“ผ่านประสบการณ์ที่สามารถหาได้ใน 48 กรุ๊ปมาหมดสิ้นแล้ว”

มัตสึอิ เรนะผู้ที่จะจบการศึกษาจาก SKE48 ในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เป็นเวลากว่า 7 ปีนับตั้งแต่ผ่านออดิชั่นรุ่นที่ 1 เมื่อเดือนกรกฎาคม 2007 เธอนำพาวงมาในฐานะหน้าตาของกรุ๊ป จนบัดนี้จะเริ่มต้นเดินไปบนเส้นทางของนักแสดงซึ่งเป็นความฝันมาตั้งแต่วัย 10 ปี “การจบการศึกษาจาก SKE48” อันมีความหมายว่า “จบการศึกษาจากการเป็นไอดอล” ในตอนที่การจบการศึกษาอันความหมายทั้งสองนัยนั้นกำลังตระหง่านอยู่เบื้องหน้า เธอกำลังมีความรู้สึกเช่นไร


―ช่วยบอกเหตุผลที่ตัดสินใจจบการศึกษาหน่อยครับ

“แน่นอนว่า เพื่อทำความฝันที่ต้องการจะเป็นผู้สวมบทบาทในงานแสดงให้เป็นความจริงค่ะ
แต่มันก็ไม่ใช่แค่นั้นหรอกนะคะ ฉันต้องจบการศึกษาอันเป็นการทำเพื่อกรุ๊ปที่ชื่อว่า SKE48 เหมือนกัน
ฉันมาตระหนักได้อีกครั้งว่า ความรู้สึกนี้แตกหน่อขึ้นมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว”

―จบการศึกษาเพื่อกรุ๊ป…

“เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้วน่ะนะคะ มีสตาฟฟ์คนหนึ่งบอกกับโอชิมะ ยูโกะซังว่า
“เราต้องสร้าง “โอชิมะ ยูโกะคนต่อไป” เพื่อให้เธอจบการศึกษาไปได้นะ” ฉันได้ฟังถ้อยคำนั้นอยู่ใกล้ ๆ
ก็รู้สึกว่ามันสะท้อนก้องอยู่ในหัวใจเลยล่ะค่ะ ถ้าเราไม่สร้างเมมเบอร์ที่จะกลายเป็นผู้สืบทอด กรุ๊ปเองก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ใช่มั้ยล่ะคะ ไม่ใช่แค่กับ AKB48 เท่านั้น แต่ฉันก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ก็ตรงกับ SKE48 ด้วยเหมือนกัน
คนรอบข้างพากันพูดว่า เราเป็นกรุ๊ปที่มีมัตสึอิ จูรินะกับมัตสึอิ เรนะเป็นหน้าตาของวงมาโดยตลอด
เพราะงั้นฉันก็เลยคิดว่า เราต้องสร้างเด็กรุ่นใหม่ขึ้นมาให้ได้นะ”

―ในรายการ ANN คุณพูดว่า “คิดเรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนแล้ว”

“เมื่อ 3 ปีก่อน มีการ “ชัฟเฟิล” ครั้งแรกใน SKE48 ค่ะ ฉันย้ายจากทีม S ไปอยู่ทีม E
แล้วในทีม E ก็มีฉันคนเดียวที่เป็นรุ่น 1 มีกระทั่งเด็กรุ่น 6 อย่าง (อาสึมะ) ริอง เป็นทีมที่มีช่วงวัยกว้างมากจริง ๆ ค่ะ
ในทีมที่ไม่มีเพื่อนรุ่นเดียวกันอยู่เลยแบบนี้ พอลองคิด ๆ ว่าคนเป็นรุ่นพี่อย่างฉันจะต้องนำพวกรุ่นน้องยังไงดี
ความคิดก็เชื่อมโยงเข้ากับถ้อยคำที่ว่า “โอชิมะ ยูโกะคนต่อไป” ที่มีคนบอกกับยูโกะซังไว้ค่ะ
ฉันก็เลยตั้งใจว่า เราจะสร้างรุ่นใหม่ขึ้นมานับตั้งแต่ตอนนี้นี่แหละ แถมการไม่มีรุ่นพี่อยู่ก็จะเป็นการทำให้รุ่นน้องตระหนักรู้ขึ้นมาได้เองอีกด้วยนะคะ เรื่องนี้ ทั้ง(นากานิชิ) ยูกะจังแล้วก็เน่ซัง (ซาโต้ มิเอโกะ) ต่างก็เคยพูดเอาไว้เหมือนกัน”

―เป็นเสี้ยววินาทีที่ตัดสินใจว่าจะจบการศึกษาหรือเปล่า? อารมณ์ว่า “เอาล่ะ วันนี้เราไปบอกกับผู้จัดการเลยดีกว่า!”

“มีอยู่ 5 – 6ครั้งในช่วง 3 ปีนี้นะคะ ครั้งแรกก็เป็นตอนที่ผ่านการ “ชัฟเฟิล” มาประมาณครึ่งปีแล้ว
ฉันเกริ่นความตั้งใจออกไปว่า “ไม่ใช่ทันทีเลยหรอกนะคะ แต่ฉันกำลังคิดเรื่องจบการศึกษาอยู่ค่ะ”
แต่ตอนนั้นพวกเค้าตัดสินว่า “ยังเร็วไปนะ” กระทั่งฉันเองก็ยังคิดว่ามันเร็วไปหน่อยเหมือนกัน
แถมไม่ได้มีอะไรเป็นรูปเป็นร่างที่จะทำได้ภายหลังจากจบการศึกษาด้วย เรื่องมันดำเนินมาอย่างเป็นรูปธรรมก็ประมาณ 1 ปีก่อนหน้านี้ล่ะค่ะ ฉันคุยกับอิมามุระ(เอ็ทสึโร่)ซังกับ(ชิบะ)โทโมยะซังซึ่งเป็นผู้จัดการเธียเตอร์ในตอนนั้นว่า “ฉันตั้งใจจะจบการศึกษาจริง ๆ ค่ะ” จากนั้นก็ไปคุยกับอากิโมโตะ(ยาสุชิ)ซัง”

― น่าจะมีเวลาให้ครุ่นคิดคนเดียวอยู่เหมือนกันนะครับ อย่างตอนอาบน้ำหรือก่อนนอน เคยคิดเรื่องจบการศึกษาบ้างหรือเปล่า?

