เมื่อจูรินะมาถึงกองถ่ายและเห็นดอกไม้สีม่วงในแจกันแล้ว เจ้าตัวก็เอ่ยขึ้นว่า “ดอกไม้นี่เหมือนเรนะจังเลย….” แล้วก็ขอให้สตาฟช่วยถ่ายรูปตัวเองคู่กับดอกไม้ให้หน่อย จากนั้นก็บอกทั้งรอยยิ้มว่า “จะส่งรูปนี้ไปให้เรนะจังดู”

“ตอนนี้ฉันน่าคลื่นไส้เป็นบ้าเลยค่ะ เห็นอะไรก็เป็นเรนะจังไปหมด ดอกไม้ดอกนี้ก็เหมือนกัน ในTwo Rose เพลงยูนิตของเราสองคน เรนะจังเป็นสีแดง ส่วนฉันเป็นสีฟ้า พอรวมกันแล้วก็จะกลายเป็นสีม่วง ถ้ารวมเราสองคนเข้าด้วยกันก็เป็นสีม่วงไงคะ ฉันก็เลยดีใจน่ะค่ะ ก็เรนะจังชอบสีม่วงนี่นา….”

ในช่วงเวลาเจ็ดปีที่นำพา SKE48 มาในฐานะ Wมัตสึอิ ในช่วงแรกทั้งคู่ร่วมงานกันบ่อยมาก

“เราอยู่ด้วยกันทั้งตอนเดินทางไปโตเกียวแล้วก็ห้องในโรงแรมเสมอเลยค่ะ ฉันอยู่กับเรนะจังมากกว่าอยู่กับครอบครัวซะอีก”

ทั้งสองคนร่วมต่อสู้มาด้วยกันเพื่อเป้าหมายในการทำให้ SKE48 เป็นสุดยอดแห่งกรุ๊ปให้ได้
แต่แล้วเรนะกลับประกาศจบการศึกษาในสิ้นเดือนสิงหาคม เหลือเวลาที่ได้เห็น “Wมัตสึอิ” อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ฉันรู้เรื่องที่เรนะจังจะจบการศึกษาก่อนหน้าที่เค้าจะประกาศในรายการวิทยุนิดเดียวเท่านั้นเองค่ะ
เค้าส่งเมล์มาบอกกับพวกรุ่น 1 ทุกคนเลย บอกว่า “ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อนนะ” แต่ฉันรู้อยู่แล้วล่ะค่ะว่าอีกไม่นานหรอก ตอนที่ฉันทำงานกับเรนะจังก่อนงานเลือกตั้ง เค้าก็พูดอะไรที่ปกติแล้วเค้าจะไม่พูดออกมา ซึ่งมันหมายความว่าอีกไม่นานเค้าก็จะไม่อยู่ที่นี่อีกแล้วนะ พอมองเรนะจังแล้วมันก็สัมผัสได้ถึงอะไรหลายอย่างนะคะ แล้วฉันก็เคยพูดเรื่องนี้กับมาซานะเหมือนกัน ว่า “เรนะจังพูดอะไรแบบนั้นด้วยนะ ฉันว่าเค้าต้องแกรดแหง ๆ เลยล่ะ” มาซานะก็บอกว่า “ไม่หรอกน่า ฉันเพิ่งไปคุยกับเรนะมานะ เค้าก็บอกว่าไม่แกรดหรอก” แล้วในวันงานเลือกตั้ง มาซานะก็ไปหาเรนะจังที่ห้องพักเพื่อยืนยันให้แน่ใจ จากนั้นเค้าก็มาบอกฉันว่า “เห็นมั้ยล่ะ เค้าบอกว่าไม่แกรดหรอก” (หัวเราะ)
แต่ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ ก็ฉันเคยอยู่กับเรนะจังมาตลอดนี่นา”

พี่น้อง พวกพ้อง เพื่อนรบ คู่แข่ง…เป็นเรื่องยากที่จะให้คำจำกัดความถึงคู่ Wมัตสึอิที่ร่วมเดินทางในกรุ๊ปเดียวกันมาตลอดระยะเวลา 7 ปี มีทั้งน้ำตาแห่งความยินดีและความเจ็บใจปนเป ในบางเวลาก็สร้างแรงกระตุ้นให้แก่กันบ้าง สำหรับจูรินะแล้ว เรนะถือเป็นคนพิเศษมาก

