เอาเอนทรี่หาสาระไม่ค่อยได้มาคั่นก่อน ช่วงนี้ใช้แรงงานสมองหนักมาก หมดแรงจะคิดไอเดียในหัวข้ออื่น (ซึ่งวัตถุดิบยังดองกองเต็มไปหมด) 555555

คือว่า…. อย่างที่เขียนในเอนทรี่สองอันก่อนหน้านี้ว่าไปงานอีเวนท์ของมัตเระ แล้วก็ได้ไปงานจับมือเดี่ยวของSKE48มาด้วย

วันนั้นเป็นวันเสาร์ อีเวนท์มัตเระเลิกเย็น ๆ ก็กลับมาหาข้าวกินสงบจิตสงบใจหลังจากไปพบปะเรนะซวังงงงงในระดับใกล้ชิดมา จากนั้นไม่มีอะไรทำต่อเลยกลับห้องเพราะมันมืดล้ะ หนาวอีก (นี่คือประเด็น…TvT) แต่ขณะที่กำลังดูดน้ำกล้วยดูทีวี ก็หันไปเจอกล่องซีดีที่ได้มาพร้อมบัตรจับมือเนี่ย

1

คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่าคนเราจะต้องการซีดีเหมือนเป๊ะ ๆ ตั้งสิบห้าแผ่นไปทำไมนะ เกินความต้องการของชีวิต คิดเหม่อ ๆ ว่าจะจัดการยังไงกับกองซีดีพวกนี้ดี ขนกลับบ้าน?  ก็ได้หรอก แต่สุดท้ายมันก็จะกองทิ้งไว้เฉยๆ อยู่ดี อืออออ งั้นเอาไปขายเหรอ ก็มีร้านรับซื้ออะไรงี้อยู่เยอะแยะอะนะ

แต่ว่านะ…มันก็ไม่กี่ตังค์เองเนาะ ไม่คุ้มแรงแบกไปขายอะ เรามันติ่งไฮคลาส สะบัดบ๊อบ

จ้องแผ่น Love Crescendo สักพัก เราก็คิดได้ว่า ถึงที่นี่จะเป็นนาโกย่าก็จริง แต่คงจะมีคนอีกเยอะแยะที่ไม่รู้จัก SKE48 หรือเคยฟังเพลงอย่างจริงจัง ราคาซีดี 1 แผ่นเมื่อเทียบกับค่าครองชีพคนญี่ปุ่นก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรที่จะซื้อหรอกนะ แต่ใครจะซื้อของที่ตัวเองคิดว่าตัวเองไม่ต้องการล่ะ เนอะ ของบางอย่างให้ฟรียังไม่อยากได้ก็มี

ถ้าเราทำให้ใครสักคนรู้สึกสนใจ SKE48 ขึ้นมาได้ล่ะ?
ไม่ต้องถึงกับเป็นแฟนคลับก็ได้ แต่แค่รับรู้ถึงตัวตนของพวกเค้าก็พอ

ทุกอย่างมันมีจุดเริ่มต้นมาจากความสนใจเล็กน้อยทั้งนั้นแหละ

ความคิดก็แล่นปรู๊ดดดด….. น่าเสียดายที่ไม่ใช่คนใสซื่อ (แม้พ่อแม่อาจจะพยายามเลี้ยงให้เป็นแบบนั้นก็ตาม….TvT ) ทำอะไรโดยไม่เล็งผลประโยชน์น่ะนะ แน่สิ ก็เรามันพวกสายมารนี่นา ยักไหล่

ปกติเวลาเดินทางไปตปท.จะพกปากกาเมจิคสีแดงกับกรรไกรอันเล็กเอาไว้เผื่อฉุกเฉินใด ๆ ก็ตามอยู่แล้ว ก็เอามาตัดแต่งกล่องปณ. จากนั้นก็เอาเมจิคเขียนลงไปตัวเบ้ง ๆ