“ฉันเป็นมนุษย์ประเภทที่อารมณ์ความรู้สึกจะพุ่งพล่านขึ้นมาก่อนเหตุผลน่ะค่ะ จะวูบขึ้นมาว่า “อ๊ะ อยากจบการศึกษาแล้ว!” อารมณ์ว่า “ฉันทำทุกอย่างมาเรียบร้อยหมดแล้ว ถึงเวลาต้องจบการศึกษาซะที!” มิเตอร์อารมณ์จะดีดขึ้นในเสี้ยววินาทีนั้นเลย อย่างงานเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้วก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน ในทันทีที่ฉันถูกเรียกชื่อในอันดับ 5
ฉันก็ตระหนักขึ้นมาในเสี้ยววินาทีนั้นว่า “นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ” ถ้าจะให้อธิบายก็คือ เมมเบอร์คนอื่น ๆ กำลังภาวนาเพราะยังไม่อยากถูกเรียกชื่อตอนนั้น แต่ฉันกลับรู้สึกสนุกกับบรรยากาศนั้นอย่างบริสุทธิ์ใจ ยิ่งไปกว่านั้น เป็นเพราะฉันได้รับอันดับที่สูงที่สุดเท่าที่เคยได้มา ฉันก็เลยรู้สึกดีใจอย่างสุดซึ้งเลยล่ะค่ะ ในขณะที่ทุกคนกำลังตึงเครียด แต่ฉันกลับรู้สึกว่ามีแค่ตัวเองที่ไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลย จากจุดนั้นเอง ฉันก็เลยคิดว่า ตัวเองมีอะไรบางอย่างแปลกไปนะ เมื่อก่อนฉันเคยคิดจริง ๆ ว่าสักวันอยากจะเป็นที่หนึ่งให้ได้ แล้วก็เคยพูดสปีชแบบนั้นบนเวทีไปด้วย แต่ในระหว่างที่ทำกิจกรรมมาเรื่อย ๆ “อันดับ 1 ที่ฉันควรตั้งเป้าไว้” มันก็เปลี่ยนไปค่ะ
ฉะนั้น ตอนนั้นฉันก็เลยคิดว่า เราจบการศึกษาได้อย่างไม่มีอะไรติดค้างคาใจแล้วล่ะ
ฉันคิดอย่างซื่อตรงเลยว่าฉันผ่านประสบการณ์ที่สัมผัสได้จากในกรุ๊ป 48 มาจนหมดสิ้นแล้ว”

―อย่างนี้นี่เอง ไม่ได้เป็นข้อสรุปที่ค่อยเป็นค่อยไปสินะครับ

“ถึงฉันจะคิดอยากจบการศึกษา แต่พอได้พยายามทำกิจกรรมของ SKE48 ที่อยู่ตรงหน้าไปเรื่อย ๆ แล้ว
ความรู้สึกที่อยากจบการศึกษาก็จะสงบลงไปชั่วขณะค่ะ ความรู้สึกมันหมุนย้อนซ้ำไปซ้ำมา ถึงแม้ความรู้สึกที่บอกว่าอยากจบจะสงบลงบ้างก็ตาม พอเวลาผ่านไปพักหนึ่ง เสี้ยววินาทีที่มิเตอร์ดีดขึ้นก็จะมาถึงอีกครั้ง”

―เช่นนั้นแล้ว ก่อนจบการศึกษา แรงกระตุ้นในเวลานี้คืออะไรครับ?

“การสนุกสนานในโตโยต้าสเตเดียมซึ่งเป็นคอนเสิร์ตสุดท้าย (29-30 ส.ค.)จนถึงโคเอ็นที่เธียเตอร์ (31 ส.ค.)ค่ะ”

―เวลาฟังเรื่องราวจากเมมเบอร์ที่จะจบการศึกษา เขามักพูดกันว่า “ฉันยังไม่ได้บอกจากปากแท้ ๆ แต่ออร่าจบการศึกษากลับเปล่งออกมาเองโดยธรรมชาติ” แล้วในกรณีของเรนะซังเป็นยังไงบ้างครับ?

“แต่คนอื่นพากันพูดว่าฉันใกล้จะจบการศึกษาแล้วล่ะมั้ง เมื่อตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วล่ะค่ะ
มีกระทั่งรุ่นน้องที่มาถามกันตรง ๆ เลยว่า “เรนะซัง จะจบการศึกษาแล้วเหรอคะ?” ด้วยล่ะค่ะ (หัวเราะ)
(โอยะ) มาซานะก็มาถามฉันตอนยาฟุโอกุโดมเหมือนกัน ว่า “เรนะ จะจบการศึกษาเมื่อไหร่?”
เธอคงมั่นใจแล้วว่าฉันจะจบการศึกษาล่ะมั้งคะ แต่ฉันก็โกหกเธอไปว่า “อาจารย์อากิโมโตะยังไม่ส่งสัญญาณ GO เลย ยังจบไม่ได้หรอกมั้ง” (หัวเราะ) หลังจากนั้นฉันก็โดนเธอด่าเลยล่ะค่ะ ว่า “ขี้โกหก! ไหนบอกว่าจะไม่จบการศึกษาไงเล่า!” ”

―ทางเราเองก็คิดว่าคุณจะประกาศในคอนเสิร์ตวันถัดจากงานเลือกตั้งหรือเปล่า

“มีแต่คนพูดกันแบบนั้นค่ะ แต่ยังไงฉันก็ไม่อยากประกาศในคอนเสิร์ตเด็ดขาดเลย”

―นั่นสิครับ พอมาคิดดูดี ๆ แล้ว คนที่ให้ความสำคัญกับแฟน ๆ
คงจะไม่ประกาศจบการศึกษาในคอนเสิร์ตแล้วทำให้แฟน ๆ ต้องรู้สึกเศร้าหรอก

“ฉันอยากให้คอนเสิร์ตจบลงด้วยความสนุกค่ะ อุตส่าห์มีบรรยากาศสนุกสนานกันแล้วแท้ ๆ
ถ้าประกาศออกไปตอนนั้นก็อาจจะเป็นการสร้างความทรงจำอันเจ็บปวดให้กับแฟน ๆ เอาได้
ยังไงซะ การเชียร์ไอดอล ต้องเอาใหัสนุกไว้ก่อนนั่นแหละดีที่สุดค่ะ”


