือน จนกระทั่งมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจที่บ้านเพราะอายุแม่งยืนมาก ทะลุร้อยกว่าปี ก็พบว่าความจริงว่าอ้าว ที่จริงตายไปตั้งเป็นสิบ ๆ ปีแล้ว เงินบำนาญลูกหลานเอาไปแดร๊กหมด เป็นการโกงภาษีระดับพื้นบ้านจริง ๆ =_=

สาเหตุที่ป้า ๆ ต้องมาทำงานพาร์ทไทม์กันแบบนี้ก็มีหลายอย่าง หลัก ๆ คือ ผัวตาย หย่าผัว ขาดเสาหลักของบ้าน หรือไม่ก็ผัวเกษียณแล้ว มีเงินบำนาญนะ แต่ไม่พอใช้  บ้านก็ไม่มีกิจการอะไร ออกจากบริษัทแล้วก็ไม่เหลืออะไรเลยนอกจากเงินบำนาญพอใช้แก้ขัด เป็นต้น ความน่าสงสารของสังคมครอบครัวญี่ปุ่นสมัยก่อนที่ส่งผลจนทุกวันนี้ก็คือ ค่านิยมที่ผู้หญิงไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อทำงาน แต่เกิดมาเพื่อแต่งงาน มีลูก อุทิศทุกอย่างในชีวิตเพื่อดูแลสามีและลูก  ค่านิยมก็เลยไม่เน้นเรียนสูง เกิดเป็นหญิงแค่หาสามีแต่งงานได้ก็พอแล้ว ไม่ต้องทำงานอะไรมาก พอลูกโต ทำงานทำการออกจากบ้านไปแล้ว งานหลักก็หายไปอย่างหนึ่ง ถึงวัยผัวก็เกษียน ใช้ชีวิตเหงา ๆ ผ่านมาสักพักก็ตายก่อนเมีย บางทีไปมีชู้อีก (ปัญหาหนักมากของสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน) ก็เลยเกิดปัญหามาหย่ากันตอนแก่มากมาย พอหย่าแล้วเมียเหลืออะไร สินสมรสก็ใช่จะเยอะเพราะผัวก็พนักงานบริษัทธรรมดา ก็ไม่เหลืออะไรดิ…. ให้ผัวเลี้ยงมาตลอดชีวิตอ่ะ =_=

มันเป็นปัญหาสังคมหรือปัญหาส่วนตัวหรือปัญหาทางค่านิยมฝังรากก็ไม่แน่ชัด แต่คิดว่ามันคงผสม ๆ กันนี่แหละ คือ ค่านิยมโบราณกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคทุนนิยมที่เปลี่ยนไปเร็วมากมันไปด้วยกันไม่ได้

เดี๋ยว นี่บล็อกอะไร ……….

หยุด เรากลับมาเข้าเรื่องเถอะ เวลานั่งกินข้าวคนเดียวแล้วชอบคิดเพ้อเจ้อ

อิ่มแล้วก็ออกไปผจญเมืองต่อ

และแล้วเราก็มาถึงตรงนี้ …… เกิดความพิศวงว่าทำไมรูปปั้นต้องหันตูดออกมาหน้าโรงเรียนตรงป้ายชื่อพอดีเป๊ะด้วยนะ เป็นความแอ๊บแตรกที่ยากจะเข้าใจจริง ๆ ไม่อยากจินตนาการเลยว่าข้างหน้าจะเป็นยังไง ….=_=

IMG_20150828_150017_138

ที่นี่คือโรงเรียน愛知県立豊橋商業高等学校  (Toyohashi Commercial Highschool)