“สำหรับฉันแล้ว เรนะจังคือคนรักค่ะ เคยคิดว่าเค้าเป็นเหมือนกับครอบครัวนะ แต่เอาจริง ๆ แล้วก็ไม่ใช่ เค้าเป็นคนรักเลยล่ะค่ะ ไม่ใช่พี่น้องด้วย เพิ่งรู้นี่แหละค่ะว่าการเลิกกับแฟนมันทำให้เจ็บปวดขนาดนี้ เหมือนกับว่า ฉันชอบเค้าจริง ๆ ก็เลยไม่ค่อยตรงไปตรงมากับเค้าได้เท่าไรล่ะมั้ง…. แต่เรนะจังดันคิดกับฉันแค่น้องสาวน่ะสิคะ แต่สำหรับฉันแล้วมันเป็นความรักนะ ก็เลยถือว่าพวกเราต่างเป็นรักข้างเดียวของอีกฝ่ายไปซะงั้นเราก็เลยขัดแย้งกันเองบ่อย ๆ เพราะทั้งเรื่องที่คิดถึงหรือแนวคิด พวกเราต่างกันตลอดเลย แต่มันก็ทำให้มีความเห็นหลายรูปแบบออกมา ทำให้เราขบคิดเรื่องต่าง ๆ ด้วยกันได้ค่ะ ฉันคิดว่าระหว่างเราเป็นความสัมพันธ์ที่ดีมากเลยนะคะ”

ความสัมพันธ์ที่ดีมาก….ทว่า ทั้งสองคนต่างถูกคนรอบข้างเปรียบเทียบกันมาตลอดเหมือนมาเอดะ อัตสึโกะกับโอชิมะ ยูโกะแห่ง AKB48 ทั้งตำแหน่งในการเต้น อันดับในการเลือกตั้งหรือความยาวของเลนในงานจับมือ ทั้งที่ทั้งคู่ต่างอยู่ในกรุ๊ปเดียวกัน ทีมเดียวกัน แต่มักถูกคนรอบข้างมองผ่านฟิลเตอร์คู่แข่งไปเสียอย่างนั้น

“เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกนัมาตลอดนะคะ แต่ฉันก็เคยคิดนะว่าคงแสดงออกแบบนั้นผ่านสื่อไม่ได้ล่ะมั้ง ก็ทุกคนพากันบอกว่าเราเป็นคู่แข่งกันนี่นา ถ้าเป็นแบบนั้นอาจจะสนุกกว่าก็ได้… ยิ่งแฟน ๆ ของพวกเราคึกคักกันมากเท่าไร ก็ยิ่งทำให้พวกเราต้องจุดประกายไฟในตัวด้วยเหมือนกัน จนบางทีก็เผลอจดจ่อในบางเรื่องแบบแปลก ๆ ไปหน่อย
ฉันเคยคิดด้วยซ้ำว่าต้องทำให้ทุกคนเข้าใจว่าเราเป็นคู่แข่งกัน ในใจฉันก็คิดไปเองฝ่ายเดียวว่าเค้าเป็นคู่แข่งน่ะค่ะ…”

ภาพยนตร์สารคดี “น้ำตาของไอดอล Documentary of SKE48” ซึ่งเปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ (2015)
มีฉากที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันขัดต่อความรู้สึกของจูรินะกับเรนะอยู่ในภาพยนตร์ด้วย ในการเลือกตั้งครั้งที่ 3 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปี 2011 จูรินะได้ที่ 14 ส่วนเรนะได้ที่ 10 ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่อันดับของทั้งคู่กลับตาลปัตร
ขณะที่เมมเบอร์ในทีมต่างพากันปลอบจูรินะที่ร้องไห้ยกใหญ่อยู่ในห้องพักหลังจบงาน เรนะกลับยืนกัดริมฝีปากอยู่เพียงคนเดียวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน

เมื่อลองสอบถามเกี่ยวกับฉากนี้ดูแล้ว จูรินะก็ก้มหน้าลงต่ำอย่างเศร้าสร้อยทั้งน้ำตาคลอ

“ตอนนั้นฉันไม่รู้ตัวเลยว่าเรนะจังอยู่ตรงนั้นด้วยค่ะ ฉันเอาแต่ก้มหน้าตลอดก็เลยไม่รู้เรื่อง แล้วพอขากลับ ฉันเดินสวนกับเรนะจังพอดี เค้าก็ตบหัวฉันแปะ ๆ แบบเหนื่อยแย่เลยนะ อะไรงี้ แต่ตอนนั้นฉันไม่ชอบใจสุด ๆ เลย…. เผลอคิดไปว่า “เอ๊ะ เหมือนโดนดูถูกยังไงก็ไม่รู้สิ” เป็นเพราะฉันคิดมาตลอดว่าเราไม่มีอะไรแตกต่างกัน ฉันก็เลยไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นรองเรนะจังเลยสักครั้งเดียวค่ะ เพราะฉันรู้สึกว่าเราก้าวเดินมาด้วยกันนะ ถ้าเรนะจังจะแซงหน้าออกไปก่อนมันก็ฉันทำให้เหงามากเลยนะคะ แต่พอมาหวนนึกดูในตอนนี้แล้วมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้วนะ ก็เรนะจังอายุมากกว่าด้วย ถือว่าเค้าเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง มาเห็นเด็กอย่างฉันร้องไห้งอแงก็คงอยากปลอบล่ะมั้ง เค้าคงมีความรู้สึกนึกคิดมากมาย และลงท้ายด้วยการสื่อความรู้สึกเหล่านั้นมาเป็นการกระทำนั้นนั่นแหละ ตอนนั้นฉันยังเด็กมากจริง ๆ ก็เลยคิดว่าปล่อย ๆ ไปก็ได้ ไม่เห็นต้องมายุ่งกันเลย แต่ถ้ามาคิดดูตอนนี้แล้ว ฉันถึงเพิ่งเข้าใจว่ามันเป็นความใจดีของเรนะจังนะ …แต่ฉันดันคิดในแง่ร้ายไปซะได้ อยากขอโทษเค้ามากจริง ๆ ค่ะ”

