จุดเริ่มต้นความเป็นไอดอลจาก “แถวหลังสุด” 


―ใน SJ เล่มก่อนหน้ามัตสึอิ จูรินะซังก็ได้มีบทสัมภาษณ์ขนาดยาวเหมือนกัน
ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็จำเป็นต้องฟังเรื่องราวจากเรนะซังให้ได้ด้วย วันนี้ก็ขอรบกวนด้วยนะครับ

เรนะ : ขอฝากตัวด้วยค่ะ

―ตอนที่เรนะซังเข้า SKE48 อายุ 17 สินะครับ

เรนะ: ค่ะ ตอนนั้นฉันเป็นแฟน AKB48 ชอบโทจิมะ ฮานะซังมากเลย(เมมเบอร์รุ่นแรกของ AKB48 จบการศึกษาเมื่อเดือนพ.ย.2008) แต่ฉันไม่เคยไปที่เธียเตอร์ ได้แต่เช็คดูบล็อกของคนที่อัพเรื่องเธียเตอร์บ่อย ๆ เท่านั้นค่ะ
แล้วในการทัศนศึกษาตอน ม.3 ก็ไปที่โตเกียวพอดี ฉันก็เลยไปจนถึง AKB48 เธียเตอร์ในอากิฮาบาระ ฉันไม่มีตั๋วหรอก แถมยังไม่รู้ว่าเขาซื้อกันยังไงด้วย (หัวเราะ) แต่อารมณ์ว่า “เขาแสดงโคเอ็นกันอยู่ที่นี่ไงล่ะ” สุดท้ายฉันก็ไปกินข้าวที่เมดคาเฟ่ข้างล่างเธียเตอร์ แล้วก็กลับค่ะ

―เรื่องที่เรนะซังชอบไอดอลก็เป็นเรื่องที่เป็นที่พูดถึงกันมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วสินะครับ

เรนะ: ฉันชอบไอดอลน่ะค่ะ เมื่อก่อนฉันก็มีภาพลักษณ์ของไอดอลในอุดมคติของตัวเองเหมือนกัน ก็พยายามคิดด้วยตัวเองว่า “ไอดอลควรจะเป็นแบบไหน?” แล้วก็ทำกิจกรรมมาแบบนั้น เพราะฉะนั้น ฉันจึงเคยคิดไปเองว่า “เป็นไอดอลต้องห้ามพูดว่าชอบอนิเมะเด็ดขาด” แล้วก็พยายามที่จะไม่แสดงออกว่าชอบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ค่ะ ในตัวฉันเองก็มี “ตัวตนในฐานะแฟนคลับของไอดอล” อยู่ด้วยเช่นกัน ก็เลยขบคิดอะไรหลายอย่างจากในสายตาของแฟน ๆ เช่นในการพูด MC หรือในงานจับมือควรจะต้องทำยังไง ตัวเองถึงจะรู้สึกดีใจนะ

―เห็นว่าได้พูดไปในการสัมภาษณ์หนังสารคดีของ SKE48 ที่ฉายไปเมื่อไม่นานนี้เอง ซึ่งในตอนแรกที่ได้เข้า SKE48 มา ตำแหน่งยืนอยู่ที่แถวหลังสุดเลยสินะครับ

เรนะ: ใช่ค่ะ ตอนนั้นฉันก็คิดว่า “อยากขึ้นไปข้างหน้ามากกว่านี้!” ซึ่งมันไม่ได้มีแค่ในไอดอลกรุ๊ปเท่านั้นหรอก
แต่กระทั่งในสังคมของเราเองก็มีการแข่งขันกันที่ “ตรงจุดนั้น” เหมือนกันนะคะ แต่กลับมีคนมากมายยังไม่รู้ตัวถึงเรื่องที่ว่า แต่ตอนนั้นฉันตระหนักได้ถึงความจริงในเรื่องนั้นน่ะค่ะ ในตอนนั้น เมมเบอร์ส่วนใหญ่เห็นว่าสภาพการณ์ที่ตัวเองได้รับในตอนนี้ลำบากเต็มกลืนสุด ๆ แล้ว แต่ในกรณีของฉันกลับคิดได้ว่า “สถานการณ์ตอนนี้ลำบากมากก็จริง แต่เราต้องขึ้นไปข้างหน้าให้มากกว่าเดิมจากจุดนั้นแทนก็แล้วกัน”

―ยกตัวอย่างเช่น?