IMG_20151212_175216.jpg

เราก็จะได้กล่องแจกของงาม ๆ ล้าววววววววววววว \0/

จากนั้นเราก็มาคิดว่าเราควรจะเอาไปแจกตรงที่มีคนเยอะ ๆ คนชุกชุม ตรงที่ที่จะได้รับความสนใจมากที่สุด ตอนนั้นเป็นเวลาประมาณ 6 โมงเย็นแล้วล่ะ เราก็คิดว่าไม่มีที่ใดเหมาะไปกว่าที่ “สถานีนาโกย่า” อีกแล้ว

ความจริง “สถานีซาคาเอะ” ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกนะ แต่ว่าแถวนั้นจะเป็นคนที่รู้จัก SKE48 อยู่เยอะแล้วล่ะมั้ง เราก็ไม่อยากไปซ้ำ จะไปแจกซีดีให้แฟนคลับกันเองทำไม ไปซื้อเองไป๊!! 55555555555555

จงใจเลือกเอาที่ที่มีคนหลายช่วงอายุเดินผ่านไปมาอย่างสถานีนาโกย่าน่าจะเพิ่มเปอร์เซ็นต์การรู้จักได้มากกว่า

ใส่โค้ทและผ้าพันคอเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึก เดินหอบกล่องฝ่าลมหนาวไปยังสถานีนาโกย่าที่มีคนพลุกพล่านแทบตลอดเวลา ตอนแรกเราก็หวั่น ๆ ว่าเราจะสามารถยืนแจกได้รึเปล่า แบบ ไม่ได้ขออนุญาตสถานที่ก่อนอะไรงี้ โดยเฉพาะแถวสถานีรถไฟ แค่การนั่งบนพื้นแถวทางเดิน นายสถานีก็จะรีบมาเป่านกหวีดไล่แล้วนะ อะไรที่จะก่อให้เกิดการกีดขวางการสัญจร พวกพี่เค้ากัดไม่ปล่อยเลยทีเดียว =_=

จริง ๆ มีอีกประสบการณ์หนึ่งสมัยมาเป็นนักเรียนกะเหรี่ยงที่เกาะใหม่ ๆ ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร ปั่นจักรยานจะไปห้างนี่แหละ แต่ดันจำทางไม่ได้เลยต้องเปิดแมพในมือถือดูไปตลอดทาง ก็ปั่น ๆ โอ้ วันนี้อากาศดีจังมุ้งมิ้งไปเรื่อย  จากนั้นก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดังไล่หลังมา

“เฮ้ยยยย หยุดดด จักรยานคันนั้นน่ะ หยุดดดดด!

นี่ก็สะดุ้ง ไรวะ เลยรีบหยุดแล้วหันไปมอง

ตำรวจข่าาาาาา ตำรวจขี่มอไซค์ไล่กวดจักรยานอินี่………TvT

จากนั้นก็โดนตำรวจสวด ๆ ๆ ๆ ว่าเค้าห้ามขี่จักรยานเล่นมือถือ มันอันตราย รู้ม๊ายยยยย  อินี่ก็จิเป็นลม เพิ่งมาเหยียบเกาะไม่ถึงเดือน นี่ชั้นจะโดนรายงานไปมหาลัยมั้ย จากมหาลัยญี่ปุ่นก็รายงานไปยังอาจารย์มหาลัยที่ไทยอีก จะซวยซ้ำซวยซ้อนโดนด่าหลายทอดมาก 55555555555

แต่เป็นความผิดครั้งแรก แถมตำรวจก็เห็นว่าอินี่มันกะเหรี่ยงแบ๊ะๆ อะนะคงไม่รู้เรื่อง เลยแค่เขียนบันทึกตักเตือนไว้เฉย ๆ ไม่ต้องมีค่าปรับหรือโดนริบจักรยานใด ๆ

ตั้งแต่นั้นมา แล้วก็อีกหลาย ๆ เหตุการณ์ (ยังมีอีกเรอะ…) ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราจะดูถูกการรักษาระเบียบของประเทศญี่ปุ่นไม่ได้เลยนะ เรื่องแค่นิดเดียวของบ้านเรา ถ้าไปทำที่บ้านเค้าอาจจะต้องนั่งเขียนรายงานสำนึกผิดก็ได้

