―คราวนี้ เป็นการรวมบทสัมภาษณ์ของ SKE48 เป็นเพราะว่าตอนนี้ SKE48 ถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ทีนี้ เราก็เลยตัดสินใจว่าจูรินะซังคือคนที่เราต้องฟังความคิดเห็นให้ได้

จูรินะ : ฉันเองก็คิดเหมือนว่าเป็นจุดเปลี่ยนล่ะมั้ง เพราะยังไงซะ การที่ (มัตสึอิ) เรนะจังจบการศึกษาไปเมื่อสิ้นเดือนสิงหาคมก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มากนะคะ พวกรุ่นน้องเองก็มีจิตสำนึกใหม่ ๆ จากเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน ทุกคนฮึดกันใหญ่ว่า พวกเราต้องนำพาวงไปต่อให้ได้นะ  ถึงแม้ว่าเดิมทีแล้วพวกรุ่น 1 -3 จะมีจิตสำนึกเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าพวกเด็ก ๆ รุ่น 4 ลงไป ทุกคนก็กระตือรือร้นและเร่าร้อนมากนะคะ ตอนนี้ความรู้สึกของทุกคนเป็นหนึ่งเดียวกันว่า “จะนำพา SKE48 ไปต่อให้ได้”

―นั่นสิครับ ก่อนอื่นขอย้อนกลับไปเมื่อคอนเสิร์ตที่โตโยต้าสเตเดียมเมื่อวันที่ 29 – 30 สิงหาคมกันก่อน
วันที่ 29 เป็นคอนเสิร์ตที่เรนะซังคิดเซ็ตลิสท์ ส่วนวันที่ 30 เป็นคอนเสิร์ตจบการศึกษาของเรนะซัง

จูรินะ : เป็นคอนเสิร์ตแรกในชีวิตเลยล่ะค่ะที่ไม่อยากให้มันเริ่มต้นขึ้นเลย
ตอนซ้อมคอนก็รู้สึกหดหู่ว่า “ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเหรอ…” ก็เลยรู้สึกเจ็บปวดอยู่เหมือนกัน

―เป็นเพราะความสัมพันธ์ที่ดำเนินมาตลอด 7 ปีกำลังจะจบลงแล้วสินะครับ
โดยเฉพาะการที่จูรินะซังช่วยนำพา SKE48 มาพร้อมกับเรนะซังในฐานะ Wมัตสึอิโดยตลอด

จูรินะ : ที่จริง ฉันร้องไห้ตั้งแต่ตอนซ้อมเลยล่ะค่ะ พอร้องเพลงออกไป เนื้อเพลงกลับก้องอยู่ในหัวใจ
แต่เป็นเพราะฉันไม่อยากให้เรนะจังเห็นน้ำตา ก็เลยต้องแอบไปร้องไห้ตรงอื่นแทน  โดยเฉพาะท่อนสองในเพลง Aozora Kataomoi เนื้อเพลงก็เหมือนจะพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับเรนะจังด้วย…

―ท่อนไหนครับ?

จูรินะ : ในท่อนที่ว่า “หากเธอก้มหน้าเดินอย่างเศร้าสร้อย ฉันเองก็จะพาลเศร้าและหดหู่ไปด้วยเหมือนกันนะ”
รู้สึกเหมือนกับว่า เป็นถ้อยคำจากเรนะจังที่มีให้กับฉันเลยค่ะ เพราะฉันก็เศร้ากับการจบการศึกษาของเค้า
ก็เลยคิดว่า เราจะมัวแต่เศร้าไม่ได้นะ ต้องยิ้มเข้าไว้ แต่ยังไงซะ มันก็ยังรู้สึกเหงาอยู่ดีนั่นแหละนะ

―ในช่วงท้ายของคอนเสิร์ตวันที่สอง เป็นพิธีจบการศึกษาของเรนะซังด้วย ตอนนั้นรู้สึกยังไงครับ?

จูรินะ : ตอนที่รู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นความจริงนะ ก็ตอนซ้อมน่ะค่ะ
แต่พอคอนเริ่มจริง ๆ ความรู้สึกนั้นก็เริ่มหายไปทีละน้อย กระทั่งขณะทำพิธีจบการศึกษา ฉันก็ยังคิดว่า “ที่จริง เค้าไม่ได้จบการศึกษาหรอกมั้ง” ซึ่งก็เป็นเพราะ ทั้งที่มันเป็นพิธีสุดท้ายแล้ว แต่เรนะจังกลับยิ้มแย้มด้วยล่ะนะ

―พิธีจบการศึกษาก็ไม่ได้หดหู่ขนาดนั้นจริง ๆ นั่นแหละนะครับ ถึงแม้ผมจะคิดว่า เป็นเพราะตัวเองเรนะซังเอง เค้าไม่ชอบบรรยากาศหนักอึ้งเท่าไรนักก็เถอะ

จูรินะ : ตอนที่ฉันอ่านจดหมายที่ตัวเองเขียนให้เรนะจังฟัง น้ำตาก็เอ่อท้นขึ้นมาเลยล่ะค่ะ
แต่เรนะจังกลับยิ้มกว้างเอามาก ๆ อยู่ตรงหน้าฉัน ทำให้ฉันไม่ได้แสดงความรู้สึกเหงาหงอยออกไป
มาซานะเองก็ตระหนักแล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นความจริงนะ เจ้าตัวก็เลยร้องไห้เพราะรู้สึกว่าครั้งสุดท้ายมันใกล้เข้ามาทุกที แต่ความรู้สึกของเรนะจังก็คงจะจับจ้องไปยังอนาคตข้างหน้าไกลกว่า SKE48 แล้ว เค้าก็เลยยิ้มได้ขนาดนั้น

―ทางเราเคยสัมภาษณ์คนที่จบการศึกษาจาก 48G มาหลายคนแล้ว
แต่ทุกคนก็มีเป้าหมาย “หลังจากจบการศึกษา” และค้นพบสิ่งที่ตัวเองอยากทำเรียบร้อย
ก็เลยรู้สึกว่า พวกเค้าไม่ค่อยรู้สึกเหงาเท่าไหร่ แต่เดินทางออกไปโดยมีความหวังท่วมท้นอยู่ในหัวใจ

จูรินะ : เรนะจังก็คงเป็นแบบนั้นเหมือนกันค่ะ ฉันว่าลำดับพิธีในพิธีจบการศึกษาก็คงเป็นความต้องการของเรนะจังด้วย
เค้าคงอยากทำให้มันเป็นสถานที่ที่เค้าจะโอบรับความรู้สึกของทุกคนเอาไว้เป็นอย่างดีและออกเดินไปยังเป้าหมายต่อไปได้แน่นอนเลย

―คงเป็นเช่นนั้นนะครับ แต่จดหมายที่จูรินะซังเขียนก็คงจะใช้เวลาน่าดูเลยสินะครับ?