เรนะ: ในการแสดงโคเอ็นที่เธียเตอร์ ถ้ามีช่วงที่ได้ออกไปด้านหน้าแม้สักเสี้ยววินาทีล่ะก็ ฉันก็จะพยายามโดยคิดว่า “ใช้จุดนั้นแหละฉายตัวเองให้ประทับอยู่ในดวงตาของคนดูให้ได้! ส่งมันไปให้ถึงคนดูที่อยู่ตรงหน้านี้เลย!” แล้วพอทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มมีเสียงเชียร์ในโคเอ็นเพิ่มมากขึ้นค่ะ จนในที่สุดสตาฟฟ์ก็มองเห็น ดูท่าทางจะคิดทำนองว่า “ยังไงก็ลองหย่อนเบ็ดไปก่อนแล้วกัน” เพราะฉะนั้น ในการที่ฉันสามารถขึ้นไปยืนข้างหน้าได้ก็เป็นเพราะแฟน ๆ ทุกคนนั่นแหละค่ะ ตอนที่ได้รับเลือกเป็นเซมบัทสึของ AKB48 ใน “10 nen Sakura” แฟน ๆ ก็พากันดีใจมากเลย ฉันก็เลยคิดว่า “ยังไงก็ต้องหลงเหลือผลลัพธ์อะไรไว้ให้ได้!” แต่จาก “Namida Surprise” ลงไปก็ไม่ได้เป็นเซมบัทสึประมาณ 1 ปี ก็มีช่วงที่ทำให้รู้สึกเจ็บใจยาวนานอยู่เหมือนกัน เอาแต่คิดว่า “ต้องทำยังไงถึงจะได้รับการยอมรับมากกว่านี้อีกนะ?”

―ถ้าจำไม่ผิด ตั้งแต่ตอนนั้นก็เป็นอันเดอร์เกิร์ลมาจนถึง “Heavy Rotation” เลยสินะครับ

เรนะ: ค่ะ ในการเลือกตั้งครั้งถัดจากนั้นก็ได้อันดับที่ 11 นับตั้งแต่เพลง “Heavy Rotation” ครั้งนั้น ฉันก็ได้เป็นเซมบัทสึของ AKB48 มาตลอดเลยล่ะค่ะ เพราะฉะนั้นจึงถือว่าแฟน ๆ ทุกคนช่วยฉุดดึงฉันขึ้นมาจริง ๆ


กล่าวออกมาเป็นคำพูดและไม่หลอกตัวเอง 


―ในการเลือกตั้งครั้งแรกสุดปี 2009 เรนะซังได้อันดับที่ 29 ความประทับใจที่จำได้ก็คือการตะโกนทั้งน้ำตาว่า “สักวัน ฉันอยากเป็นที่ 1 ให้ได้!”

เรนะ: น่าอายจริง ๆ เลยค่ะ (หัวเราะ) แต่ยังไงซะ ตอนนั้นมันก็มีความดีใจที่ตัวเองถูกเรียกชื่ออยู่ด้วยนั่นแหละนะคะ
ถึงแฟน ๆ จะช่วยให้ฉันได้เป็นเซมบัทสึของ AKB48 ถึง 2 ครั้งใน “10 nen Sakura” และ “Namida Surprise” แล้วก็จริง แต่ยังไงรู้สึกเจ็บใจตัวเองมาก ๆ ที่ “ไม่สามารถใช้โอกาสที่ได้รับมาอย่างเต็มที่” รู้สึกอยากขอโทษแฟน ๆ อย่างมากเลยล่ะค่ะ…. คนอย่างฉันที่ไม่มีอะไรดีเด่นไปกว่าใครคนอื่น เป็นแค่ก้อนความขัดแย้งซับซ้อนอะไรสักอย่างเท่านั้น “แต่สำหรับผู้คนที่คอยเชียร์คนอย่างฉันแล้ว ยังไงซะ อันดับ 1 ของพวกเขาก็คือฉันนี่แหละ” ฉันคิดแบบนี้ก็เลยเกิดความรู้สึกอยากคว้าที่ 1 มาให้ได้น่ะค่ะ ตอนนั้นก็เลยพูดคำว่า “ที่ 1 ” ออกไป แต่ตอนนั้นมีประกาศผลถึงอันดับที่ 30 เท่านั้นเอง แล้วยัยเด็กที่ได้อันดับ 2 จากท้ายดันพูดอะไรแบบนั้นออกมาได้…… คงเป็นอะไรที่น่าตะลึงมากทีเดียว (หัวเราะ)