_____ ความรู้สึกที่สัมผัสได้จากการอ่าน “บุโดกัน” หนังสือซึ่งกำลังเป็นที่พูดถึงกันอยู่
หนังสือเล่มนั้นช่วยกอบกู้จิตวิญญาณฉันเอาไว้―


―จนถึงตอนนี้ เราก็ได้พูดคุยกันในหัวข้อ “การจบการศึกษาจาก SKE48” มาแล้ว
จากนี้เราก็มาคุยกันเรื่อง “การจบการศึกษาจากไอดอล” กันนะครับ ถ้าจะถามว่า ทำไมถึงคิดหัวข้อนี้ขึ้นมาได้
ก็เป็นเพราะทางเราได้เห็น IG ของเรนะซังนั่นแหละครับ
เห็นเขียนไว้ว่าได้อ่าน “บุโดกัน” ซึ่งเป็นนิยายที่เพิ่งตีพิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานนี้แล้วสินะครับ?

“ใช่ค่ะ กำลังคิดว่าโชคดีจริง ๆ ที่ได้อ่านในช่วงเวลานี้”

― “บุโดกัน” คือเรื่องราวของไอดอลกรุ๊ปหนึ่งที่มุ่งเป้าจะจัดคอนเสิร์ตที่นิปปอนบุโดกัน
และใช้การจบการศึกษาเป็นหนึ่งในหัวข้อของเรื่องด้วย ก่อนอื่นเลย เราก็อยากทราบความเห็นของคุณหน่อยนะครับ

“นั่นสิคะ สำหรับเรื่องจบการศึกษา ก็มีส่วนที่ซ้อนทับกับเรื่องของตัวเองด้วยเหมือนกัน
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ฉันรู้สึกว่ามันช่วยกอบกู้จิตวิญญาณของฉันขึ้นมาเลยล่ะค่ะ”

―กอบกู้จิตวิญญาณ?

“ในหนังสือเล่มนั้นเขียนเรื่องคำจำกัดความของไอดอลและเรื่องที่ว่า แฟน ๆ กำลังแสวงหาสิ่งใดจากไอดอลอยู่
อย่างที่แฟน ๆ อยากให้ไอดอลมีความสามารถในการร้องเพลงที่ต่ำพอประมาณ เป็นเพราะพวกเขาก็อยากสัมผัสว่า ไอดอลคนนั้นจะเติบโตขึ้น
ซึ่งมันจะกลายเป็นสาเหตุของการเชียร์ได้ค่ะ ฉันเองก็เข้าใจเรื่องนั้นดีนะคะ
ในฐานะคนที่คอยเชียร์ไอดอลแล้ว ไม่ว่าไอดอลจะงานยุ่งแค่ไหน พวกเขาก็อยากให้ไอดอลอัพเดทข่าวสารผ่านบล็อกหรือทวิตเตอร์บ้าง
ถึงแม้จะอยากให้ไอดอลคนนั้นสวยขึ้น แต่ก็ไม่อยากให้มีความรักเลย ในหนังสือเขียนเรื่องราวแบบนี้เอาไว้ค่ะ
ซึ่งฉันคิดว่ามันตรงกันเป๊ะกับความจำกัดความของการเป็นไอดอล คำพูดของอาจารย์สอนเต้นในหนังสือเล่มนั้นบอกไว้ว่า “พวกเธอไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นเอเลี่ยนต่างหาก” พอมาลองคิดว่ามันมีความหมายแบบไหนกันนะ ก็คิดขึ้นได้ว่า
พวกเราพยายามฝืนตัวเองเพื่อตอบสนองความต้องการของแฟน ๆ ให้ได้ ซึ่งนั่นแหละ คือสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเอเลี่ยน แถมฉันเองก็อินกับเรื่องนี้นะคะ มีฉากที่อาจารย์สอนเต้นคนนั้นกล่าวชมเมมเบอร์ว่า “ที่ทุกคนทำเรื่องแบบนั้นกันได้ ฉันว่าพวกเธอสุดยอดมากเลยนะ” มันช่วยกอบกู้จิตวิญญาณฉันขึ้นมาเลยล่ะค่ะ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองได้รับคำชมไปด้วย”

― เมื่อมองจากมุมของคนที่กำลังฝืนอยู่จริง ๆ พอได้รับการยอมรับว่า “ฝืนตัวเองอยู่” ก็ทำให้รู้สึกเช่นนั้นขึ้นมาสินะครับ

“เป็นถ้อยคำในหนังสือเล่มนั้นก็จริงนะคะ แต่ก็ทำให้ฉันคิดว่า ตัวเองเพิ่งเคยได้รับคำชมแบบนั้นเป็นครั้งแรก
การเป็นไอดอลคือเส้นทางที่ตัวเองเลือกเองก็จริง และการทำให้บรรลุผลสำเร็จก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องทำ
แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกว่ามีคนยอมรับในทุกสิ่งที่ตัวเองพยายามทำมาทั้งที่คิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานั่นแหละ”

―ในหนังสือไม่ได้มีแค่หัวข้อเรื่องจบการศึกษาแต่เพียงเท่านั้น ยังมีการบรรยายเรื่องราวรายละเอียดของการเป็นไอดอลเอาไว้ด้วย ทั้งยังเขียนถึงแก่นแท้ของไอดอลด้วยเช่นกัน รู้สึกยังไงกับเรื่องนี้บ้างครับ?

“ก็มีเขียนเอาไว้ในหนังสือแล้วนะคะ ส่วนฉันเองคิดว่า การมีช่องโหว่อยู่บ้างนั่นแหละคือไอดอล ตัวเองก็อยากจะให้เป็นแบบนั้นด้วยเหมือนกัน”

―แล้วทำไมถึงคิดอยากอ่าน “บุโดกัน” ล่ะครับ?