เราก็เลยติดนิสัยไม่เคยเดินข้ามถนนตอนที่สัญญาณเป็นสีแดง ต่อให้ตอนนั้นจะไม่มีรถผ่านก็เถอะ…..=_= ก็พยายามรักษากฎเท่าที่จะทำได้เพื่อไม่ทำให้คนรอบข้างต้องเดือดร้อน (จริงๆก็เลือกเหมือนกันแหละว่าจะทำอันไหน….. บางอันมันก็เวิ่นเว้อไปอ่ะนะ)


 

อ่ะ กลับมาเรื่องแจกซีดี เราตัดสินใจเลือกที่ยืนแจกอยู่ใกล้กับทางลงรถไฟเมโทรติดด้านถนนใหญ่ ดูๆแล้วก็ไม่ได้เกะกะใคร น่าจะได้อยู่ ซึ่งทางขวามือจะเป็นทางออกหลักของสถานีนาโกย่า คนจะเดินจากตรงนั้นผ่านมาทางเราเยอะมาก ๆ

แต่ว่านะ การยืนถือกล่องเฉย ๆ มันไม่ทำให้คนสนใจเราหรอก โดยเฉพาะยุคสมาร์ทโฟนเนี่ย =_= ดีนะเคยรับจ็อบยืนแจกขนมมันจูมาก่อน เราก็เลยพอรู้ว่าคนญี่ปุ่นเค้าจะตอบสนองต่อของฟรีแบบไหน

ไม่ใช่พวกเค้าไม่อยากได้นะ จริงๆแล้วพวกเค้าอยากได้ แต่พวกเค้าขี้อายก็เลยไม่กล้ามาขอรับตรง ๆ เราผู้เป็นคนแจกต้องพยายามตื๊อเล็กน้อยพอให้คนรับรู้สึกสบายใจที่จะรับและไม่รู้สึกถึงหนี้บุญคุณต่อสิ่งที่ได้รับไป

ทุกครั้งที่มีกลุ่มคนเดินข้ามสัญญาณไฟมา เราก็เลยต้องตะโกนไปเรื่อย ๆ ว่า

 

SKE ซิงเกิลค่า!!!!!!!!! แจกฟรีนะคะ!!!!!!!

SKEค่า!!!!!

“ซิงเกิลใหม่ของ SKEนะคะ!!!!!!

 

…ทุ่มเทมาก บางทีAKSควรจ่ายค่าพาร์ทไทม์ให้ชั้นนะ  5555555555555555

หลังจากร้องเรียกความสนใจจากชาวบ้านชาวช่องไปเรื่อย ๆ คนที่เดินทางผ่านไปผ่านมาก็มองกล่อง ซุบซิบกันไปตามประสา ก็มองด้วยความสนใจอ่ะนะไม่ได้มองแบบรังเกียจ …….TvT

ไม่นานเท่าที่คิด ก็มีผู้ชายวัยรุ่นคนนึงที่เดินผ่านมา แล้วหยุดยืนมอง เราก็ยื่นกล่องเข้าไปให้ใกล้ ๆ

“ถ้ายังไงก็รับไปสักแผ่นนะคะ ฟรีค่ะ ไม่เป็นไร”

“จ… จริงอะ ขอบคุณครับ”

แล้วก็เค้าหยิบซีดีไปแผ่นหนึ่ง มองปกพลิกดูปกหลังขณะเดินจากไป

ระหว่างนั้นเราบันทึกข้อมูลพวกเพศ อายุคร่าวๆ ท่าทางภายนอกของคนที่รับซีดีไปเอาไว้ในโน้ตหมด เพราะคิดว่าถ้าลองข้อมูลพวกนี้ไปวิเคราะห์ทีหลังอาจจะมีอะไรน่าสนใจออกมาก็ได้นะ ด้วยความรู้สึกเล่น ๆ น่ะไม่ได้จริงจัง 55555

จากนั้นก็มีลุงแก่ ๆ คนหนึ่งหยุดยืนมองกล่องในมือเรานิ่ง เราก็มองกลับ สังเกตท่าทีว่าสนใจของหรือแค่มองเฉย ๆ แล้วลุงก็เดินเข้ามาใกล้ ๆ หยิบซองบุหรี่ขึ้นมาก่อนโยนแหมะ…ลงในกล่องซีดี

นี่  “………..เอ่อ อะไรคะ”

ลุง “บุหรี่ไง…..”