จูรินะ : เขียนนานมากเลยล่ะค่ะ ลังเลมากว่าจะเขียนอะไรดีนะ ตอนที่เขียนจดหมายให้เรนะจังในงานวันเกิดก็เขียนเรื่องที่อยากบอกเค้าทั้งนั้นเลย  แต่ตอนนั้นเขียนได้เพราะว่า “ได้โอกาสเขียนบอกซะที!” แต่พอมาเป็นจดหมายฉบับสุดท้าย  ทำยังไงก็เขียนไม่ได้ วันทั้งวันก็ยังเขียนไม่ได้ ลังเลอยู่ตั้งหลายวันเลยนะคะ เขียน ๆ แล้วก็ลบทิ้ง แล้วก็เขียนใหม่… วนไปวนมาอยู่แบบนี้

―ถ้อยคำที่บอกว่า “ฉันอยากให้เรนะจังจบการศึกษาได้อย่างสบายใจ เพราะงั้น ฉันจะเข้มแข็งขึ้นให้ได้”
กับ “ถึงแม้จะจบการศึกษาไปแล้ว ก็ช่วยเฝ้ามอง SKE48 ต่อไปด้วยนะ” สร้างความประทับใจได้มากทีเดียวครับ

จูรินะ : สตาฟฟ์บอกฉันว่า “ช่วยเอาไปแก้ใหม่ด้วยนะครับ มันยาวเกินไป” นี่ฉันมีเรื่องที่อยากบอกเค้ามากขนาดนั้นเลยล่ะค่ะ ซึ่งหนึ่งในนั้น สิ่งที่อยากบอกเค้ามากที่สุดก็คือ “ถึงแม้จะจบการศึกษาไปแล้ว ก็ช่วยเฝ้ามอง SKE48 ต่อไปด้วยนะ” นั่นแหละค่ะ

― MV เพลง Mae no Meri ซึ่งเป็นซิงเกิลสุดท้ายของเรนะซังก็มีเมมเบอร์มากล่าวความในใจให้เรนะซังทีละคน ๆ ด้วย ตอนนั้นก็ร้องไห้กันสินะครับ

จูรินะ : ใช่ค่ะ! ตอนนั้นพวกเราจัดปาร์ตี้เซอร์ไพรซ์เรนะจังกัน แล้ว MV ก็ถ่ายภาพบรรยากาศในตอนนั้นเก็บไว้
พอเมมเบอร์ร้องไห้ขณะบอกความในใจ เรนะจังก็เลยพาลร้องไห้ตามไปด้วย คงเป็นเพราะเค้ารู้สึกว่ามันจะเป็น MV สุดท้ายแล้วล่ะมั้ง แล้วก็คงจะดีใจกับเซอร์ไพรซ์ด้วย ความจริงแล้ว วันนั้นอาจจะเป็นพิธีจบการศึกษาสำหรับเรนะจังก็ได้นะคะ

―ได้พบกับเรนะซังหลังจากจบการศึกษาบ้างหรือเปล่าครับ?

จูรินะ : เจอกันแล้วล่ะค่ะ! เราไปคาเฟ่ในนาโกย่ากันสามคนพร้อมมาซานะ บังเอิญวันนั้นฉันกับมาซานะกินข้าวกันอยู่ที่นาโกย่า แฟน ๆ ก็มาบอกใน 755 ว่า “เรนะจังกำลังออกงานอีเวนท์ที่นาโกย่าอยู่นะ” พอลองถามเจ้าตัวไป
เค้าก็ตอบว่า เดี๋ยวเค้าต้องกลับโตเกียวภายในวันนี้ แต่มาซานะก็ไปตื๊อว่า “แค่ดื่มชากันนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอกมั้ง”
ก็เลยลากมาอยู่ด้วยกันประมาณ 2 ชั่วโมงน่ะค่ะ ได้เม้าท์ได้คุยกันสามคนตามประสาผู้หญิง สนุกเลย (หัวเราะ)

―เช่นถามว่า “หาแฟนได้รึยัง?”

จูรินะ : ฉันถามเค้าว่า “หาเพื่อนได้รึยัง?” น่ะค่ะ

―อ้าว เหรอครับ (หัวเราะ) เพราะเรนะซังเข้าหาคนอื่นไม่เก่งสินะครับ แล้วเค้ายังคอยอัพเดทเรื่อง SKE48 อยู่บ้างรึเปล่า?

จูรินะ : เค้าก็ถามว่า “ทุกคนสบายดีมั้ย?” แล้วก็ “เพลงใหม่จะเป็นยังไง” เค้ายังเอาใจใส่พวกเราอยู่นั่นแหละค่ะ
แต่เป็นเพราะตอนนั้นฉันไม่ได้เจอเรนะจังมาประมาณ 2 เดือนแล้ว ฉันก็เลยตื่นเต้นสุด ๆ เลย
ก็เพิ่งเคยเจอเรื่องแบบนี้ครั้งแรกแหละนะ ก็ตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาเราไม่เคยห่างกันนานขนาดนั้นมาก่อน ก็เลยรู้สึกแปลก ๆ อยู่บ้างน่ะค่ะ

―ถึงจบการศึกษาไปแล้ว แต่ก็ยังเจอกันอยู่ ถือเป็นความสัมพันธ์ที่ดีนะครับ

จูรินะ : ค่ะ ฉันกำลังชวนเค้าไปเที่ยวออนเซ็นด้วยกัน

―Wมัตสึอิจะไปเที่ยวออนเซ็นด้วยกัน สุดยอดเลยนี่ครับ!