อื้อ ใช่ โรงเรียนที่เค้าว่ากันว่า มัตสึอิ เรนะจบมัธยมปลายจากที่นี่

หลักฐานชัดเจนไม่มีหรอก เจ้าตัวก็ไม่มีวันยอมบอกข้อมูลส่วนตัวแน่นอน มีแต่ข้อสันนิษฐานจากชาวเน็ตล้วน ๆ เพราะแผนกที่มัตสึอิ เรนะจบมาตอนม.ปลายไม่ใช่แผนกที่มีในโรงเรียนสายสามัญทั่วไป (จากการเขียนโปรแกรมได้และมีข้อมูลระบุว่าเรียนสาขาธุรกิจ(商業科)) และถ้าเรียนในโทโยฮาชิ ก็มีแต่ที่โรงเรียนนี้เท่านั้น

มีข้อมูลอื่นระบุอีกว่า มัตสึอิ เรนะมีใบคุณวุฒิ 15 สาขา เช่น การเขียนโปรแกรม (ภาษาCOBOL) ระดับ 1 ,
การคัดลายมือ, ลูกคิด, พิมพ์ดีด, เครื่องคิดเลข, ภาษาอังกฤษสำหรับธุรกิจ,  บัญชี , เคนโด้ , การประมวลสารสนเทศ (information processing) ฯลฯ จากบล็อกนี้ ซึ่งเจ้าตัวเป็นคนบอกเอง http://ameblo.jp/ske48official/entry-11137047331.html

ก็ชัดเจนว่าเรียนสาขาธุรกิจมาจริง ๆ เพราะการเรียนสายเฉพาะทางของญี่ปุ่นจะให้นักเรียนสอบคุณวุฒินู่นนี่เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ฉะนั้น ที่คาดกันว่ามัตสึอิ เรนะจบจากโรงเรียนนี้ก็นับว่าเชื่อถือได้

แต่ที่น่าคิดก็คือ ….อันนี้เป็นความสงสัยส่วนตัวนะ ไม่ได้มีความสำคัญอะไรหรอก 555555

มัตสึอิ เรนะเล่าใน 2588 Days Documentary of matsui rena ว่า เจ้าตัวอยากเป็นนักแสดงตั้งแต่จบม.ต้นแล้ว อยากไปโตเกียวตั้งแต่ตอนนั้น ก็เลยบอกพ่อแม่ว่าไม่อยากเรียนต่อม.ปลายแล้ว
จะไปโตเกียว แต่พ่อแม่ไม่ยอม เลยทะเลาะกันมาหลายสิบรอบ จนพ่อแม่ขอร้องว่าอย่างน้อยก็เรียนจบม.ปลายก่อนเถอะ เพราะอย่างน้อยถ้ามีวุฒิแล้วจะได้สมัครงาน หางานกับเค้าทำได้

สุดท้ายเจ้าตัวก็ยอมเรียนต่อม.ปลาย จนออดิชั่นผ่าน SKE48 ในฤดูร้อนช่วงม. 5

02

มัตสึอิ เรนะ “ตอนนั้นก็แบบ เออ รู้แล้วน่า! ก็ยอมเรียน ๆ ไป ชั่วโมงเข้าเรียนก็พอแบบเฉียดฉิว
เรียนจบมาได้ แม่ก็ตกใจว่านี่อุตส่าห์เรียนจบกะเค้าด้วยเหรอ”

นี่ทำไมเกรียนแบบนี้นะ ………….55555555555555555

ก็สงสัยว่า ถ้าจะเรียนเพื่อให้ได้วุฒิม.ปลายเฉย ๆ ทำไม๊ต้องอุตส่าห์เรียนสายธุรกิจให้ลำบากด้วยนะ  เพราะชอบ? อันนี้ก็ไม่รู้ ไม่เห็นคุณเค้าจะให้ความสนใจอย่างอื่นนอกจากโม่ยเด็ก รถไฟ อนิเมะมังงะ เล่นเกม ดูหนังฟังเพลง กินสตาร์บัคส์ตามสไตล์ฮิปเต้อ

แต่การจบสายอาชีพบนประเทศนี้เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่า มีคุณสมบัติเฉพาะทาง  หาเงินได้มากกว่าคนที่จบสายทั่วไปแต่ไม่ต่อมหาลัย ที่สำคัญ หย่าผัวแล้วก็คงจะเลี้ยงตัวเองได้ไม่เดือดร้อน

05

(ตอนไปสมัครออดิชั่น SKE48)
มัตสึอิ เรนะ “ฉันโดนถามว่าเรื่องของตัวเองกับกิจกรรมชมรม เธอจะเลือกอะไรกันแน่?”