นี่ “รู้แล้ว…. แต่หนูไม่ใช่ถังขยะค่ะ…..”  (หยิบซองส่งคืน)

ลุง “เฮ่ยยย เอาน่า” (ผลักกลับ)

นี่ “นี่ไม่ใช่กล่องขยะนะคะ!!!!!! แล้วหนูก็ไม่ใช่ถังขยะด้วย!!!!!” (เริ่มโมโหTvT)

ลุง (หัวเราะ) “ไม่ช่าย นี่ ๆ ยังมีบุหรี่อยู่ในซองนะ” (หยิบออกมาให้ดูมวนนึง)

นี่ “………..แต่หนูไม่สูบค่ะ เอากลับไปเหอะ” (ผลักคืน)

จากนั้นลุงก็เดินหัวเราะเมา ๆ ถือซองบุหรี่สีเขียวเดินลงบันไดเมโทรไป………

ถือว่าได้ปสกใหม่ที่….แรร์พอดูล่ะมั้ง…

 

เอาเถอะ ช่างหัวลุง เราต้องแจกซีดีต่อ!!! ทุกครั้งที่คนเดินผ่านก็จะส่งเสียงบอกว่านี่ซิงเกิล SKE นะ แจกฟรีนะ เห็นบางคนมองค้างก็ต้องรีบยื่นกล่องเข้าไปใกล้ ๆ เลย เผื่อเค้าจะอยากได้แต่ขี้อาย

ผู้รับรายที่สองเป็นผู้หญิงที่เดินมากับเพื่อนหญิงอีกคน

เราจำได้ว่าสองคนนี้เดินผ่านหน้าเราไปแล้วครั้งหนึ่ง แล้วที่วนกลับมาคือต้องเอาซีดีไม่ผิดแน่นอน 555555555555

เด็กสาว A : แจกฟรีเหรอคะ?

นี่ : ใช่ค่ะ เชิญหยิบได้เลย คนละแผ่นนะคะ

เด็กสาว A :  โห ….เจ๋งอะ

เด็กสาว B : จะดีเหรอคะ… (เกรงใจ)

นี่ : ไม่เป็นไรค่ะ เอาไปเลยๆ >_<

ทั้งคู่ก็หยิบไปคนละแผ่นแบบตื่นเต้น 5555555 วี้ดว้ายขอบคุณแล้วก็เดินจากไป

ระหว่างนั้นก็มีช่วงที่คนมองไปมองมา มองซุบซิบ ๆ เวลาที่เราบอกว่า SKE นะคะ งู้นงี้ ใครที่โดนเราสบตาเข้าก็จะยิ้มแหย ๆ แล้วพยักหน้าตอบ ก่อนเดินหนีอย่างไว……….orz ใครใจดีหน่อยก็ตอบรับอย่างขอไปทีว่า อื้อ ๆ น่ารักดีนะคะ แล้วก็เดินผ่านไป…….

อา….. ดีนะ เราใจกร้าน สายตาแค่นี้เอ๊ง ไม่เป็นไร๊ 5555555555555555555555555

จนมีป้าคนหนึ่ง ที่เราจำได้ว่า นางเดินผ่านหน้าเราไปแล้วรอบหนึ่งแน่ ๆ !!!!

ป้า : แจกซีดี SKE เหรอ?

นี่ : อ๊ะ รู้จักด้วยเหรอคะ!

ป้า : รู้ละเอียดเชียวล่ะ

นี่ : (ก็คิดว่าลูกสาวป้าคงชอบมั้ง) งั้นรับไปสักแผ่นมั้ยคะ?

ป้า : แล้วเรามายืนแจกแบบนี้ทำไมเหรอ?

นี่ : เอ๊ะ…?

ป้า : อ๊อ รู้แล้ว! ต้องเป็นพวกของเหลือแน่ ๆ เลยสิท่า (ทำท่าจะเดินหนี)

นี่ : ไม่ใช่นะคะ!!!!!!!!        (……วันนี้มันอะไรกันว้อยTvT)

ป้า : งั้นเรามาแจกแบบนี้ทำไม

นี่ :  ก็แค่อยากให้คนอื่น ๆ ได้รู้จัก SKE มากขึ้นเฉย ๆ …..