จูรินะ : สมัยที่เรนะจังอยู่ SKE48 ฉันเคยเห็นเค้าเคยนั่งอ่านนิตยสารท่องเที่ยวน่ะค่ะ
ทีนี้เราก็เลยสัญญากันว่า ถ้าเรามีวันหยุดตรงกันเมื่อไหร่ ไว้ไปด้วยกันนะ แต่เรนะจังกลับพูดออกมาว่า “ไปเที่ยวแบบไปเช้า-เย็นกลับนะ” แบบนั้นมันก็ไม่มีความหมายอะไรสิคะ! แถมยังตั้งเงื่อนไขเพิ่มอีกว่า “ยังไงก็จะไม่ลงแช่ออนเซ็นด้วยกันเด็ดขาด” เค้าคงจะอายนั่นแหละค่ะ แต่ยังไงฉันก็จะพยายามโน้มน้าวให้ค้างคืนให้ได้ (หัวเราะ)

―เรามาคุยกันเรื่อง SKE48 กันดีกว่านะครับ การที่เรนะซังจบการศึกษา ก็หมายความว่าตำแหน่งที่เค้าเคยยืนก็ว่างลงแล้ว

จูรินะ : นั่นสินะคะ ฉันคิดว่าเรื่องนี้ก็เห็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกรุ่นน้องกระตือรือร้นกันมากขึ้นนะ
อารมณ์ว่าเกิด “สงครามแย่งชิง” กันแล้ว เป็นเพราะว่า SKE48 ไม่เคยมีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นมาก่อนน่ะค่ะ ก็เลยเป็นแรงกระตุ้นให้ทุกคนได้มากทีเดียว

―ถ้าให้เจาะจงแล้ว ใครที่กำลังเกิดแรงกระตุ้นขึ้นครับ?

จูรินะ : คิตากาวะ เรียวฮะกับอาสึมะ ริอง รุ่น 6 แล้วก็ฟุรุฮาตะ นาโอะจังรุ่น 5 ก็ด้วยค่ะ
คนอย่างเรียวฮะก็กระตือรือร้นกับเค้าด้วยนะคะ บอกว่า “อยากไปยืนเป็นเซนเตอร์อีกครั้ง”

―เพราะเคยเป็น Wเซนเตอร์คู่กับมิยามาเอะ อามิซังในซิงเกิลที่ 14 “12 Gatsu no Kangaroo” สินะครับ

จูรินะ : ริองเองก็เขียนความรู้สึกจริงจังลงบล็อกเหมือนกัน เรนะจังกับริองเคยอยู่ทีม E ด้วยกันมาก่อน
เรนะจังก็เลยมีโอกาสดูแลเค้ามามาก แถมเค้ายังได้อยู่ในตำแหน่งของเรนะจังในโคเอ็นเยอะเหมือนกันนะคะ

―สรุปแล้วก็คือ อุณหภูมิของทั้งวงกำลังเพิ่มสูงขึ้น

จูรินะ : นั่นสิคะ ฉันคิดว่าเป็นเพราะเมมเบอร์ต่างนำเรื่องจบการศึกษาของเรนะจังมาคิดในทางบวกน่ะค่ะ
ฉันเองก็กลับมาลุกขึ้นยืนได้ไวกว่าที่ตัวเองเคยจินตนาการเอาไว้ซะอีก (หัวเราะ)

―ตั้งแต่ประกาศจบการศึกษาเมื่อเดือนมิถุนายนก็ซึมมาตลอดเลยสินะครับ

จูรินะ : ร้องไห้แทบทุกวันเลยล่ะค่ะ จะร้องเพลงหรืออาบน้ำก็เอาแต่คิดถึงเรื่องเรนะจังอย่างเดียวเลย
มีช่วงที่เนื้อเพลงมันซึมเข้ามาในใจจนเอาแต่ร้องไห้ไม่หยุด รู้สึกกังวลว่า แล้ว SKE48 จะเป็นยังไงต่อไป
คุยกับมาซานะด้วยว่า “เราจะทำยังไงกันต่อดีล่ะ ครั้งนี้คงเป็นวิกฤตที่หนักที่สุดที่เคยมีมาเลยนะ SKE48 จะเป็นยังไงต่อไป” ตลอดมานี้ การมีฉันและเรนะจังอยู่ คือความปกติสำหรับ SKE48 แต่สุดท้ายแล้วรุ่น 1 ก็เหลือแค่ฉันกับมาซานะสองคนแล้ว

―เมื่อ 7 ปีก่อนมีกันตั้ง 23 คนนะครับ

จูรินะ : มาซานะก็บอกฉันว่า “จูรินะต้องอยู่ต่อไปนะ” เค้าเองก็กังวลเหมือนกันค่ะ

―ก็เลยกลับมาลุกขึ้นยืนได้อีกครั้งตั้งแต่นั้น?