ตามดอคฯ และ PV 2588 วัน มัตสึอิ เรนะมานั่งเล่าความหลังอยู่ในโรงยิมของโรงเรียน จริงๆ ก็อยากเดินเข้าไปดูนะว่าใช่แน่หรือเปล่า แต่ป้ายหน้าโรงเรียนแปะไว้ว่าห้ามบุคคลภายนอกเข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต  เราก็อยากทำตัวเป็นทาสที่ดี ก็เลยไม่เข้าไปอย่างว่าง่าย ….. 55555555555555555555 เป็นแฟนคลับ ทำอะไรก็ต้องคิดถึงศิลปินนะ พฤติกรรมเรามันส่งผลกระทบต่อเค้าทั้งนั้น ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เหมือนที่เค้าทำอะไรก็ส่งผลกระทบต่อความรู้สึกเราเหมือนกัน ใจเขาใจเราเนอะ น่ารักจริง ๆ เลยเรานี่ ♥

04

มัตสึอิ เรนะ “กระทั่งในสถานการณ์แบบนั้น ฉันก็ยังตอบไปว่า ฉันจะเลือกความฝันของตัวเองค่ะ”

03

แต่ดูจากโครงสร้างเหล็กของอาคารกับรูปแบบสนิมเกาะเปรียบเทียบกับโรงยิมในดอคฯแล้ว คิดว่าเป็นโรงเรียนเดียวกันแหละ

ระหว่างที่กำลังเดินมองนู่นนี่ไปเรื่อยอยู่หน้าโรงเรียน ก็มีเด็กนักเรียนวิ่งพุ่งออกมาจากหน้าประตู แล้ววิ่งแซงหน้าเราไป นางตะโกนบอกกับเพื่อนที่วิ่งอยู่ในรั้วโรงเรียนเหมือนจะแข่งกันว่าใครจะวิ่งเร็วกว่า

……เออ เด็กโรงเรียนนี้มีเอกลักษณ์ดีนะ  ดูจากรุ่นพี่ของพวกนางแล้วก็พอเข้าใจ=_=

หน้าโรงเรียนมีป้ายรถบัสด้วย มัตสึเระก็คงจะขึ้นบัสมาโรงเรียนล่ะมั้ง

IMG_20150828_150156_934

ดูเหมือนว่าโรงเรียนกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างปรับปรุงอะไรสักกะอย่าง

เพ้อเจ้อไปเรื่อย ๆ ดูตูดรูปปั้นหน้าโรงเรียนจนพอใจแล้ว ก็ออกเดินต่อ

เดินมาก ท้องชักหิวขึ้นมาหน่อย ๆ ก็เลยคิดว่าคงได้เวลาไปร้านนั้นแล้วแหละ ร้านขนมปังที่มัตสึเระภูมิใจนำเสนอมาก

ก่อนอื่น เช็คแมพแล้วมันอยู่ไกลชิบโหง …….. เดินไปคงตายก่อน เราก็เลยต้องหาตัวช่วย ตอนแรกนึกว่าต้องขึ้นบัส ก็เลยรอขึ้นที่ป้ายหน้าโรงเรียนนั่นแหละ แต่พอเช็คกับคนขับบัสแล้วปรากฏว่า จุดที่เราต้องไปมันไม่ใช่จุดจอดของป้ายรถบัส แต่เป็นของ Toyohashi Tetsudou Local Line

ตอนแรกก็งงมาก Tetsudou Local Line  คือรถไฟสายท้องถิ่น แต่มันไม่ใช่รถไฟเมโทรอ่ะ เพราะรถไฟเมโทรไม่มีสถานีชื่อ 運動公園前 (Undoukouen-mae) เดินไปงงไป กำลังคิดจะหาชาวบ้านแถวนั้นเพื่อถามทางล่ะ แต่เมืองร้างอย่างแรง ทำไมไม่มีใครเดินอยู่ตามถนนเลยวะ =_=  จนกระทั่งไปเห็นรถรางวิ่งผ่านหน้ามา …………..