(พอเราพูดออกไปแบบนี้ ป้าก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปนิดหน่อย)

ป้า :  โอ้ เหรอ ๆ งั้นขอแผ่นนึงนะ

นี่ : (ยิ้ม) โอชิใครเหรอคะ?

ป้า : ในนี้อ่ะน้า…… ชอบราระจัง (มองปกซีดีแล้วก็ยิ้ม)

นี่ : อ๊า ราระจังก็น่ารักดีนะคะ

ป้า : แล้วเราชอบใครล่ะ

นี่ :  เอ่อ …..ในนี้ก็จูรินะจังแหละค่ะ -///- (จิ้มปก)

สัพเพเหระเล็กน้อย จากนั้นป้าก็เดินจากไปพร้อมแผ่นซีดี ไอ้เราก็เพิ่งนึกได้ว่าลืมถามว่าทำไมป้าถึงรู้จักละเอียดขนาดนี้ ระดับรู้จักราระจังนี่ต้องไม่ใช่คนทั่วไปที่เคยเห็นไอดอลผ่านจอทีวีเฉย ๆ แน่นอน =_= อืม

ไม่นานก็มีลุงตัวเล็ก ๆ คนนึงมาเรียก

ลุง “หนู ๆ ”

นี่ “ขา ว่าไงคะ” (กำลังดีใจว่า อุ้ยยมีคนแก่สนใจซีดีเยอะจัง>_<)

ลุง (กางแผนที่) “รู้จักตึกนี้มั้ย ลุงไปไม่ถูก”

นี่  “………………..ขอโทษค่ะ พอดีหนูไม่ใช่คนที่นี่ หนูก็ไม่รู้เหมือนกัน”

ลุง “อ้าวเรอะ เออๆ ไม่เป็นไรนะ”

แล้วก็เดินจากไป ไม่แม้แต่จะเหลือบมองกล่องเราสักปลายหางตา….

นี่ “…………..TvT”

 

ต่อจากนั้นก็เป็นกลุ่มเด็กผู้หญิงประมาณ 4-5 คน เดินมาหยุดมอง เราก็ส่งยิ้มกลับพร้อมยื่นกล่องให้ แล้วมีเด็กสาวคนนึงเดินแยกออกมาทำตาลอย ๆ เหมือนโดนมนต์ดำจากกล่องดูด…………

เด็กสาว C : เอ๊ะ SKE ?……แจกฟรี?

นี่ : ใช่ค่ะ หยิบไปได้เลยนะ

เด็กสาว C : เอ๊ะ… เอ๊ะ… (หันไปมองเพื่อนที่ยิ้มขำนางอยู่ข้างหลัง)

นี่ : …………….?

เด็กสาว C : งะ งั้นขอแผ่นหนึ่งนะคะ

นี่ : ขอบคุณค่า >_<

เด็กสาว C : นี่ซื้อมาเองเหรอคะ

นี่ : (พยักหน้า)

เด็กสาว C : โห สุดยอดอ่ะ …..

นี่ : ชอบ SKE เหรอคะ?

พอทักออกไปแบบนี้ ทันใดนั้น เด็กสาวก็สะดุ้ง เบิกตากว้าง

เด็กสาว C : รักที่สุดเลยล่ะค่ะ!!!!!!!!!!!!!!!!!         

(เสียงกลุ่มเพื่อนสาวของนางหัวเราะลั่น)

 

นี่ : อะ …เอ่อ ….เหรอคะ อื้อ…….

เด็กสาว C : ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆๆ ขอบคุณมากเลยนะคะะะ อ๊ายยยยย

นี่ : โอชิใครเหรอคะ?

เด็กสาว C : อื๊ออออออออออออออออออ (ลำบากใจขั้นสุด) ทุกคนเลย!!! เลือกไม่ได้ ชอบทุกคนเลยค่ะ!!!!!!!!!!!

นี่ : อื้อ ๆ…….