―พูดตามตรง เรนะซังในตอนนั้นเป็นช่วงที่พยายามอย่างสุดชีวิตเชียวล่ะครับ

เรนะ: พยายามสุดชีวิตเลยล่ะค่ะ (หัวเราะ) ก็พยายามสุดชีวิตตั้งแต่ตอนนั้นมาประมาณ 3 ปี เป็น “ช่วงพยายามสุดชีวิต” ระดับ MAX เลย ถ้าให้พูดถึงตอนนี้แล้วก็ประมาณ “สถานะของสุดะ อาการิ” นั่นเองค่ะ จะพุ่งไปข้างหน้าอยู่เสมอ คือสุดะ อาการิที่ได้มาเจอกันทีหลังนั่นเอง! ฉันก็เลยนับถืออาการินมากเลยนะคะ

―ดีจังเลยครับ (หัวเราะ) เรนะซังสมัยแรก ๆ คือสุดะ อาการินี่เอง

เรนะ: ไม่ใช่ค่ะ! ฉันในสมัยแรก ๆ ก็คือมัตสึอิ เรนะนี่แหละค่ะ! (หัวเราะ)

―นั่นสิครับ ขออภัยที่เสียมารยาท (หัวเราะ) แต่เรนะซังเป็นคนที่ตรงไปตรงมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วสินะครับ แถมยังไม่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย

เรนะ: นั่นสิคะ มีแฟน ๆ มาพูดแบบนั้นตั้งแต่ในงานจับมือเมื่อก่อนแล้ว ทั้งที่เจ้าตัวมาจับมือบ่อยมาก แต่กลับพูดล้อเล่นกับฉันว่า “ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ทั้งที่มาจับมือไม่รู้กี่สิบรอบแล้วด้วยซ้ำ ฉันโกรธเขามากเลยค่ะ บอกไปว่า “มาจับมือตั้งหลายรอบแล้วนะ ทำไมถึงพูดอะไรแบบนั้นล่ะ! แล้วที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้มันหมายความว่าไง!” ฉันรู้สึกเศร้าสุด ๆ เลยล่ะค่ะ แต่แล้วแฟนคนนั้นก็มาขอโทษทีหลัง บอกว่า “ผมชอบเรนะจังก็ตรงที่เป็นคนไม่โกหกคนอื่นนี่แหละ กับคนที่มาจับมือที่เรนะจังยังจำไม่ได้ก็จะบอกว่า “ขอโทษนะ ยังจำไม่ได้เลย ต่อไปจะพยายามจำให้ได้ มาอีกรอบด้วยนะ” โดยไม่ยอมโกหกผมชอบความเอาจริงเอาจังแบบนี้แหละก็เลยคอยเชียร์ ถึงจะตกใจที่จู่ ๆ ก็โดนโกรธก็เถอะ”
แล้วด้วยคำพูดนั้น ฉันก็เลยรู้ตัวว่า “จริงสิ ฉันไม่พูดโกหกกับแฟน ๆ นี่นา แถมยังไม่พยายามหลอกล่อให้ชอบด้วย” ก็คิดว่าจุดนี้เองที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยค่ะ


“Kareha no Station” ซึ่งแฝงความมุ่งมั่นสู่เบื้องบน


―เรนะซังเป็นคนแบบนี้ก็จริง แต่ก็ได้รับบท เกคิคาระซึ่งเป็นหนึ่งในสี่จตุรเทพของโรงเรียนในละคร “Majisuka Gakuen” ซึ่งเริ่มฉายตั้งแต่มกราคม ปี 2010 สินะครับ

เรนะ: ได้รับบทด้วยค่ะ แค่ฉันคนเดียวที่คนดูคงจะคิดว่า “นี่ใครน่ะ?”