อ๋อ ……………มันคือรถรางนี่เอง

IMG_-wcj5n8

แบบ เฮ้ย เรียนอยู่ญี่ปุ่นเป็นปีก็ไม่เคยเจอมาก่อนเลย นี่ว่าตัวเองเรียนอยู่บ้านนอกแล้ว บ้านมัตสึเระบ้านนอกกว่าอีก ยังมีรถรางวิ่งด้วย 555555555555555555

4

รถรางสายโทโยฮาชิ 150 เยนตลอดสาย มี 14 สถานี ต้นทางคือสถานี Eki-mae ซึ่งมีจุดขึ้นอยู่ที่ด้านหน้าของสถานีรถไฟโทโยฮาชิ ไปจนถึงสุดสายคือ Undoukouen-mae  วิ่งสองฟากเหมือน BTS บ้านเรา ชานชาลาสถานีอยู่กลางถนน วิ่งข้ามดี ๆ ระวังรถ ดูสัญญาณไฟด้วย เดี๋ยวรถชนไส้แตก จะไปสถานีไหนก็ต้องดูที่ปลายทางว่าอยู่ฟากไหน ดูดี ๆ ไม่มีหลง

IMG_20150828_153819_037

นี่ไม่ใช่สถานีที่ต้องลงนะ พอดีลงผิดเพราะเผลอนั่งเหม่อ…………. ต้องไปต่ออีกนิด

IMG_-vspfya

นั่งรถรางชมเมืองมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงสถานีปลายทาง นี่ขนาดลงสถานีปลายทางแล้วก็ต้องเดินต่ออีก 900 เมตร เราถึงจะเจออิร้านขนมปังนี่ ….. โอย ให้อารมณ์ไปสุดขอบโลกกับโคลัมบัสจริง ๆ orz

ร้าน Rapport ภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่าラポール (ราโปรุ)

IMG_xdzs9s

ร้านเล็กกว่าที่คิดมาก ๆ เดินสิบก้าวก็รอบร้านล่ะ นี่พูดจริง ๆ ไม่ได้โจ๊ก …. ไม่มีที่สำหรับนั่งกินด้วย ต้องซื้อกลับบ้านอย่างเดียว ซึ่งสิ่งเดียวที่เราตั้งใจมาซื้อก็คือ เมเปิลเมล่อนปัง ซึ่งเป็นเมล่อนปังที่มัตสึเระบอกว่าอร่อยที่สุดในโลก

SKE48 松井玲奈「もう一度食べたい至高のグルメ」前略、大徳さん 2015 07 19

เมเปิลเมล่อนปัง ราคาชิ้นละ 160 เยน

08

09

ตอนไปถึงก็เกือบเย็นล่ะ นึกว่าจะหมดซะแล้ว แต่ก็ยังอุตส่าห์เหลืออยู่ 3 ชิ้น เลยเหมามาหมดเลย …………..

กินเข้าไปคำแรกคือแบบ …………….

.

.

.

เชี่ย อร่อยอ่ะ……………………………!!!

07

.

เฮ้ย มันมีขนมปังที่อร่อยขนาดนี้อยู่บนโลกด้วยเหรอ!!!!!!!!!!!!

 

.

.

 

.