“ฉันได้ยินว่าเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับไอดอล ก็เลยไปคุยกับแม่ว่า “ดูน่าสนใจดีเนอะ” แม่ก็บอกฉันว่า “แม่มีนะ” แล้วก็เอามาให้ฉันยืมค่ะ (หัวเราะ) คิดว่าประหลาดดีเหมือนกันที่มีอยู่ใกล้ตัวในช่วงเวลาที่ควรจะอ่านพอดี”

―มีเรื่องราวความรักอยู่ใน “บุโดกัน” ด้วยสินะครับ

“พอฉันเขียนความคิดเห็นไปว่า “มันสมจริงดีนะ” ก็ดูท่าจะมีคนคิดว่าฉันพูดถึงเรื่องความรักค่ะ
แต่ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ ฉันหมายถึง มันสมจริงในเรื่องที่ว่า
ไอดอลก็คิดอะไรบางอย่างแล้วขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีด้วยความรู้สึกแบบไหนบ้างต่างหาก”

―ในหนังสือมีคำว่า “ทางเลือก” ปรากฏขึ้นมาในเล่มไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเลยนะครับ
สรุปก็คือ เลือกจะเป็นไอดอลด้วยตัวเองแล้ว การจบการศึกษาก็เป็นทางที่ตัวเองเป็นคนเลือกเองด้วยเหมือนกัน

“ในเวลาที่คิดจะก้าวออกไปสักก้าวหนึ่งจากจุดที่ยืนอยู่ ไม่ว่าใครต่างก็คิดหนักกันทั้งนั้นนะคะ
แต่สุดท้ายแล้ว อำนาจของความรู้สึกก็ถือเป็นสิ่งสำคัญอยู่ดี ฉันไม่ได้จบการศึกษาด้วยความคิดตามหลักเหตุผล
แต่เป็นความรู้สึกซื่อตรงที่บอกว่า “ฉันจะจบการศึกษาแล้ว!” แต่ยิ่งตัวเองมีความรู้สึกผูกพันกับกรุ๊ปอย่างแรงกล้ามากเท่าไร น้ำหนักของทางเลือกในการจบการศึกษาก็ยิ่งหนักมากขึ้นเท่านั้น”

―จนถึงตอนนี้ คุณอยู่ในฝั่งคนที่คอยส่งผู้จบการศึกษาออกไปตลอดมา แล้วคุณสัมผัสถึงทางเลือกที่ว่าจากแผ่นหลังของพวกเขาได้หรือเปล่าครับ?

“คงสัมผัสไม่ค่อยได้เท่าไรค่ะ (หัวเราะ) จะว่าไป ก็คงเป็นเพราะตอนนั้นทุกคนเลือกไปแล้วนั่นเองค่ะ
ทุกคนอยู่ในสภาวะที่ตัดสินใจไปแล้ว ไม่มีความลังเลใดอีกแล้ว ก็เลยจบการศึกษาออกไปด้วยแผ่นหลังอันโล่งใจไงล่ะคะ (หัวเราะ) สงสัยฉันเองก็คงจะเป็นแบบนั้นเหมือนกันนะ”

―ทางเราทำข่าวเมมเบอร์ที่จบการศึกษามาหลายคนแล้วนะครับ แต่ไม่มีใครร้องไห้ระหว่างการสัมภาษณ์เลยสักคนเดียว

“คงรู้สึกสดชื่นกกว่าที่คิดล่ะมั้งคะ ถ้าคิดจะออกจากวงการบันเทิงมันก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ฉันยังอยู่ในวงการนี้ แล้วก็มีเรื่องที่อยากทำข้างนอกนี้ด้วย เขาพูดกันบ่อย ๆ ว่า การจบการศึกษาคือบทที่สองของชีวิต แต่ฉันคิดว่ามันก็คือสิ่งเดียวกันในเรื่องการแสดงออกถึงตัวตนของตัวเองนั่นแหละนะคะ การร้องการเต้นก็เป็นการแสดงออก งานแสดงก็เป็นการแสดงออก เพราะฉะนั้น ฉันก็เลยคิดว่ามันก็เหมือนกันนั่นแหละ”

―จนถึงตอนนี้ คุณก็ส่งเมมเบอร์จบการศึกษามามากมายแล้ว ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้างครับ?

“ก็เคยคิดว่าน่าเสียดายเหมือนกันนะคะ แต่ก็เคยรู้สึกเหมือนกันว่า คนคนนี้จะต้องกลับมายังวงการนี้อีกแน่นอน
ส่วนคนที่จะไม่กลับมาก็จะรู้ในทันใดนั้นเลยล่ะค่ะ บรรยากาศจะต่างกัน”

―ต่างกันยังไงเหรอครับ?

“มีคำที่อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมการละครสมัยม.ปลายเคยบอกกับฉัน จนตอนนี้ฉันก็ยังจำได้อยู่เลยนะคะ พอฉันไปแจ้งข่าวว่าฉันผ่านออดิชั่น SKE48 แล้ว เขาก็บอกฉันว่า “พอโดนสปอร์ตไลท์สาดส่องเข้าครั้งหนึ่ง ก็จะรู้สึกดีจนก้าวลงจากเวทีไม่ได้อีกแล้วนะ แค่เรื่องนี้เท่านั้น จงจำไว้ให้ดีล่ะ” ก็จริงที่เมื่อโดนสปอร์ตไลท์สาดส่องแล้วทำให้รู้สึกดีนะคะ คนคนนั้นจะอาบแสงสปอร์ตไลท์เป็นครั้งสุดท้ายในโคเอ็นจบการศึกษา พอฉันได้มองเขาจากข้างหลังแล้วก็จะรู้สึกแบบนั้นขึ้นมาเองน่ะค่ะ เจ้าตัวก็คงจะลิ้มรสแสงสปอร์ตไลท์นั้นพลางตระหนักขึ้นมาได้เหมือนกัน ว่า
“อยากจะให้ครั้งนี้เป็นแสงสปอร์ตไลท์ครั้งสุดท้ายจริง ๆ หรือว่า…” อะไรทำนองนี้ล่ะค่ะ”

―เหตุผลที่จบการศึกษา ต่างคนก็ต่างกันนะครับ แต่มีความรู้สึกแบบไหนขึ้นมาถึงได้เลือกที่จะจบการศึกษาเหรอครับ?