งานเลือกตั้งที่ร้อนแรงขึ้นทุกปีด้วยความมุ่งมั่นของแฟน ๆ คือการต่อสู้อันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของผู้ที่มุ่งเป้าหมายสู่จุดสูงสุดแห่ง 48 กรุ๊ปในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ก็เคยมีช่วงเวลาที่ชวนหงุดหงิดใจซึ่งไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็นคำพูดได้เช่นกัน แต่แล้วด้วยเหตุการณ์หนึ่งก็ทำให้ความรู้สึกต่อต้านภายในใจจูรินะที่มีให้กับเรนะสลายหายไป

“ตอนนี้ฉันไม่มีความคิดที่ว่าเราเป็นคู่แข่งกันเลยค่ะ จุดเปลี่ยนก็คงเป็นการชัฟเฟิล (เม.ย.2013) ล่ะมั้ง ตอนที่เรนะจังย้ายจากทีม S ไปอยู่ทีม E นั่นเป็นครั้งแรกเลยค่ะที่ฉันรู้สึกเหงา การที่เราได้อยู่ด้วยกันจนมันกลายเป็นเรื่องปกติก็ไม่ปกติอีกต่อไป ฉันเคยคิดว่าการอยู่คนละทีม ก็แค่ไม่ได้เล่นโคเอ็นด้วยกันแค่นั้นแหละ แต่สรุปแล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลยค่ะ เป็นเพราะว่าเราต่างมีงานส่วนตัวของเราเองเพิ่มมากขึ้น เราก็เลยไม่ได้ไปโตเกียวด้วยกัน ไม่ได้ทำกิจกรรมด้วยกันเลย เหงานะคะ สำหรับฉันนะ แค่ได้อยู่กับเรนะจัง ไม่ต้องกินข้าวก็อยู่ได้นะ ถ้ามีเรนะจังอยู่ด้วย ไม่ว่าอะไรก็ดีไปหมด พอเราได้อยู่ด้วยกันทีไรก็เผลอคุยกันตลอดจนลืมกินข้าวไปเลยล่ะค่ะ เรามักจะคุยเรื่องของ SKE48 กันจนลืมนึกถึงเรื่องอื่น ๆ ไปเลย”

การจบการศึกษาของมัตสึอิ เรนะถือเป็นการปิดฉากของประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งสำหรับ SKE48 ก็ว่าได้
การไร้ซึ่ง Wมัตสึอิถือเป็นบาดแผลฉกรรจ์สำหรับความนิยม มีกระทั่งความเห็นในแง่ร้ายที่กล่าวว่า SKE48 ที่ไม่มีเรนะซึ่งเปรียบเสมือนเสาหลักอาจเป็นเหตุของการล่มสลาย…. ทว่า จูรินะกลับประกาศอย่างชัดเจน

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ! ต้องไม่เป็นไรแน่นอนเลย! ก็เรามีพวกเด็ก ๆ รวมถึงรุ่น 7 หรือดราฟท์รุ่น 2 ที่มีความมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมและพยายามอย่างสุดชีวิตอยู่ด้วยนะคะ ชวนให้นึกถึงพวกเราเมื่อก่อนเลย พอมองทุกคนแล้วฉันก็คิดถึง SKE48 รุ่น 1 เลยล่ะค่ะ เพราะเรามีความเร่าร้อนที่มีต่อ SKE ไม่ต่างกันเลย ชวนให้คิดถึงความรู้สึกที่ว่า “จะต้องเอาชนะ AKB48ให้ได้เลย!” เมมเบอร์ทุกคนตั้งแต่รุ่น 2 ลงไปก็คงจะคิดแบบนี้เหมือนกัน ด้วยปัจจัยหลักจากการจบการศึกษาของเรนะจัง แล้วก็การจบการศึกษาของนากานิชิ ยูกะกับซาโต้ มิเอโกะเมื่อก่อนหน้านี้ เพราะงั้นนะ เราไม่เป็นไรหรอกค่ะ!”