― “เกคิคาระ” เป็นด้านตรงข้ามอย่างสิ้นเชิงกับเรนะซังที่ให้ความรู้สึก “อยากปกป้อง” บทนี้จะเป็นคนที่ “ฟิวส์ขาดได้ตลอดเวลา หัวเราะไปพลางต่อยตีคนอื่น”

เรนะ: ใช่ค่ะ (หัวเราะ) แต่นับแต่นั้นก็มีคนมางานจับมือเพิ่มมากขึ้นเลยนะคะ มีคนคอยบอกว่า “ชอบเกคิคาระมากเลย” ก็เลยเข้าใจอย่างชัดเจนว่ามีคนคอยดูเราอยู่จริง ๆ แต่ต่อให้มีคนมาขอในงานจับมือว่า “ช่วยพูดว่า นี่ โกรธอยู่รึเปล่า? ให้หน่อยสิ” ฉันก็ไม่ยอมพูดหรอกนะคะ ตอบกลับไปว่า “ตอนนี้ฉันกำลังจับมือในฐานะมัตสึอิ เรนะอยู่นะ”
ต่อให้มีเด็ก ๆ มาขอให้พูดฉันก็ได้แต่คิดในใจว่า “ขอโทษนะ” เท่านั้นเอง…..

―นิสัยนี้ก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลยสินะครับ (หัวเราะ) เกคิคาระได้รับความนิยมและใน SKE48 Request Hour Setlist Best 30 (ในปีหลังจากนั้นเป็น Best 50) เพลงโซโล่ “Kareha no Station” ก็ได้อันดับ 1 มาด้วย

เรนะ: ฉันดีใจมากจริง ๆ ค่ะ ….แต่ก็รู้สึกกลุ้มใจเหมือนกัน ว่า”เพลงสุดท้ายในไลฟ์เป็นเพลงนี้จะดีเหรอ” มันไม่ใช่เพลงสนุกสนานด้วยซ้ำ ก็คิดว่า “แล้วเมมเบอร์คนอื่นจะคิดยังไงนะ” แต่ความซาบซึ้งใจที่มีต่อแฟน ๆ ทดแทนเท่าไรก็ไม่มีวันหมดสิ้นจริง ๆ ค่ะ

―ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนกระทั่งในการเลือกตั้งปี 2010 ได้อันดับ 11 และในปี 2011 ก็ได้อันดับ 10 ที่ก่อนหน้านี้ได้พูดไปว่า “เป็น 3 ปีที่พยายามสุดชีวิต” ซึ่งหมายความว่าค่อย ๆ ลดความพยายามสุดชีวิตตั้งแต่ตอนนั้นเลยรึเปล่าครับ?

เรนะ: ไม่นะคะ ตอนนี้ฉันก็ยังมีไฟอยู่เลยนะ? (หัวเราะ) จะว่าแนวโน้มการพยายามสุดชีวิตเปลี่ยนไปก็ไม่เชิง แต่การที่ “Kareha no Station” ได้อันดับ 1 ติดต่อกัน 2 ปีซ้อนใน RH จึงทำให้เกิดความรู้สึกว่า “การที่เราออกไปยืนข้างหน้าแบบนี้ คนรอบข้างจะคิดยังไงกันนะ?” ฉันก็เลยรู้สึกตัวขึ้นมาว่า “จนถึงตอนนี้ เราไม่เคยคิดถึงเรื่องการรักษาสมดุลให้พอดีกับสิ่งรอบข้างเลยนี่นา เรามามองตัวเองดูใหม่ดีกว่า” นับแต่จุดนั้นเองที่ทำให้ตัวเองเกิดความเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของการพยายามอย่างสุดชีวิตต่อการมุ่งไปสู่จุดสูงสุดค่ะ


เวทีที่เปลี่ยนไปและสิ่งที่อยากจะสื่อ


―นับแต่จุดนั้น ในปี 2013 ก็ได้เป็นลีดเดอร์ทีม E ในปี 2014 ก็ได้ควบทีมในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนกับวงโนกิซากะ 46 มีการเคลื่อนไหวขนาดใหญ่มากทีเดียวนะครับ อีกทั้งในปี 2014 ก็มีคอนเสิร์ตที่นาโงย่าโดมซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของ SKE48 อีกด้วย