เด็กสาว C : ทุกคนน่ารักกันหมดเลยยยย อ๊ายยยยย ขอบคุณมากนะคะ

(แก๊งเพื่อนนางพากันผงกหัวขอโทษเราทีละคนสองคน แล้วก็พากันลากนางจากไป)

นี่ : (ขำ) ขอบคุณมากค่ะ 5555555 จากนี้ก็ขอฝาก SKE ด้วยนะคะ!!!! 555555555555555 (โค้ง)

 

TvT โอยตลก 5555555555 หยุดขำไม่ได้ 555555555555555

พอพวกนางจากไป เราก็รอจังหวะที่คนเดินข้ามสัญญาณไฟมา ร้องเรียกให้คนสนใจเราบ้าง เท่าที่ดูนะ พวกผู้ชายที่เดินมากับผู้หญิง (น่าจะแฟน) มักจะมองกล่องอย่างสนใจจนแทบเหลียวหลัง แต่พอเราลองเสนอให้ พวกฮีก็รีบหลบตา …… อาจจะเป็นชายหนุ่มที่ใช้ชีวิตโอตาคุโดยไม่ให้แฟนสาวรู้ก็เป็นได้ …..อืม

มีคนที่เดินผ่านไปแล้ว ก็เดินกลับมาเอาอย่างชายหญิงคู่นึง เพื่อนกันรึเปล่าไม่รู้ เดินผ่านไปแล้วก็เดินกลับมาขอรับซีดี มอง ๆ แล้วไม่น่าจะเป็นแฟนคลับหรอก น่าจะสนใจว่าจะได้ซีดีฟรีมากกว่า ซึ่งนั่นแหละ จุดประสงค์ของเรา

เอาไปลองฟัง!!!! ฟังแล้วก็จงชอบซะ!!!! 5555555555555555555555555555555555

แล้วก็มีลุงท้วม ๆ ที่เห็นว่าเดินวนไปวนมาอยู่แถวนั้นสักพักมาขอรับซีดีไป ฮีไม่พร่ำพูดจาหยิบซีดีพลิกดูปกหลัง แล้วก็พยักหน้างึมงำเดินจากไป…….

แจกไปเรื่อย ๆ ส่วนใหญ่พบว่ามีแต่เด็กสาวมาขอรับซีดีแบบกึ่ง ๆ สนใจ อาจสนใจอยู่บ้างแต่ดูท่าทางแล้วคงไม่เคยซื้อซีดีของ SKE แน่ ๆ กลุ่มนี้ก็เป็นกลุ่มเป้าหมายของเราอีกเช่นกัน ลองสัมผัสกับแผ่นดู อาจจะติดใจขึ้นมาก็ได้นะ!

ทุกครั้งที่แจกซีดีไปทีละแผ่น ๆ เราก็จะทิ้งท้ายบอกให้คนเหล่านั้นฝาก SKE ไว้ในอ้อมใจด้วยนะค้า>_< (ลิเกจริม) อย่างน้อย ๆ มันก็ต้องกระตุ้นความรู้อยากเห็นของใครสักคนที่ว่า วงนี้มันมีดีอะไร ทำไมถึงขนาดมีคนมายืนแจกซีดีแบบนี้บ้างล่ะน่า!

นี่ ๆ มีคนเอาเรื่องเราไปทวีตในทวิตเตอร์ด้วยนะ 55555555555555555!!!!!!!

มีผู้หญิงยืนแจก CD ของ SKE อยู่ที่สถานีนาโกย่าด้วยอ่ะ……

เห็นแจกฟรี ก็เลยรับมาซะหน่อย SKE ☺ฮ่าๆ


 

ส่วนหนึ่งที่เรากล้าเชียร์จริงจังเป็นเพราะว่า เราชอบเพลงในยูนิตนี้มากนะ โดยเฉพาะ コップの中の木漏れ日 (Koppu no naka no Komorebi) เนี่ย ชอบทั้งเมโลดี้ ทั้งคำร้อง ทั้งชื่อ ชอบจังหวะ ชอบเนื้อเพลงที่ออกแนวซับซ้อนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชอบความขัดแย้งในเนื้อเพลงอกหักอึมครึมแต่ร้องด้วยทำนองร่าเริงสดใส