“ยูกะจังกับเน่ซังเคยพูดเอาไว้นะคะว่า มีเสี้ยววินาที่จะคิดขึ้นว่า “อ๊ะ ฉันจะจบการศึกษาแล้ว!” ฉันเคยคิดว่าเรื่องแบบนั้นมันก็แค่คำเล่าลือนั่นแหละ แต่มันเป็นจริงตามนั้นเลยนะคะ ในกรณีของฉัน ก็เป็นเพราะฉันทำทุกอย่างใน SKE48 มาจนหมดแล้ว ก็เลยมีความคิดว่า “ควรไปยังเวทีต่อไปได้แล้วนะ” ขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ ซึ่งเรื่องนี้เป็นความรู้สึกในใจที่เป็นธรรมชาติมากจริง ๆ เพราะในกรณีของฉันเอง ก็มีเสี้ยววินาทีที่ทำให้รู้สึกตัวว่า “ฉันจะจบการศึกษาแล้ว!” มาเยือนเหมือนกัน”

―ถ้ามองจากมุมมองของคนนอกแล้ว ก็ชวนให้จินตนาการว่า คุณเลือกทางเลือกที่จะจบการศึกษามากกว่าหรือเปล่า ส่วนตัวแล้วคิดยังไงบ้างครับ?

“ก็อาจใช่นะคะ เป็นความรู้สึกเหมือนตอนเดินไปตามถนน แล้ววูบนึกขึ้นมาได้ อารมณ์ประมาณว่า “ข้าวเย็นวันนี้จะกินอะไรดีนะ จริงสิ กินOOแล้วกัน” ถ้าแฟน ๆ ได้ยินเข้า พวกเค้าคงจะช็อคน่าดูเลยล่ะค่ะ (หัวเราะ)”

―ช็อคน่าดูเลยล่ะครับ (หัวเราะ)

“ฉันคิดว่าเป็นเรื่องของวัยด้วยเหมือนกันนะคะ ฉันใช้ชีวิตอยู่แต่ในกรุ๊ป 48 มาเป็นเวลาหลายปีตั้งแต่เข้าวงมา
ก็ไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นมาก่อนเลย จนกระทั่งได้ทำงานเดี่ยวนั่นแหละค่ะ พอได้พบเจอกับสตาฟฟ์และดาราคนอื่น ๆ ในงานโทรทัศน์ งานภาพยนตร์มากเข้า ก็มีหลายครั้งที่ฉันตระหนักได้ว่าเรื่องที่ฉันเคยคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดามาตลอด แต่จริง ๆ มันไม่ใช่นะ ตั้งแต่นั้นมา ฉันก็สามารถมองสรรพสิ่งด้วยมุมมองของคนนอกขึ้นมาได้”


 ―สิ่งสุดท้ายที่ไอดอลมัตสึอิ เรนะจะกล่าวถึง?
ทฤษฎีไอดอล “ช่องโหว่คือสิ่งสำคัญ” ―


―ถ้าพูดถึงเรื่องโลกภายนอกแล้ว เรนะซังเองก็เป็นแฟนคลับของไอดอลเหมือนกัน
เวลาดูคอนเสิร์ตของไอดอลวงอื่นแล้ว จะดูอะไรตรงไหนบ้างครับ?

“คงเป็นความรู้สึกในแวบแรกน่ะค่ะ ฉันคิดว่าความรู้สึกนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ๆ เลยทีเดียว
แล้วก็ให้น้ำหนักที่ความรับผิดชอบของแต่ละคนด้วย”

―ความรับผิดชอบ?

“ยิ่งวงมีคนน้อยเท่าไร เมมเบอร์ก็ยิ่งต้องแบกรับความรับผิดชอบเอาไว้มากขึ้นเท่านั้นใช่มั้ยล่ะคะ
เพราะแบบนั้นเอง ความรู้สึกร้อนแรงที่สื่อมาว่า “ฉันจะต้องพยายามตรงจุดนี้ให้ได้!” ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ความมุ่งมั่นอยากจะไปในที่ซึ่งเป็นเป้าหมายก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นด้วย”

―ดูจะชอบอะไรแบบนี้นะครับ

“ก็เพราะตรงจุดนั้นมันจะมีช่องโหว่อยู่ไงล่ะคะ ทุกคนเป็นแค่เหล่าเด็กสาวอายุน้อย ก็เลยมีบ้างที่ร้องเพลงได้ไม่ค่อยดี เต้นพลาดบ้างอะไรบ้าง แต่ในครั้งถัดไปที่ไปดู พวกเธอก็จะร้องเพลงเก่งขึ้น ฉันรู้สึกสนุกกับการเฝ้ามองพัฒนาการแบบนั้นจนแทบทนไม่ไหวเลยล่ะค่ะ”

―พอฟังที่พูดแล้ว เรนะซังเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกันไม่ใช่เหรอครับ?

“ฉันไม่ได้เป็นแบบนั้นหรอกค่ะ”

―แต่ในโคเอ็นครั้งแรกเมื่อเจ็ดปีก่อน คุณก็อยู่แถวหลังสุด ตรงมุมที่แทบจะโดนเสาบดบังไม่ใช่เหรอครับ

“กระทั่งตอนนี้ฉันก็ไม่ได้เต้นเก่งขึ้นเลยนะคะ (หัวเราะ) แต่เป็นเพราะฉันชอบไอดอลมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
ฉันก็เลยคุ้นเคยกับการแยกแยะอะไรหลายอย่าง ส่วนใหญ่ทุกคนจะคิดว่า “ฉันชอบดูเด็กน่ารัก ๆ ก็เลยมาชอบไอดอล” แต่มันไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียวหรอกนะคะ ฉันชอบเด็กน่ารัก ๆ ที่มีช่องโหว่มากกว่า ตามที่ฉันคิด
สิ่งสำคัญสำหรับไอดอลก็คือ จุดที่ไม่มีใครเห็นช่องโหว่นั้นนั่นแหละ ถ้ามีจุดที่ไม่มีใครมองเห็น แฟน ๆ ก็จะพากันจินตนาการถึงจุดนั้นไงคะ ว่าจริง ๆ แล้วเด็กคนนี้อาจจะเป็นคนแบบนี้ ๆ ก็ได้นะ แล้วทีนี้แฟน ๆ ก็จะเริ่มจดจ่ออยู่กับเด็กคนนั้น การมีจุดที่ทำให้พัวพันได้คือสิ่งสำคัญนะคะ”