เรนะ: นั่นสิคะ พวกเราซึ่งเป็นกัปตันของแต่ละทีมในตอนนั้นอย่างนากานิชิ(ยูกะ)กับชูริแล้วก็ฉัน พวกเราไปขอร้องกับสตาฟฟ์ว่า “ขอจัดทัวร์ด้วยนะคะ! ขอเล่นคอนเสิร์ตด้วยเถอะค่ะ!” จากนั้นก็เลยมีกำหนดจัดทัวร์ขึ้นมา แต่ขนาดของโดมใหญ่กว่าที่พวกเราจินตนาการเอาไว้มาก มันจึงกลายเป็นคอนเสิร์ตที่เราทุกคนรู้สึกกังวลค่ะ แต่ยังไงเราก็รู้สึกดีใจที่ได้ไปยืนอยู่ในโดมซึ่งนับเป็นการประสบความสำเร็จอย่างหนึ่งได้ แต่ขืนเราพูดไปว่า “รู้สึกเจ็บใจ” มันคงไม่ดีกับแฟน ๆ ที่มาดูเราในตอนนั้น….. เราได้พยายามอย่างเต็มกำลังเมื่อตอนนั้นแล้วก็จริง แต่หาก SKE48 ได้ไปยืนอยู่ที่นั่นอีกครั้งหนึ่งแล้วล่ะก็ เราก็อยากทำให้มันเป็นคอนเสิร์ตที่ดียิ่งไปกว่านี้อีกค่ะ

―และในปีนี้ เรนะซังได้ประกาศว่าจะไม่ลงเลือกตั้งเซมบัทสึด้วย มีเหตุผลอะไรมั้ยครับ? ทั้งที่เคยพูดไว้ว่าอยากเป็นที่ 1 ให้ได้นี่นา

เรนะ: นั่นสินะคะ (หัวเราะ) ในการเลือกตั้งปีที่แล้ว ฉันได้อันดับ 5 แล้วมันก็กลายมาเป็น “นามบัตรประจำตัว” ซึ่งในปีนี้ก็ได้ทำกิจกรรมอะไรหลายอย่างมากมายเลยล่ะค่ะ ถึงจะมีคนมากมายบอกกับฉันว่า “ที่ 5 นี่สุดยอดไปเลยนะ” ….แต่ฉันก็คิดว่าในเส้นทางต่อจากนี้ไป อันดับนี้มันเป็นสิ่งจำเป็นรึเปล่า? เป็นเพราะฉันชอบการแสดงมากและอยากจะทำมันไปตลอดชีวิต

―ครับ

เรนะ: ในตอนที่ฉันประกาศว่า “คราวนี้ฉันได้แสดงในละครเรื่อง “Nagoya iki saishuu ressha” ด้วยนะ “ได้เล่น CM ในเว็บของมือถือSoftbank ด้วยนะ” แฟน ๆ ก็ดีใจมาก บอกฉันว่า “ดีใจจัง จะรอดูนะ” ฉันก็เลยรู้ตัวว่าตัวเองมีความสุขกับถ้อยคำเหล่านั้นมากที่สุดแล้ว มากเสียยิ่งกว่าการได้รับการเห็นคุณค่าของตัวเองจากการเลือกตั้งภายใน48กรุ๊ปเสียอีกค่ะ

―อย่างนี้นี่เอง แต่มันก็มีด้านที่คนมองว่า “เพราะแฟน ๆ ให้อันดับ 5 มา โอกาสก็เลยมาเยือน” อยู่ด้วยเหมือนกันนะครับ

เรนะ: ค่ะ แต่เพราะมันเป็นโอกาสที่ได้รับมานั่นแหละ ฉันก็เลยอยากใช้เวลาขัดเกลาตัวเองด้วยสิ่งที่ตัวเองอยากทำจริง ๆ และหากมันกลายเป็นการคืนกำไรแก่ทุกคนได้ก็คงดี ก็เลยสรุปไปที่การไม่ลงเลือกตั้งค่ะ

―ได้คิดเรื่อง “การจบการศึกษา” ไว้บ้างหรือเปล่าครับ?

เรนะ: คิดสิคะ แต่ตัวฉันเอง มีแต่ใครต่อใครพากันพูดว่า “ใกล้จะจบการศึกษาแล้วล่ะ” มาตั้งแต่ 3 ปีก่อนแล้วล่ะค่ะ (หัวเราะ) แต่เรื่องนี้มันเป็นหัวข้อที่ยากมากจริง ๆ ถ้าบอกว่า “ไม่ได้คิดเลยสักนิด” ก็ถือว่าโกหก แต่ฉันมีความรู้สึกอยากจะมุ่งไปยังเวทีที่เรียกว่าการแสดงซึ่งเป็นสิ่งที่อยากทำมากที่สุดอยู่จริง ๆ ในตอนนั้น ฉันเคยพูดไว้ว่า “อยากคว้าที่ 1 มาให้ได้” ก็จริง แต่ตอนนี้…. เวทีมันเปลี่ยนไปแล้ว เป็นอะไรที่ยิ่งกว่าการอยู่ใน AKB48 กรุ๊ปนั่นแหละค่ะ ……ฉันก็กำลังคิดอะไรอยู่หลายอย่างเหมือนกัน

―อย่างนี้นี่เอง และหากมองดูเรนะซังในช่วงหลัง ๆ นี้ก็มีเสี้ยววินาทีที่คล้ายพยายามจะบอกอะไรกับรุ่นน้องอยู่เหมือนกันนะครับ อยากจะบอกอะไรครับ?