นี่แปลให้เลย ชอบมาก อยากเอาไปทำซับก็ได้เลยนะ ไม่ต้องขออนุญาตหรอก 5555

 

コップの中の木漏れ日・ラブ・クレッシェンド

แสงแดดผ่านแมกไม้ภายในถ้วยชา / Love Crescendo

 

風に木々が揺れた一瞬の影に
そばにいて欲しいと君を想った
もしも この世界が日向だけなら
寂しいことなんてきっとないだろう

ในเสี้ยววินาทีใต้เงาไม้ซึ่งวูบไหวด้วยแรงลม
ผมนึกอยากให้เธอมาอยู่เคียงข้างกันตรงนี้
หากแม้นว่า โลกใบนี้มีเพียงแค่แสงอาทิตย์แต่เพียงเท่านั้น
ความหงอยเหงาคงไม่มีวันเกิดขึ้นแน่นอนเลย

恋する日々は自分が自分じゃない
息するだけで切なくなって来る

วันเวลาที่ได้ตกหลุมรักใคร ตัวเราก็จะไม่ใช่ตัวเราอีกต่อไป
แค่เพียงหายใจเฉย ๆ ก็ยังรู้สึกรวดร้าวขึ้นมาได้

木漏れ日よ
この僕の迷いなんか晴らしておくれ
雲ひとつないような青空になりたい
何も遮らずに君の瞳 見つめながら
ただ好きだと一言だけ 言葉にできたらいい

แสงแดดผ่านแมกไม้เอ๋ย
ช่วยสาดส่องความกังวลของผมให้สดใสขึ้นที
ผมอยากเป็นดั่งท้องฟ้าเจิดจ้าสดใสไร้เมฆหมอก
หากได้จดจ้องนัยน์ตาของเธอโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง
ก่อนเอ่ยออกไปเพียงถ้อยคำแสนสั้นว่ารัก
เท่านั้นก็พอใจแล้ว

僕は君の何を知っているのだろう?
遠くから眺める愛しさの森
君に話しかけて振り向いたって
微笑みは心の一部でしかない

ความจริงผมรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับเธอบ้างนะ?
เป็นเพียงป่าไม้แห่งรักที่ได้แต่จับจ้องจากที่แสนไกล
ต่อให้ส่งเสียงเรียกทักเพื่อให้เธอหันมา
ก็ทำได้เพียงแอบยิ้มอยู่ในซอกมุมหนึ่งของหัวใจเท่านั้น

恋をする度 光を追い求める
歩き出したら迷ってしまうのに…
ทุกครั้งที่ตกหลุมรักใคร เป็นต้องไขว่คว้าหาแสงสว่าง
ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าหากก้าวขาเดินออกไปเป็นต้องพลัดหลงทาง….

片想い
ささやかなこの願いを叶えておくれ
枝の隙間に見える大空を知りたい
僕にできることはずっとここから見守ること
今 好きだと言えなくても夕陽を待てたらいい

รักข้างเดียวเอ๋ย
ได้โปรดทำให้ความปรารถนาแสนเรียบง่ายนี้กลายเป็นจริงทีเถอะ
ผมอยากรู้จักท้องฟ้ากว้างไกลที่มองเห็นผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งไม้
สิ่งที่ผมทำได้มีเพียงแค่การเฝ้ามองเธอจากตรงนี้ตลอดไป
ต่อให้ไม่อาจพูดออกไปในตอนนี้ได้ว่ารัก
แต่หากผมยังสามารถเฝ้ารออาทิตย์อัสดงได้ต่อไปก็เพียงพอแล้ว

コップの中を外から眺めても
想像するだけじゃ中身はわからないよ
ต่อให้พยายามจดจ้องภายในถ้วยชาจากเบื้องนอก
ก็ทำได้เพียงจินตนาการแต่ไม่อาจรู้ได้ถึงเนื้อในหรอกนะ