ด้วยความที่เป็นมนุษย์ที่ชอบกินข้าวมากกว่าขนมปัง ไม่ค่อยจะเหมือนเด็กญี่ปุ่นอายุรุ่นเดียวกันในสมัยนี้เท่าไร ถ้าเจอขนมปังเป็นอาหารเช้าติดต่อกันแค่สองวันก็จะรู้สึกห่อเหี่ยวแล้ว อี๋ ขนมปังอีกล้ะ อยากกินซุปมิโสะเต้าหู้กับข้าวเปล่ามากกว่าง่ะ อะไรทำนองนี้ (เพื่อนบอกว่านิสัยเหมือนคนแก่=_=)

แต่ขนมปังนี่ทำให้รู้สึกเปลี่ยนไปทันที บางทีที่เราชอบข้าวมาตลอดอาจเป็นเพราะเรายังไม่เคยเจอขนมปังที่อร่อยจริง ๆ ก็ได้นะ

เป็นเมล่อนปังที่ควรอนุรักษ์ให้เป็นมรดกโลกจริง ๆ ไส้ครีมน้ำเชื่อมเมเปิล เนื้อขนมปังฟูนุ่มแทบละลายในปาก มัตสึเระแนะนำว่า ถ้าอยากอัพความอร่อยให้เอาไปเวฟก่อนกินเพื่อให้ไส้ครีมละลายแบบเยิ้ม ๆ อู้ฮู้ว สะใจ….

อยากจะเหมากลับบ้านสักสิบชิ้น แต่เสียใจที่มันหมดแล้ว TvT

ถ้ารสชาติระดับนี้ นั่งรถไฟเป็นชั่วโมงจากนาโกย่าเพื่อมาซื้อเจ้านี่อย่างเดียวก็ยังคุ้มนะ บอกตามตรง

7

ระยะทางจากหน้าร้านกลับไปที่สถานีนาโกย่า ……….TvT

เอาเป็นว่า ร้านนี้เป็นจุดที่แนะนำมากสำหรับคนที่เดินทางมายังเมืองโทโยฮาชิ แม้การเดินทางจะกันดารและทุลักทุเลนิดหน่อยก็ตาม …. คิดในแง่ดีว่าอยากกินของอร่อยต้องลงแรงบ้าง และแนะนำว่าให้รีบมาซื้อก่อนเวลาบ่ายสาม เพราะอิเมล่อนปังนี่ขายดีมาก รีบมาซื้อตอนร้านเปิดเลยยิ่งดี เก็บใส่ตู้เย็นไว้ได้หลายวัน รสชาติก็ยังไม่ตก

สัมผัสด้านรสชาติของมัตสึเระเชื่อถือได้และปลอดภัยแน่นอน รับประกัน – – b!

นี่ก็เย็นล่ะ เหนื่อยด้วย กลับไปอาบน้ำนอนดูทีวีเก็บแรงไว้ดูคอนวันพรุ่งนี้ดีกว่า

ก็ขึ้นรถรางจากสถานีปลายทางเจ้าเก่าไปยังสถานีต้นทางคือ Ekimae พอได้ขึ้นรอบนึงก็โปรเลยทีนี้ 55555 จุดจอดลงที่หน้าสถานีรถไฟโทโยฮาชิอย่างปลอดภัย ซื้อตั๋วขากลับไปนาโกย่าราคาเดิม 1110 เยน แต่ที่ต่างไปก็คือ ที่นี่ไม่มีตู้กดบัตรเฟิร์สคลาส ต้องไปซื้อจากนายสถานีโดยตรง อยากได้ที่นั่งติดหน้าต่างก็รีเควสได้ไม่ต้องเขิน

ในตู้ขบวนขากลับ ภาพคุ้นตาจังเลย …..

IMG_20150828_171658_119 IMG_20150828_172051_911

ความว้าวของรถไฟขากลับไปนาโกย่าคือ บังเอิญได้นั่งที่โบกี้ที่ 1 (รักนายสถานีที่เลือกที่นั่งให้งามมาก♥)

ทั้งตู้ขบวนมีเรานั่งอยู่คนเดียวก็เลยเดินเล่นถ่ายรูปได้สบายใจมาก

คุ้นมั้ย?