―มาเอดะ อัตสึโกะซังเองก็เป็นคนประเภทนั้นเหมือนกันสินะครับ

“นั่นสิคะ อย่างพารูรุ (ชิมาซากิ ฮารุกะ) เอง ก็ใกล้เคียงอยู่เหมือนกัน เพราะไม่เข้าใจตัวตนของเธอนั่นแหละ
ก็เลยยิ่งทำให้อยากรู้จักเธอมากขึ้นไปอีก ถ้าพูดถึงโนกิซากะ 46 แล้ว นาจัง (นิชิโนะ นานาเสะ) ก็เป็นคนแบบนี้นะคะ
สาเหตุที่ทำให้ฉันชอบริโอตง (วาตานาเบะ ริโอะ) วง BABYRAIDS JAPAN ก็เป็นเพราะเหตุผลนั้นเหมือนกันค่ะ
BABYMETAL ก็เป็นวงที่มีปริศนาอยู่เพียบเลยใช่มั้ยล่ะคะ มันจะชวนให้นึกสนใจขึ้นมาน่ะค่ะ”

―SKE48 อาจจะมีคนประเภทนั้นน้อยนะครับ

“ทาคาอิ ทสึกินะที่จบการศึกษาไปแล้วก็เป็นคนแบบนี้นะคะ เธอเต้นไม่เก่งเท่าไร แค่การเคลื่อนตัวไปด้านข้าง 2 สเต็ปเธอก็ยังเต้นไม่ได้ เป็นเมมเบอร์ที่อ่อนเรื่องการเต้นมากที่สุดเท่าที่ฉันเคยพบมาเลยล่ะค่ะ แต่ทสึกินะกลับเป็นเมมเบอร์ที่ได้ยืนอยู่แถวหน้าของโคเอ็นครั้งแรกเลยนะคะ แฟน ๆ เองก็ให้การยอมรับด้วย ทสึกินะแสดงให้ทุกคนเห็นถึงความพยายามสุดความสามารถจนกระทั่งเก่งขึ้นเรื่อย ๆ จุดนั้นแหละที่มีเสน่ห์มาก ถึงยังไงก็ต้องมีความเป็นมืออาชีพและเต้นให้ได้ก็จริง แต่สำหรับแฟน ๆ แล้ว ต่อให้ไอดอลจะเต้นไม่ได้ แต่การได้เฝ้ามองระดับพัฒนาการก็เป็นสิ่งสำคัญมากเหมือนกัน”


―ความทรงจำกับอาจารย์อากิโมโตะที่สามารถบอกเล่าได้ในตอนก่อนจะจบการศึกษาอย่างเช่นตอนนี้
“คดีหอยเป๋าฮื้อ” คืออะไรกันแน่?―


―มาเปลี่ยนหัวข้อกันดีกว่าครับ อยากถามเกี่ยวกับความทรงจำในช่วงระยะเวลา 7 ปีนี้
ช่วยยกตัวอย่างความทรงจำที่ติดค้างอยู่ในใจได้มั้ยครับ?

“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฉันไม่เคยเล่าที่ไหนเลยนะคะ แต่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว SKE48 ไม่ได้รับอนุญาตให้เล่นทัวร์ซะที
พวกเราสามคน มีฉัน ชูริ (ทาคายานางิ อากาเนะ) แล้วก็ยูกะจังได้ร่วมรับประทานอาหารกับอากิโมโตะซังแล้วก็เหล่าสตาฟฟ์ค่ะ ทีนี้ ฉันก็เลยบอกไปว่า ฉันอยากเล่นทัวร์ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบที่คาดหวังได้เท่าไร ฉันจึงรู้สึกเจ็บปวดกับเรื่องนี้มาก จนนั่งร้องไห้จ้องอากิโมโตะซังเงียบ ๆ ไม่ยอมกินสเต็กหอยเป๋าฮื้อราคาแพงระยับที่อยู่ตรงหน้า
เอาแต่คิดว่าทำไมเขาถึงไม่ยอมเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดบ้างเลยนะ เมมเบอร์คนอื่นก็กินเนื้อ กินของหวานกันไปค่ะ มีแต่ฉันนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว”

―ต่อต้านด้วยน้ำตาปราศโดยปราศจากคำพูดสินะครับ

“ใช่ค่ะ แล้วมื้ออาหารก็จบลงทั้งแบบนั้นนั่นแหละ วันต่อมา อาจารย์อากิโมโตะก็เอาเรื่องนี้ไปพูดกับสตาฟฟ์หลายคนว่า “เรนะดื้อจริง ๆ นะ เอาแต่ร้องไห้ไม่ยอมกินหอยเป๋าฮื้อเลย” (หัวเราะ)”

―มีเรื่องแบบนี้ด้วยสินะครับ แต่ทางเราก็คิดว่า เรนะซังเป็นลีดเดอร์ที่แท้จริงของ SKE48 มาตั้งแต่ 3 ปีก่อนแล้วล่ะครับ เข้าใจแล้วว่าคุณพยายามนำพากรุ๊ปให้เดินหน้าต่อไปยังไง เหมือนเราจะได้เห็นตอนที่คุณพูดคุยกับสตาฟฟ์อยู่บ่อยครั้งเหมือนกัน

“ถ้าพวกเรามีเรื่องอะไรที่อยากจะบอก ก็ต้องมีการพูดคุยสื่อสารกับสตาฟฟ์ให้มากขึ้นค่ะ ว่าอยากจะจัดคอนเสิร์ตแบบไหน อยากทำให้ SKE48 เป็นยังไงต่อไป ถ้ามัวแต่เกรงใจ อะไรก็ไม่มีวันเริ่มต้น”

―ในสปีชงานเลือกตั้งเมื่อปีที่แล้ว เห็นคุณประกาศไปว่า “จะจัดทัวร์คอนเสิร์ตค่ะ” แล้วข้อเท็จจริงล่ะครับ?