จูรินะเป็นศูนย์กลางของ SKE48 ในฐานะรุ่น 1 และเอซถาวรมาจวบจนปัจจุบัน เธอจะนำพา SKE48 รูปแบบใหม่ภายหลังการจบการศึกษาของเรนะสืบต่อไป ใครก็คงคิดเช่นนี้กระมังแต่ความคิดของจูรินะกลับต่างออกไปเล็กน้อย

“ฉันไม่ค่อยคิดว่า อยากทำให้ SKE48 เป็นแบบนี้ ๆ นะ สักเท่าไรหรอกค่ะ แค่ทุกคนลงมือทำด้วยความรู้สึกที่มีอยู่ในตอนนั้นอย่างอิสระก็พอแล้วล่ะ ไปจ้ำจี้จ้ำไชก็พาลจะทำให้อึดอัดกันซะเปล่า ๆ ไม่เอาหรอก ฉันว่า ฉันไม่มีความจำเป็นที่ต้องเป็นผู้นำแล้วล่ะค่ะ อีกอย่าง ฉันว่ามันไม่ใช่เวลาที่ฉันต้องเป็นผู้นำด้วยซ้ำ ในเนื้อเพลง Mae no meri มีท่อนที่ว่า

“วัยแรกรุ่นคือทางอ้อมวกวน
ต่อให้ท้อแท้ก็ต้องลุกขึ้นสู้ใหม่
ความหวังทั้งมวลคือกำลังกายทั้งหมดที่มี
ไม่เป็นไร ยังสู้ไหวน่า ”

ฉันคิดว่า ประโยคนี้มันต้องเป็นคำพูดจากเรนะจังถึงพวกเราแน่ ๆ เลย ช่วงชีวิตวัยรุ่นของฉันคือ SKE48 นะคะ
เพราะฉะนั้นแล้ว ความรู้สึกฮึดที่ว่า “อยากทำอะไรสักอย่างกับ SKE48 เร็ว ๆ ” “อยากทำให้เป็นที่ 1 ให้ได้” อย่างแรงกล้าและทะยานไปสุดตัวเลยล่ะค่ะ ด้วยความรู้สึกแบบนั้นเองก็มีบางครั้งที่ทำให้ฉันพูดอะไรแรง ๆ หรือเข้มงวดมากไปอยู่บ้าง ฉันว่ามันใช้ไม่ได้นะเพราะเมมเบอร์ SKE48 ไม่จำเป็นต้องมีคำพูดใด ๆ หรอก พวกเราต่างตั้งใจเรียนรู้จากการจดจำอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องห่วงเลย”

AKB48 ซึ่งเป็นกรุ๊ปรุ่นพี่ที่ก่อตั้งมาในปี 2005 กำลังจะครบรอบปีที่ 10 ในเดือนธันวาคมปีนี้ (2015) SKE48ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2008 จะครบรอบปีที่ 10 ในเดือนตุลาคม 2018 อันเป็นช่วงเวลาภายหลังจากนี้อีก 3 ปี น่าสงสัยนักว่า SKE48 อายุ “10ขวบ” จะมีหน้าตาอย่างไรกัน แต่สิ่งเดียวที่พูดได้ก็คือ จูรินะยังคงมุ่งมั่นที่จะทำกิจกรรมในฐานะเมมเบอร์ของ SKE48 เมื่อถึงเวลาต้อนรับปีที่ 10 นั่นเอง

“ฉันจะอยู่จนถึงครบรอบ 10 ปีเลยล่ะค่ะ แน่นอนอยู่แล้ว อีก3 ปีนั่นแหละ อีก 3 ปีให้หลังฉันก็จะอายุ 21 ปี ยังไม่อายุเท่ากับเรนะจังในตอนนี้เลยด้วยซ้ำ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าครบรอบ 10 ปีแล้ว ฉันก็อยากทำให้เรนะจังซึ่งเป็นคนที่มีความเข้มงวดกับไอดอลมาก คิดว่า “ไปดูไลฟ์ของ SKE48ดีกว่า” ให้ได้เลย ในช่วงเวลา 3 ปีนี้ฉันจะพยายามเต็มที่เพื่อให้เรนะจังอยากมาดูโคเอ็นฉลองครบรอบ 10 ปีแล้วก็อยากให้เค้าบอกกับฉันว่า “ฉันชอบ SKE48 ที่สุดจริง ๆ นั่นแหละนะ จูรินะ เหนื่อยแย่เลยนะเรา” ”

เฝ้ารอการกลับมาพบกันอีกครั้งเมื่อครบรอบปีที่ 1 0 …….

 


แปลจากแพมเฟลตจบการศึกษาของมัตสึอิ เรนะ หน้า 84- 87
https://twishort.com/wJ4jc

Advertisements