ใช่ นี่แหละ ที่นั่งในจุดที่มัตสึอิ เรนะนั่งชมวิวยิ้มโชว์เหงือกในดอค

06

010

แต่อย่าเพิ่งกรี๊ดไป เพราะรถไฟสายหนึ่งมันไม่ได้มีวิ่งอยู่แค่ขบวนเดียว มันใช้วิ่งอยู่หลายสิบขบวน เพราะฉะนั้น เราจึงไม่อาจรู้ได้ว่ามันคือขบวนเดียวที่มัตสึอิ เรนะนั่งหรือเปล่า แต่เอาเป็นว่า วิวที่มัตสึเระเห็นในตอนนั้น คือวิวเดียวกับที่เรากำลังมองอยู่ในตอนนี้

แค่นี้ทาสก็รู้สึกพอใจล้ะ ♥

IMG_-xjld875

จบไปหนึ่งวันในเมืองโทโยฮาชิ  เป็นเมืองห่างไกลจากแสงสีฟู่ฟ่า เต็มไปด้วยไร่นาและสวนสาธารณะ ความทันสมัยที่สุดน่าจะเป็นประมาณร้านคาราโอเกะ หรืออะไรทำนองนั้นก็ไปกระจุกตัวอยู่แถวสถานีรถไฟหมด เดินทั้งวันยังไม่เจอกระทั่งเซเว่นอ่ะคิดดู 555555555 คือมันมีแหละ แต่มีน้อยกว่าเมืองใหญ่มาก ๆ เดินห่างออกมาแค่กิโลเดียวก็แทบจะไม่มีอะไรแล้ว นอกจากบ้านคนและสวนสาธารณะโล่ง ๆ มีฉากเป็นส่วนใหญ่แม่น้ำ ทุ่งนา โรงงานอุตสาหกรรม คนส่วนใหญ่บอกว่าถ้าไม่มีรถส่วนตัวก็ใช้ชีวิตในเมืองได้ลำบากมาก แค่ไปโรงพยาบาลกลางดึกยังต้องใช้เวลาขับรถตั้ง 20 นาทีจากสถานีรถไฟ สภาพอากาศอยู่ในแถบอบอุ่น ในฤดูหนาวก็ไม่ค่อยมีหิมะตก แต่มีลมพัดแรง เป็นเมืองเรียบ ๆ ไม่ใช่ทั้งบ้านนอกและไม่ใช่ทั้งเมืองใหญ่ ไม่มีความโดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ ให้โทนสีขาวหม่นซะมากกว่า

น่าคิดเนอะ เด็กที่เติบโตจากเมืองเรียบง่ายแบบนี้ กล้ามีความฝันที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้ามี แล้วก็กล้าเสี่ยงวิ่งเข้าหามันทั้งที่ไม่รู้ว่ามันจะเป็นจริงหรือเปล่า ไม่รู้อะไรเลย ไม่มีหลักประกันอะไรทั้งนั้น

01

รู้สึกประทับใจอีกครั้งว่า มัตสึอิ เรนะเป็นคนที่น่าทึ่งจริง ๆ นั่นแหละ

สิ่งเดียวที่รู้สึกคาใจตอนขากลับก็คือสวนสัตว์หนองหอย หรือ นงฮอยปาร์ค (のんほいパーク) สวนสัตว์หนึ่งเดียวในเมืองโทโยฮาชิที่มีชื่อเสียงใช้ได้ ขนาดใหญ่มาก จนลังเลว่าถ้าไปแล้วสงสัยจะไม่มีเวลาเดินดูเมืองก็เลยตัดสินใจไม่ไป … แล้วตอนนี้ก็รู้สึกเสียดายจริง ๆ
เพราะมันน่าไปมากจากรายการ スイッチ (Switch) ในวันที่ 21 ก.ย. 2015
ที่มัตสึเระพาแก๊งทัมโปโปะเที่ยวสวนสัตว์หนองหอย

ตอนนี้เลยมีความคิดจริง ๆ ว่าถ้าไปนาโกย่าอีก คงจะแวะไปโทโยฮาชิเพื่อไปสวนสัตว์หนองหอยนี่แหละ อยากไปดูหมี

6

ไปทาสด้วยกันมั้ย~♥

Advertisements