จูรินะ : ใช่ค่ะ ฉันเริ่มเอาใจใส่พวกเด็ก ๆ ตั้งแต่ก่อนที่เรนะจังจะจบการศึกษา
ตอนนั้นรุ่น 7 กับดราฟท์รุ่น 2 เพิ่งเดบิวท์พอดี ฉันก็อยากรู้ว่าพวกเค้าซ้อมกันยังไงก็เลยไปดูน่ะค่ะ

―ก็เคยไปดูพวกเมมเบอร์ใหม่ ๆ ซ้อมกันอยู่บ้างสินะครับ

จูรินะ : ค่ะ ฉันก็ดูตอนซ้อม แล้วก็คอมเมนท์ไปบ้าง ถ้าพวกเด็ก ๆ ไม่เล่นโคเอ็นกันอย่างดีที่สุดแล้ว
คนดูก็จะรู้สึกว่า SKE48 ไม่สมกับเป็น SKE48 เลย ยังไงซะ โคเอ็นในเธียเตอร์ก็ถือเป็นพื้นฐานกิจกรรมของพวกเรา
การให้ความสำคัญกับพื้นฐานนั่นแหละคือความเป็น SKE48 ค่ะ ฉันว่าตลอด 7 ปีนี้ พวกเราปกป้องมันมาได้เป็นอย่างดีนะคะ แต่พวกรุ่นพี่ที่จะคอยกำชับในเรื่องพวกนี้ก็ค่อย ๆ หายไปทีละคนสองคน ฉันก็เลยอยากเป็นผู้นำช่วยสอน ช่วยแนะนำให้ ถ้าไม่ทำแบบนี้พวกเด็ก ๆ ก็จะไม่เติบโต พาลไปถึงพวกแฟน ๆ จะคิดยังไงกับ SKE48 ก็ไม่รู้

―ฉากที่จูรินะซังปรากฏตัวขึ้นที่ห้องซ้อมของเมมเบอร์รุ่น 7 และดราฟท์รุ่น 2
แล้วก็ช่วยแนะนำเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ มีอยู่ในคลิปพิเศษใน DVD “น้ำตาของไอดอล Documentary of SKE48” ด้วยครับ

จูรินะ : ฉันไปตอนที่ทุกคนกำลังจะซ้อมเสร็จพอดีน่ะค่ะ แต่ตกใจมากเลยที่ทุกคนยังมีแรงกันเหลือเฟือ
เพราะพวกรุ่น 1 เวลาซ้อมเสร็จ ร่างกายก็ปวกเปียกกันหมดแล้ว ไม่มีแรงจะคุยกันเลยด้วยซ้ำ
พวกเราเต้นกันอย่างเอาจริงจังเอากระทั่งเวลาซ้อมเลยล่ะค่ะ แต่พวกรุ่น 7 ยังมีแรงเหลือกันอยู่
ฉันก็เลยคุยกับพวกเค้าในเรื่องนี้เหมือนกัน ส่วนอีกวัน ทุกคนเต้นเพลง “Skirt, Hirari” กันแต่กระโปรงดันไม่สะบัดเลย ฉันก็เลยไปใส่กระโปรงในห้องแต่งตัวก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง “ถ้าทำแบบนี้กระโปรงมันก็จะสะบัดแล้วนะ” อะไรแบบนี้น่ะค่ะ

―แต่พวกเด็ก ๆ ก็น่ารักกันมากจริง ๆ นะครับ

จูรินะ : ใช่เลยค่ะ! คนที่ทำให้ฉันลืมเรื่องจบการศึกษาของเรนะจังไปได้ก็คือพวกเด็ก ๆ รุ่น 7 นี่แหละค่ะ!
พอได้มองเด็กพวกนี้แล้วก็รู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาเลย พวกแฟน ๆ มักจะพูดบ่อย ๆ ว่าได้รับพลังจากพวกเราอยู่เสมอ
ฉันก็เพิ่งจะเข้าใจนี่แหละค่ะว่ามันหมายความแบบนี้นี่เอง (หัวเราะ)

―นั่นสินะครับ แล้วมีเมมเบอร์คนที่ไหนที่รู้สึกสนใจเป็นพิเศษบ้าง?

จูรินะ : ฉันเอ็นดู (โกโต้) ราระจังเป็นพิเศษค่ะ

―เป็นเมมเบอร์รุ่น 7 คนที่เดียวที่ติดเซมบัทสึ Mae no Meri สินะครับ
จูรินะ: พอคิดถึงราระทีไร ก็ลืมเรนะจังไปเลยล่ะค่ะ เค้ามักจะเผื่อแผ่ความสนุกสนานมาให้เสมอ จนเลิกร้องไห้ไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ช่วยให้ฉันคิดได้ว่า “เราจะมัวแต่ร้องไห้ไปตลอดไม่ได้นะ ต้องลุกขึ้นยืนให้ได้” จริง ๆ ก็ไม่ได้มีแค่ราระแค่คนเดียวหรอกค่ะ ทั้งเรียวฮะ ริอง คุมาจังก็นำเรื่องการจบการศึกษาของเรนะจังมาเป็นพลัง ฉันก็พลอยได้รับความกล้าไปด้วย

―เรามาเปลี่ยนหัวข้อกันนะครับ ขอฟังเรื่องที่ยกเลิกการควบทีมกับ AKB48 บ้าง

จูรินะ : ฉันควบทีมกับทีม K เมื่อ 3 ปีก่อนค่ะ ถ้าให้พูดตรง ๆ แล้ว ช่วงแรกก็ไม่เข้าใจเลยว่ามันหมายความว่ายังไง
ก็เพราะตอนนั้นพวกเรา SKE48 ต่างทำกิจกรรมมาโดยมี AKB48 เป็นเป้าหมายมาตลอด

―ตั้งแต่มีประกาศควบทีมในคอนเสิร์ตไซตามะ ซุปเปอร์อารีน่า ก็พักฟื้นยาวเลยสินะครับ

จูรินะ : แต่เพราะการควบทีม ก็ทำให้ฉันเข้าถึงข้อดีของ AKB48 ได้นะคะ พอฉันเข้าใจความเป็น AKB48 มากขึ้น
ฉันก็ยิ่งตระหนักได้ถึงข้อดีของ SKE48 เหมือนกัน กลายเป็นเหตุในการคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้มากขึ้นด้วย

―ถ้าให้เจาะจง?