“ฉันพูดไปเองโดยพลการค่ะ (หัวเราะ) จริง ๆ ฉันตั้งใจจะพูดว่า “ฉันอยากเล่นทัวร์ให้ได้ภายในปีนี้”
ปากก็ดันหลุดพูดออกไปว่า “จะจัดทัวร์” เฉยเลย พอดี ฉันคิดว่างานเลือกตั้งปีที่แล้วคงจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วล่ะ ก็เลยตั้งใจจะเหลืออะไรทิ้งไว้บ้าง”

―จะเป็นเพราะคำประกาศนั้นหรือเปล่าก็ไม่ทราบนะครับ แต่หลังจากนั้นก็มีการเริ่มทัวร์ขึ้นจริง ๆ บรรยากาศในกรุ๊ปก็ดีขึ้นด้วย

“นั่นสิคะ หลังจากนาโกย่าโดม ก็รู้สึกเหมือน SKE48 สะสมประสบการณ์ผ่านร่างกายมากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ
ยังไงซะ การเล่นไลฟ์ก็สำคัญสำหรับการเป็นไอดอลจริง ๆ นั่นแหละ”

―ทางเราคิดว่า ลูกพี่ของ SKE48 ก็คือคุณนี่แหละครับ

“ลูกพี่ของวงต้องเป็นจูรินะไม่ใช่เหรอคะ?”

―แต่แฟน ๆ เองก็น่าจะรับรู้ได้ว่าคุณทำงานอย่างหนักเพื่อ SKE48 นะครับ

“ความคิดที่อยากจะทำให้ SKE48 ดียิ่งขึ้นไปอีกมันเชื่อมโยงเข้ากับการกระทำน่ะค่ะ
แต่ยังไงซะ ลูกพี่ของวงก็คือจูรินะนั่นแหละนะคะ ฉันขอเป็นคนชักใยอยู่เบื้องหลังดีกว่า (หัวเราะ)”


―สิ่งที่เรนะผู้มุ่งเป้าจะเป็นผู้สวมบทบาทมิใช่นักแสดงหญิงยึดมั่นอยู่คืออะไร
อนาคตใดที่ฉันจดจ้องเอาไว้?―


―สุดท้ายแล้ว จะขอถามในเรื่องนี้นะครับ คุณแสดงออกว่าฝันอยากจะเป็นผู้สวมบทบาทในงานแสดงมาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว ทำไมถึงใช้คำว่าผู้สวมบทบาทไม่ใช่นักแสดงหญิงล่ะครับ

“เพราะฉันอยากเป็นคนที่สามารถแสดงได้หลายบทบาทน่ะค่ะ ในความคิดฉัน เมื่อพูดถึงนักแสดงหญิงแล้ว
จะให้ภาพลักษณ์ของคนที่เปล่งประกายวิบวับ ซึ่งต่างจากสิ่งที่ฉันอยากเป็นค่ะ ฉันก็แค่อยากทำงานแสดงเท่านั้นเอง”

―เหตุที่ทำให้มุ่งเป้าจะเป็นผู้สวมบทบาทคือ?

“ฉันไม่ได้อยากโดดเด่นสะดุดตาใครหรอกนะคะ แต่เพราะฉันชอบการแสดงออกถึงตัวตนของตัวเองมาก
อยากให้คนอื่นรู้จักความเป็นตัวฉัน อยากทำให้สิ่งที่อยู่ภายในตัวเองกลายเป็นรูปร่างขึ้นมา ความรู้สึกเหล่านี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มาตั้งแต่ตอนเป็นเด็กแล้วล่ะค่ะ ฉันเคยเป็นเด็กที่ชอบการเขียนเรียงความแล้วก็งานแสดงละครเวทีโรงเรียนมาก่อนค่ะ เพราะงั้น ก็เลยคิดลอย ๆ มาตลอดว่าตัวเองคงจะทำงานปกติแบบคนอื่นไม่ได้หรอกมั้ง
มีวันหนึ่ง ฉันก็ได้ดู DVD ละครเวทีเรื่อง “OKEPI” (บท – อำนวยการสร้าง/มิทานิ โคกิ) ที่แม่มีอยู่ ฉันก็เลยเริ่มคิดว่าการแสดงน่าสนุกจัง ฉันเองก็อยากลองเล่นบ้างเหมือนกัน นั่นเป็นเรื่องสมัยม.ต้นน่ะค่ะ”

―ได้รับอิทธิพลจากคุณแม่สินะครับ

“แม่ชอบดูละครเวทีทาคาระสึกะมากน่ะค่ะ เป็นแฟนตัวยงของอามามิ ยูกิซังเชียวล่ะ
ในเรื่อง OKEPI นั้น อามามิซังก็ร่วมแสดงด้วย แม่ก็เลยมีดีวีดีเรื่องนั้นน่ะค่ะ”

―นักแสดงที่ใกล้เคียงกับอุดมคติคือใครครับ?

“อาโออิ ยูซัง ไม่ว่าจะแสดงในบทไหน เธอก็แสดงแยกบทบาทได้สุดยอดไปเลยล่ะค่ะ นิไคโด ฟุมิจังก็เจ๋งมากนะคะ”

―ทางเราได้ดูภาพยนตร์เรื่อง “gift” ที่คุณแสดงร่วมกับเอนโด้ เคนอิจิซังแล้วนะครับ
สุดยอดไปเลยนะครับ มีพลังสื่อส่งออกจากอีกฟากของจอเลยทีเดียว

“ดีใจที่ได้ยินความคิดเห็นแบบนี้นะคะ เรื่องนี้เป็นหนังที่มีฉากของคนสองเยอะ เอนโด้ซังก็แสดงแบบดึงพลังออกมาใช้เต็มที่ด้วยค่ะ ฉันก็เลยได้เรียนรู้ว่า การแสดงก็คือการเล่นรับส่งลูกเบสบอลดี ๆ นี่เอง สิ่งที่ทำให้ฉันคิดว่าภาพยนตร์มีความน่าสนใจก็คือ จริง ๆ ก็ขึ้นกับวิธีการถ่ายด้วยน่ะแหละนะคะ แต่เรื่อง gift มีการถ่ายแบบลองเทคเพิ่มขึ้นเยอะมากในระหว่างการถ่ายทำค่ะ พอเป็นแบบนี้แล้ว เราก็จะสามารถสื่ออารมณ์ออกไปได้ในท่วงทำนองเดียวไม่มีขาดตอน ถ้าในความหมายนี้ ฉันก็เลยตระหนักได้ว่า ทั้งภาพยนตร์ ทั้งละครเวทีเป็นสิ่งเดียวกันนั่นเองแหละ”

―จิตสำนึกที่บอกว่า จะยอมแพ้เอนโด้ซังไม่ได้นะ ได้ผลิขึ้นมาในใจบ้างหรือเปล่าครับ?