เรนะ: สิ่งที่อยากจะบอกมีมากมายเลยล่ะค่ะ… แต่ที่อยากบอกที่สุดก็คือการไม่พูดโกหกค่ะ ไม่ว่าจะเป็นบนเวทีหรือบนเก้าอี้ในรายการทีวี หรือในงานจับมือก็ตาม ถ้าตัวเองรู้สึกว่า “วันนี้ไม่มีอารมณ์เล่น“ แฟน ๆ เขาจะเข้าใจเราอยู่แล้ว ก็เลยไม่อยากให้โกหกค่ะ

―บอกกับแฟน ๆ เรื่องแบบนี้ด้วยเหรอครับ?

เรนะ: บอกค่ะ แถมความรู้สึกของแฟน ๆ ยังสื่อมาถึงพวกเราด้วยเหมือนกันนะคะ อย่างเช่นในคอนเสิร์ตใหญ่ แฟน ๆ อาจจะคิดว่า “ให้ตายยังไงก็มองไม่เห็นเราหรอก” แต่ฉันมองเห็นได้อย่างชัดเจนเลยนะคะ ไม่ว่าจะในอารีน่า หรือบนชั้น 3 ก็ตาม พอฉันโบกมือให้แล้ว ฉันก็เห็นหน้าตาของคนที่โบกมือกลับมาให้อย่างดีใจเต็มที่เลย พอทำแบบนี้แล้วฉันจึงเข้าใจว่า “คนตัวเล็ก ๆ อย่างฉันอยู่ในที่แสนไกลขนาดนี้ ก็ยังอุตส่าห์มีคนมองเห็นด้วย” ก็เลยทำให้ฉันอยากบอกว่า ฉันเองก็มองเห็นเหมือนกันนะ

―ในคอนเสิร์ตครบรอบ 3 ปีของโนกิซากะ46 เห็นวิ่งไปพร้อมโบกมือให้แฟน ๆ ในสถานที่จัดงานอย่างเซบุโดมกลางฤดูหนาวเลยสินะครับ อากาศหนาวขนาดนั้นแต่กลับใส่เสื้อเปียกเหงื่อแค่ตัวเดียว

เรนะ: เป็นเพราะเพลงของโนกิซากะไม่มีท่าเต้นหนัก ๆ น่ะค่ะ แต่ยังไงฉันก็อยากจะสื่อจุดนั้นให้แฟน ๆ เห็นให้ได้
ฉันอยากให้ทุกคนคิดให้ถี่ถ้วน ว่า “ทำไมตัวเองถึงมาอยู่ตรงนี้” “ทำไมถึงอยากมายืนอยู่ที่นี่” สมมติว่าเราถามใจตัวเองไปแล้ว แต่ไม่มีเหตุผลอะไรตอบกลับมา เราก็ไม่มีความหมายที่จะอยู่ที่นี่หรอก เป็นเพราะเราต้องเสียสละอะไรมากมายอย่างเช่นเรื่องโรงเรียนเป็นต้น เพื่อที่จะมายืนอยู่ “ตรงนี้” ก็เลยต้องคิดว่าสิ่งที่ตัวเองอยากทำมากที่สุดในตอนนี้คืออะไรกันแน่ ฉันจึงอยากบอกทุกว่าจงมีเป้าหมายที่ชัดเจนและทำมันให้ดีที่สุดโดยไม่เสแสร้ง นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันอยากบอกมากที่สุดค่ะ

―เป็นสิ่งที่เรนะซัง “ผู้ไม่โกหก” ให้ความสำคัญมากที่สุดสินะครับ

เรนะ: ค่ะ ก็เพราะไม่มีใครไม่ประทับใจคนที่พยายามอย่างสุดชีวิตโดยไม่เสแสร้งหรอก

 


บทสัมภาษณ์จากนิตยสาร Street Jack ฉบับ No.217 เดือนมิถุนายน 2015
https://twishort.com/ULvic

Advertisements