จูรินะ : ตอนที่ฉันทำกิจกรรมกับ AKB48 ฉันก็จะคิดว่า “จะทำให้แฟน ๆ โตเกียวกลายเป็นแฟนของนาโกย่าให้ได้
งั้นเราต้องตั้งใจแสดงบนเวทีให้ถึงที่สุดไปเลย” แต่สุดท้ายแล้ว ฉันก็รู้สึกตัวว่าถ้าฉันทำแบบนี้ ก็แปลว่า ฉันกำลังใช้การทำกิจกรรมของ AKB48 เพื่อประโยชน์ของ SKE48 อยู่นะ พอรู้แบบนี้แล้ว ฉันก็อยากทำกิจกรรมในฐานะ SKE48 ให้มากขึ้นนะ

―หลังจากเดินทางอ้อมมา ก็มาถึงบทสรุปจนได้

จูรินะ : จะว่าอย่างนั้นก็ได้นะคะ ฉันอยากทำกิจกรรมทั่วไปในฐานะ SKE48 ให้มากขึ้นจริง ๆ เริ่มจากโคเอ็น, อีเวนท์ในนาโกย่า
แล้วก็อยากออกรายการโทรทัศน์ของนาโกย่าด้วย ที่นาโกย่ามีคนนิสัยเลือดร้อนอยู่เยอะนะคะ แถมส่วนใหญ่ก็รักบ้านเกิดกันเอามาก ๆ ฉันก็เลยคิดว่า ต้องทำให้ SKE48 เป็นวงที่ได้รับความรักในบ้านเกิดให้มากกว่านี้อีกให้ได้
อยากให้ทุกวัยไม่ใช่แค่เฉพาะวัยรุ่น อยากให้วัยคุณพ่อ คุณแม่ คุณลุงคุณป้าคอยช่วยเชียร์พวกเราด้วย ฉันก็เลยอยากทำอะไรที่ตัวเองพอทำได้เพื่อให้เป้าหมายเป็นจริงน่ะค่ะ

―จนสุดท้ายก็มาสรุปที่ “ยกเลิกการควบทีม”

จูรินะ : ใช่ค่ะ ที่จริงฉันปรึกษากับอาจารย์อากิโมตะมาประมาณ 1 ปีก่อนแล้ว อาจารย์ก็บอกให้ฉันกลับไปทบทวนดูใหม่ดีกว่า
ความคิดอาจจะเปลี่ยนไปก็ได้ ซึ่งฉันก็ไปอธิบายให้อาจารย์ฟังเป็นขั้นเป็นตอนอีกหลายครั้งเลยนะคะว่า
ทำไมฉันถึงคิดแบบนี้ รู้สึกแบบนี้ ฉันบอกเค้าว่า “เรนะจังก็จบการศึกษาแล้วด้วย เป้าหมายแรกสุดของ SKE48 เมื่อครั้งก่อตั้งก็คือการก้าวข้าม AKB48 ไปให้ได้ ฉันอยากให้วงของเรามุ่งไปสู่เป้าหมายนั้นอีกครั้งค่ะ”
อาจารย์ก็เลยบอกฉันว่า “เป็นความฝันที่ยอดเยี่ยมมาก พยายามเข้าล่ะ”

―มีความเกี่ยวข้องกับช่วงที่เรนะซังจบการศึกษาด้วยสินะครับ

จูรินะ : ใช่ค่ะ เรื่องนั้นกลายเป็นแรงผลักดันสุดท้ายเลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าฉันจะปรึกษากับอาจารย์มาตลอดตั้งแต่ก่อนจะรู้ว่าเรนะจังจะจบการศึกษาก็ตาม ฉันก็คิดว่า ยกเลิกในช่วงเวลานี้แหละ น่าจะดีที่สุดแล้ว พอฟัง Mae no Meri แล้วก็ทำให้ความรู้สึกโน้มเอียงถึงการยกเลิกการควบทีมมากขึ้นเรื่อย ๆ

―Mae no Meri นี่เอง (หัวเราะ)
จูรินะ : ในเนื้อเพลงมีประโยคว่า “ความพยายามอันไร้ความลังเล” ด้วยค่ะ เพลงนี้เป็นเพลงจบการศึกษาของเรนะจัง
อาจารย์อากิโมโตะก็เลยน่าจะเขียนเพลงนี้จากความเป็นเรนะจังก็เถอะ แต่ก็ทำให้ฉันคิดได้ว่า ถ้าให้ฉันแสดง “ความพยายามอันไร้ความลังเล” ออกมา ฉันควรจะแสดงออกมาด้วยเรื่องไหนดี แล้วความคิดก็ลอยขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติเลยว่า เราต้องกลับนาโกย่านั่นแหละนะ แต่ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ฉันก็อยากปิดฉากกิจกรรมกับทีม K อย่างดีที่สุดเลยนะคะ

―พอจูรินะซังยกเลิกการควบทีมแล้ว สิ่งที่เราคิดว่าสำคัญมากก็คือ ในความเป็นจริงจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรต่อไป

จูรินะ : อย่างแรกเลยก็คือ ฉันอยากแสดงโคเอ็นค่ะ ฉันอยากเพิ่มโอกาสให้ตัวเองยืนอยู่บนเธียเตอร์ของนาโกย่าให้มากกว่านี้
แล้วอยากร่วมรายการทีวีของนาโกย่าในฐานะ SKE48 ให้มากขึ้นด้วย ถึงแม้ว่าเราจะได้ออกรายการวิทยุมากมาย
แต่ยังไงก็อยากเพิ่มรายการทีวีประจำในเขตโทไคให้ได้อยู่ดีนะคะ แม้ว่ามันไม่ใช่เรื่องแบบ แค่ฉันพูด ๆ ไปแล้วมันจะเป็นจริงได้ แต่ฉันอยากให้พวกเราได้ออกแสดงในหลายช่องทางเพื่อกลายเป็นไอดอลที่ทุกคนคุ้นหน้าคุ้นตามากกว่านี้ ซึ่งตรงจุดนี้ล่ะค่ะที่ต่างจาก AKB48 เพราะ AKB48 ได้ออกรายการทีวีมากมาย ความคุ้นหน้าคุ้นตาหรือชื่อเสียงก็เลยมีมากกว่า

―ก็ประจักษ์ในงานเลือกตั้งไปแล้วว่า คนไอจิรักบ้านเกิดมากแค่ไหนนะครับ ทางเรามองว่า พวกเค้าเป็นกลุ่มที่พอได้เชียร์แล้ว ก็จะเป็นแฟนคลับในช่วงระยะเวลาที่นานพอสมควร

จูรินะ : นั่นสิคะ ฉันอยากให้งานเทศกาลโรงเรียนเชิญพวกเราไปแสดงด้วยเหมือนกัน
ฉันว่า SKE48 เหมาะกับงานเทศกาลที่สุดเลย ฉันก็เลยอยากให้พวกเราเป็นที่รู้จักมากขึ้นจากจุดนั้นน่ะค่ะ
ไม่ใช่แค่มหาลัยอย่างเดียว แต่อยากไปทุกที่ที่ไปได้เลยล่ะค่ะ

―ชื่อเสียงในนาโกย่าตอนนี้เป็นยังไงบ้างครับ?