“มีนะคะ แต่จะเรียกว่าแพ้ไม่ได้ก็ไม่เชิง เป็นเพราะตัวละครที่ฉันแสดงมีคาแรคเตอร์เป็นคนแข็ง ๆ รุนแรง
ก็เลยมีหลายส่วนที่ได้รับการช่วยเหลือจากเขาค่ะ”

―ละครเวทีเมื่อเดือนพ.ค. “โรงเรียนมาจิสึกะ ~เกียวโต ทัศนศึกษาคาวเลือด~”
ก็สุดยอดมากเลยนะครับ สัมผัสได้ถึงตัวตนของคุณอย่างท่วมท้นเลยจริง ๆ

“ฉันสวมบทนั้นในแบบของตัวเองน่ะค่ะ เรามีห้องพักเดียวใช้ร่วมกับเมมเบอร์คนอื่นๆ
แต่ฉันแทบจะไม่พูดจากับใครเลยเพราะต้องการทำให้ตัวเองเข้าถึงบทบาทได้อย่างหมดจด
พอถึงเวลา 30 นาทีก่อนเริ่มแสดง ฉันก็จะออกมาจากห้องพัก แล้วก็เช็คบท ซ้อมออกเสียงอยู่คนเดียว”

―ทำถึงขนาดนั้นเชียวนะครับ

“ถึงปกติฉันแทบจะไม่ได้คุยกับเมมเบอร์ AKB48 อยู่แล้วก็เถอะนะคะ (หัวเราะ)”

―นอกจากในที่ทำงานของ SKE ก็จะเป็นคนไม่ค่อยพูดเหรอครับ?

“นิสัยดั้งเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยค่ะ ใช้ชีวิตไปตามใจของตัวเอง
แต่ถ้ามีคนทัก ฉันก็จะพูดด้วยนะคะ ฉันแค่ไม่ถนัดการชวนคนอื่นคุยเท่านั้นเอง”

―ด้วยนิสัยแบบนี้ ไม่ทำให้นึกกลัวการจะกระโจนไปยังโลกแห่งภาพยนตร์หรือรายการวาไรตี้บ้างเหรอครับ?

“ก็มีเรื่องที่ทำให้ลำบากใจอยู่เหมือนกันล่ะมั้งคะ โดยเฉพาะรายการวาไรตี้
ช่วงเวลาที่ต้องรออยู่ในห้องรับรองกับผู้ร่วมรายการคนอื่น ๆ นั่นแหละค่ะ ที่ฉันไม่ถูกโรคด้วยที่สุดเลย (หัวเราะ)”

―ช่วงนี้มีงานที่เกี่ยวข้องกับรถไฟเพิ่มขึ้นมา ได้ออกรายการทีวีหลายช่องเลยนะครับ

“จนถึงตอนนี้ ฉันได้รับเชิญไปร่วมรายการในฐานะไอดอล มัตสึอิ เรนะค่ะ ผู้ร่วมรายการคนอื่น ๆ ก็จะปฏิบัติต่อฉันว่าเป็น “เด็กน่ารักคนหนึ่ง” แต่พอเป็นรายการที่เกี่ยวกับรถไฟ คนอื่นก็จะปฏิบัติต่อฉันในฐานะ “คนที่ชอบรถไฟ” เลยรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยล่ะค่ะ ที่ได้เป็นตัวของตัวเองจริงๆ (หัวเราะ) แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่ฉันอยากจะทำจริง ๆ ก็คือการทำงานแสดงนั่นแหละ”

―ต้องเป็นผู้สวมบทบาทแบบไหนที่ตัวเองจะสามารถพอใจได้ครับ?

“ฉันว่าความพอใจคงไม่มีวันเกิดขึ้นตลอดกาลค่ะ แต่คนเรา เวลาคุยกันเรื่องหนัง เรื่องละคร
ก็จะมีคำพูดประเภท “OOซังแสดงด้วยนะ มันต้องสนุกแหง ๆ เลย” อะไรแบบนี้อยู่เหมือนกันใช่มั้ยล่ะคะ
ถ้าฉันเป็นผู้สวมบทบาทได้แบบนั้น นั่นแหละคือของจริง เป็นเพราะคนเรามีความเชื่อมั่นต่อตัวผู้แสดงคนนั้นไงล่ะคะ”

―เช่นนั้น ขอเป็นคำถามสุดท้ายจริง ๆ แล้วล่ะครับ ช่วยบอกเล่าความทรงจำที่มีกับนิตยสารเล่มนี้หน่อยนะครับ

“ตอนที่ฉันได้ขึ้นปก B.L.T.ซัง ฉันดีใจมากจริง ๆ นะคะ ตอนได้เห็นนิตยสารเรียงกันตามร้านหนังสือฉันก็ประทับใจสุด ๆ เลยค่ะ (หัวเราะ) ฉบับที่หน้าปกจะเปลี่ยนไปตามพื้นที่จำหน่ายยังมีอยู่ที่บ้านฉันเลยนะคะ แม่ฉันเป็นคนประเภทที่จะเก็บ ๆ มาให้หมดก่อน ตอนนี้ห้องนอนฉันเลยกลายเป็นห้องเก็บเอกสารข้อมูลเรนะไปแล้วล่ะค่ะ (หัวเราะ)
ในสายตาของคนชอบไอดอลอย่างฉัน การได้ลง B.L.T. เป็นเรื่องที่น่าดีใจมาก ๆ เลยนะคะ ระยะเวลา 7 ปีนี้
ฉันได้รับความดูแลมาเป็นอย่างดีจริง ๆ ค่ะ ต่อจากนี้ก็ขอฝากตัวในสถานที่อื่นด้วยนะคะ”

―ขอบคุณมากครับ จากนี้ก็ขอให้เราได้เฝ้ามองพัฒนาการของคุณต่อไปด้วยเช่นกันนะครับ!


B.L.T ฉบับเดือนกันยายน 2015
https://twishort.com/3bJic

 

Advertisements