จูรินะ : ช่วงนี้มาซานะก็เพิ่งบ่น ๆ ไปเหมือนกันค่ะ ว่า ขนาดเดินตามไปปกติแถวเมืองในนาโกย่า แต่ดันไม่มีใครรู้สึกตัวเลย มันต่างจากเมื่อ 2-3 ปีก่อน ก็เลยทำให้เค้ารู้สึกเหงา ๆ เป็นเพราะตอนนั้นเรามีรายการประจำในช่องท้องถิ่นของนาโกย่านี่เนอะ ยังไงซะ อิทธิพลของโทรทัศน์ก็มีมากจริง ๆ นั่นแหละค่ะ อย่างฉันเองก็เคยเดินตามถนน แล้วคนก็คิดว่าฉันเป็นเมมเบอร์ของ AKB48 ด้วย รู้สึกเสียใจนิดหน่อย

―พอตอนนี้ได้ยกเลิกการควบทีมไปแล้ว อยากทำให้ SKE48 เป็นอย่างไรต่อไปครับ?

จูรินะ : อยากให้เราได้รับการยอมรับว่า เราเป็นที่ 1 ใน 48 กรุ๊ปค่ะ เพราะฉันคิดแบบนี้จริง ๆ
แม้ว่าเราจะได้รับคำชมในเรื่องของการแสดงบนเวทีบ่อย ๆ แต่สิ่งที่เราแข็งแกร่งที่สุดก็คือ “ความรู้สึก” ต่างหาก
จะว่าเมมเบอร์กระตือรือร้นที่สุดก็ว่าได้ ใน SKE48 เราไม่มีการออมมือว่า “ทำแค่นี้ก็พอแล้วมั้ง” เราทำทุกอย่างจนสุดกำลังเสมอค่ะ ไม่ว่าจะเป็นโคเอ็น, คอนเสิร์ต, หรืองานจับมือก็เหมือนกัน การถ่ายแบบ การให้สัมภาษณ์ก็ด้วย
เมื่อเดือนสิงหาที่มีงานกีฬาสี 48 กรุ๊ป ทุกคนวิ่งกันสุดชีวิตเลยล่ะค่ะ พอได้เห็นแล้วก็ทำให้ฉันตระหนักได้อีกครั้งว่า SKE48 แข็งแกร่งที่ความรู้สึกจริง ๆ นั่นแหละ

―ผลการแข่งก็ออกมาเป็นที่ 1 ใน 48 กรุ๊ปด้วยนะครับ

จูรินะ : ฉันคิดว่าพวกแฟน ๆเค้าชอบ “SKE48ที่พยายามอย่างสุดชีวิต” นี่แหละ พวกเค้าบอกฉันบ่อย ๆ ว่า “พอได้เห็น SKE48 ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองก็ต้องพยายามให้มากขึ้นเหมือนกันนะ” ซึ่งฉันก็น้อมรับถ้อยคำนั้นอย่างซื่อตรงเลยล่ะค่ะ

―ในคอนเสิร์ต 2 วัน SKE48 พาแฟน ๆ กว่า8 หมื่นคนให้มารวมตัวกันที่สนามกีฬาโตโยต้าสเตเดียมซึ่งใหญ่ที่สุดในจังหวัด รู้สึกได้ถึงพลังจากก้นบึ้งเลยล่ะครับ จนตอนนี้สถานที่ซึ่งเป็นเป้าหมายก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ แล้วด้วย
ซึ่งเป้าหมายของวงในเรื่องของสถานที่ ตอนนี้มีบ้างหรือเปล่า?

จูรินะ : ฉันอยากออกแสดงในสถานที่ที่ AKB48 เคยจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวค่ะ แล้วก็ที่นาโกย่าโดมล่ะมั้ง
ปีที่แล้วเล่นคอน 2 วัน แต่เป้าหมายคราวนี้ก็คือ คอน 3 วัน!

―โคเอ็นเธียเตอร์ของ SKE48 เริ่มต้นในวันที่ 5 ตุลาคม ทุกปีก็เลยมีการจัดโคเอ็นฉลอง เป็นอีเวนท์แบบงานเทศกาลที่เมมเบอร์ทุกคนจะมาเข้าร่วมด้วย ซึ่งในโคเอ็นครบรอบ 7 ปีในปีนี้ มีความรู้สึกยังไงบ้างครับ?

จูรินะ : รู้สึกว่า เมมเบอร์เพิ่มขึ้นนะ (หัวเราะ)

―แม้ว่า SKE48 จะมีเมมเบอร์จบการศึกษาออกไปมากมาย แต่ยังไงเมมเบอร์ก็ยังเยอะอยู่ดีสินะครับ (หัวเราะ)

จูรินะ : พอเมมเบอร์ทุกคนขึ้นมายืนบนเวทีพร้อมกันหมด ก็รู้สึกมันแคบมาก เล่นเอาลำบากเลยล่ะค่ะ ตอนนี้ก็มีอยู่ 68 คนแล้ว (1 ธ.ค. 2015 นับรวมเคงคิวเซย์)

―แล้วความรู้สึกอื่นล่ะครับ?

จูรินะ : ในโคเอ็นวันครบรอบ เรามักจะออกแสดงเป็นรุ่น ๆ นั่นแหละค่ะ
แต่ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกว่า ในแต่ละรุ่น ๆ จะมีเมมเบอร์ที่เด่นกว่าคนอื่น ๆ ขึ้นมาบ้างแล้ว
อย่างรุ่น 5 ก็นาโอะจัง รุ่น 6 ก็เรียวฮะ มีกำหนดตายตัวเลยว่าใครจะได้ยืนอยู่ตรงกลางเวที

―ก็จริงนะครับ ทางเราคิดว่าโคเอ็นครบรอบคงช่วยรีเซ็ตความรู้สึกของเมมเบอร์ได้เหมือนกันนะ แล้วความจริงเป็นอย่างไรครับ?

จูรินะ : ก็มีความรู้สึกนั้นนะคะ ในกรณีของฉันก็จะเล่นโคเอ็นโดยคิดว่า “ต้องแสดงออกไปให้เห็นกันทุกคนเลย”
พอเมมเบอร์ออกแสดงกันครบทุกคน พวกแฟน ๆ ของเด็กหลายคนก็จะมาดูที่เธียเตอร์หรือ DMM กันใช่มั้ยล่ะคะ
ฉันก็เลยอยากแสดงให้ทุกคนเห็นว่า “นี่แหละ SKE48 นะ!” คราวนี้เราก็เอาเพลงของ AKB48 อย่าง “Oogoe Diamond” กับ “River” มาร้องด้วย

―การที่ร้องเพลงของ AKB48 ในเธียเตอร์ของ SKE48 ก็ชวนให้คิดว่ามีเจตนาบางอย่างซ่อนอยู่ในนั้น

จูรินะ : เป็นการแสดงออกว่า “อยากให้ทุกคนได้เห็นความเป็น SKE48 ที่ต่างไปจากต้นฉบับ” น่ะค่ะ
ฉันแสดงความคิดแบบนั้นออกไปนะคะ เมื่อ 6-7 ปีก่อน เมมเบอร์ SKE48 ก็เลยร้อง “Oogoe Diamond” กับ “River” มาแล้วเหมือนกัน แต่ฉันว่าตอนนั้นเรายังสู้ต้นฉบับไม่ได้ ฉันเลยคิดว่า ถ้าลองมาเล่นตอนนี้ดู ผลจะออกมาเป็นยังไงนะ ฉันอยากให้แฟน ๆ ได้เห็นกันน่ะค่ะ

―เมื่อพูดถึงโคเอ็นครบรอบแล้ว สิ่งที่จำได้ก็คือ เมื่อ 2 ปีก่อน จูรินะซังช่วยสอนท่าเต้นให้กับเด็กรุ่น 6 ก่อนแสดงจริงด้วย อย่างเมื่อกี้ก็เพิ่งเล่าว่าไปช่วยแนะนำรุ่น 7 ที่ห้องซ้อมมา ซึ่งทางเราคิดว่าการสืบทอดธรรมเนียมถือเป็นเรื่องดีนะครับ

จูรินะ : จริง ๆ ก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้นอะไรขนาดนั้นหรอกนะคะ ฉันมองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาด้วยซ้ำไป
ตอนซ้อมคอนเสิร์ตฉันก็มองจะมองการเคลื่อนไหวของรุ่นน้องบ่อย ๆ ถ้าเห็นเต้นผิด ก็ต้องช่วยสอนน่ะค่ะ
SKE48 เป็นสายบ้าพลังจริง ๆ นั่นแหละ (หัวเราะ)

―แล้ว SKE48 ก็สืบทอดธรรมเนียมดังกล่าวมาตลอด 7 ปี เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก

จูรินะ : เรื่องนี้ อาจารย์อันนะสอนพวกเรามาเมื่อ 7 ปีก่อนน่ะค่ะ ถ้าพวกเราไม่ปกป้องมันเอาไว้ SKE48 ก็จะไม่ใช่ SKE48 อีกต่อไป ที่อาจารย์สอนเมื่อตอนนั้นก็คือ “ยังไงก็ต้องยิ้มไว้ก่อน” “ปรับองศาให้เข้ากัน” “จงซ้อมโดยคิดว่ากำลังแสดงจริง” …ถ้าให้ยกตัวอย่างนี่ คงยกไม่หมดแน่ เมมเบอร์เด็ก ๆ ยังมีอยู่หลายคนที่ยังทำไม่ได้นะคะ พอตั้งใจเต้นก็ลืมยิ้ม พอถึงเวลานั้นฉันก็จะหลุดปากออกไปทุกทีว่า “หน้า!” สุดท้ายแล้วมันไม่เกี่ยวหรอกว่าจะเต้นเก่งหรือไม่ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความรู้สึกค่ะ แค่การโบกมือให้แฟน ๆ มองเฉย ๆ ก็รู้แล้วว่าแค่โบกเฉย ๆ หรือแฝงความรู้สึกขอบคุณเอาไว้ด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็คือการสื่อความรู้สึกค่ะ

―แม้ว่า SKE48 ให้ความสำคัญกับเธียเตอร์มาตลอด 7 ปี แต่ยังไงก็ต้องให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์ของเมมเบอร์แต่ละคนด้วยเหมือนกัน

จูรินะ : ยังไงก็ต้องมีเอกลักษณ์ประจำตัวนั่นแหละนะ จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องมีจุดแข็งของตัวเองไว้
จะพูดเก่งหรือดีดเปียโนเป็นก็ได้ทั้งนั้น ซึ่งการแสดงออกถึงสเน่ห์ของตัวเองในโคเอ็นได้ถือเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำที่สุด
แล้วถ้ามีอาวุธอะไรที่มากกว่านั้นก็จะยิ่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองได้ด้วย

―ล่าสุดนี้ ในรายการ TEPPEN (ช่องฟูจิ) HKT48 โมริยาสุ มาโดกะก็ชนะเลิศในสาขาเปียโนด้วย

จูรินะ : นั่นสิคะ ริองก็บอกว่าจะพยายามเรื่องเปียโนเหมือนกัน นาโอะจังก็บอกว่าจะซ้อมแซ็กโซโฟนให้มากขึ้นด้วย
ตอนที่ถ่าย MV เพลง Mae no Meri ฉันก็คุยเรื่องนี้กับพวกเด็ก ๆ ไปค่ะ

―พูดถึงเด็ก ๆ แล้ว เมมเบอร์เด็ก ๆ (เอโกะ ยูนะ, คิตากาวะ เรียวฮะ, คุมาซากิ ฮารุกะ, โกโต้ ราระ, โอบาตะ ยูนะ, สุกาวาระ มายะ) กับจูรินะซังก็ร่วมยูนิต Love Crescendo ปล่อยซิงเกิลในเดือนพ.ย.กันด้วย

จูรินะ : ใช่ค่ะ ถ้าให้อธิบายจุดเด่นของ Love Crescendo สั้น ๆ ก็คือ….ทุกคนน่ารักมากค่ะ!
อยากให้คนทั้งประเทศรับรู้ว่า SKE48 มีเด็กน่ารัก ๆ ขนาดนี้อยู่ด้วยนะ! ทุกคนคือนางฟ้าค่ะ!
คนที่มีนางฟ้าอยู่รอบตัวอย่างฉันนี่เป็นคนที่มีความสุขที่สุดเลย! เวลาถามอะไร ทุกคนก็ตอบกลับมาแบบไร้เดียงสามาก เช่นฉันถามว่า “เข้าใจแล้วนะ” ก็ตอบ “ค่―า!”

―จู่ ๆ ก็คึกขึ้นมาซะงั้นเลยนะครับ (หัวเราะ)

จูรินะ : ฉันว่า ต้องมีแฟนหน้าใหม่ที่รู้จัก SKE48 ผ่านทาง Love Crescendo แน่นอนเลย
ฉันก็เลยรู้สึกกระตือรือร้นกับการทำกิจกรรมในยูนิตซิงเกิลนี้มาก ๆ ค่ะ

―เป็นครั้งแรกของ SKE48 ที่มียูนิตซิงเกิลนะครับ แถมการจับกลุ่มเมมเบอร์เด็ก ๆ กับจูรินะซังก็ชวนให้คิดว่านี่คงถึงจุดเปลี่ยนแล้วกระมัง

จูรินะ : ฉันคิดว่า พวกแฟน ๆ สนใจกันว่า ใครจะเข้ามาแทนที่ในตำแหน่งของเรนะจัง แล้วทีนี้ เมมเบอร์เด็กทั้ง 6 คนก็พรวดขึ้นมา พอกลายเป็นแบบนี้แล้ว ทุกคนคงจับตามองว่า หนึ่งในหกคนนี้ ใครกันแน่ที่จะโดดเด่นกว่าคนอื่น ซึ่งอาจจะเป็นเมมเบอร์คนอื่นนอกกลุ่มนี้ก็ได้นะ
เรนะจังเองก็เคยยืนอยู่แถวหลังสุดในโคเอ็นครั้งแรกของ SKE48 มาก่อนเหมือนกัน เราไม่รู้หรอกค่ะว่าหลังจากนี้มันจะเป็นยังไงต่อไป ตอนนี้เป็นโอกาสดีที่ทุกคนกำลังพยายามเคี่ยวเข็ญตัวเอง พร้อมกับแย่งชิงตำแหน่งยืนกันอยู่ค่ะ
แต่ถึงแม้ว่าเราจะต้องสู้กัน แต่ในเวลาที่เราต้องร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกันค่ะ
ฉันอยากทำกิจกรรมต่อโดยไม่ลืมว่า นี่แหละ คือ SKE48 นะ

―คำถามสุดท้ายนะครับ คงจะผ่านอะไรมากมายในการเป็น SKE48 มาตลอด 7 ปีนี้
แต่หากให้จำกัดความถึง SKE48 ด้วยคำหนึ่งคำล่ะก็?

จูรินะ : ยากนะคะ….

―คำถามสุดท้ายแล้ว เลยตั้งใจจะถามอะไรยาก ๆ น่ะครับ (หัวเราะ)

จูรินะ : ถ้าตอบว่า “ครอบครัว” มันก็ออกจะโหลไปหน่อย งั้นเอาเป็น… “บันทึกการเติบโต” แล้วกันค่ะ
ฉันคิดว่าเราเป็นบันทึกการเติบโตของเมมเบอร์แต่ละคนผ่านการทำกิจกรรมในฐานะ SKE48 ค่ะ
ทั้งการเติบโตของฉัน หรือการเติบโตของเรนะจังก็ถูกบันทึกลงใน Mae no Meri เหมือนกัน
ถึงตอนที่ฉันอายุ 12 จะได้เพลงยูนิต Omoide Ijyou มาก็ตาม แต่เนื้อเพลงมันออกจะเป็นผู้ใหญ่มากไปหน่อยสำหรับฉันตอนนั้นก็เลยไม่เข้าใจความหมายมันเท่าไหร่ แต่เวลาผ่านไปก็เริ่มเข้าใจมันมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้การแสดงสีหน้าหรือการแสดงออกผ่านท่าเต้นก็จะเปลี่ยนไปด้วยใช่มั้ยล่ะคะ ฉันก็เลยคิดว่าเมมเบอร์ทุกคนต่างก็ได้บันทึกการเติบโตผ่านบทเพลงแต่ละเพลงเหมือนกันนะ แล้วแฟน ๆ ก็จะได้สัมผัสถึงการเติบโตผ่านการเฝ้ามองพวกเรามาตลอดด้วย ฉันอยากให้พวกเรากับแฟน ๆ มีความสัมพันธ์ต่อกันแบบนี้ต่อไปนะคะ


KADOKAWA MOOK No.621 Direct 03 (9 ธันวาคม 2015)
บทสัมภาษณ์ SKE48 มัตสึอิ จูรินะ หน้า 21- 29
https://twishort.com/5vGjc

Advertisements