木漏れ日よ
この僕の迷いなんか晴らしておくれ
雲ひとつないような青空になりたい
何も遮らずに君の瞳 見つめながら
ただ好きだと一言だけ 言葉にできたらいい
แสงแดดผ่านแมกไม้เอ๋ย
ช่วยสาดส่องความกังวลของผมให้สดใสขึ้นที
ผมอยากเป็นดั่งท้องฟ้าเจิดจ้าสดใสไร้เมฆหมอก
หากได้จดจ้องนัยน์ตาของเธอโดยไม่มีสิ่งใดกีดขวาง
ก่อนเอ่ยออกไปเพียงถ้อยคำแสนสั้นว่ารัก
เท่านั้นก็พอใจแล้ว

 

その奥の影ひとつ目を逸らさない
太陽のやさしさと強さが欲しいんだ
そこに存在する木々の憂鬱包み込んで
大好きだと声に出して自分に言えたらいい

ผมปรารถนาความแข็งแกร่งและความอ่อนโยนแห่งดวงตะวัน
ซึ่งไม่แม้แต่จะหลบสายตาจากเงามืดในส่วนลึก
ขณะที่ความอึมครึมจากเหล่าแมกไม้โอบกอดร่าง
หากผมได้ตะโกนออกไปเป็นเสียงว่า รักเธอที่สุด
ให้ตัวเองได้ยินก็คงดี

 


 

เรารู้สึกสะดุดใจตั้งแต่เห็นครั้งแรกกับเพลงนี้ตั้งแต่ชื่อเพลงยันทั้งหมดที่กล่าวมา เพราะฉะนั้น น่าจะมีคนที่รู้สึกเหมือนเราสักคนสองคนบ้างแหละน่า!! พอสนใจไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกทีก็กลายเป็นโอตะไปแล้ว ……(อย่างอินี่เป็นต้น)

หลังจากยืนแจกท่ามกลางความหนาวอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง ซีดีสิบกว่าแผ่นก็หมดเกลี้ยง ด้วยความอารมณ์ดีลัลล้า ตอนนั้นสตาร์บัคส์ญี่ปุ่นมีเมนูพิเศษเฉพาะช่วงคือ ฮ็อทแอปเปิลที่อร่อยมาก ๆ >_< ชอบมากกกก ก็เลยตั้งใจว่าแจกซีดีหมดแล้วจะไปซื้อกินให้เป็นรางวัลตัวเองหน่อย

แต่ขณะที่เดินแกว่งกล่องเปล่าไปจะร้านสตบ.นั้นเอง….

หนุ่ม  “ขอโทษนะครับ”

นี่  “หือ…?” (หันกลับไปมอง  นึกว่าอยากได้ซีดี กำลังจะบอกว่าหมดแล้ว…)

หนุ่ม “พอดีผมเพิ่งมาจากโตเกียว….”

นี่  “เหรอ เราก็เพิ่งมาจากไทยเหมือนกัน……..”

หนุ่ม  “คือว่านะครับ ผมว่างมากเลย ไม่รู้ทางไปไหนด้วย”

นี่ (ได้ฟังที่ชั้นพูดมั้ย….) “เหรอ …..”

หนุ่ม “คือผมก็แบบ ว่างอ่ะ ว่างมาก นี่กำลังจะไปไหนครับ?”

นี่ “………สตาร์บัคส์ตรงเนี้ย” (ชี้)

หนุ่ม  “ร้านกาแฟก็ดีนะครับ ขอไปด้วยได้มั้ยครับ?”

นี่ “……”

หนุ่ม “…….”

นี่ “…..ก็ได้นะ เราก็ว่างเหมือนกัน”

หนุ่ม (ยิ้ม) “ใจดีจังนะครับ”

ถ้าเป็นปกติเราปฏิเสธไปหมดอ่ะ 55555555555 บางคนใส่สูทเพิ่งเลิกงาน มาเดินถาม จะไปไหนครับ ตอนนี้อยู่คนเดียวเหรอครับ หรือไม่ก็ดูสีผมแล้ว โห นี่รุ่นพ่อชั้นชัด ๆ ก็ยังมาชวนไปดริ๊งค์อีก …คือไร๊55555555 เจตนาส่อชัดมาก เลยไม่เคยไปไหนกะพวกที่มาเต๊าะเลย อันตรายTvT เดินหนีตลอด

แต่กับผู้ชายคนนี้มอง ๆ แล้วหน้าตาท่าทางไม่ใช่เลวร้ายอะไร ดูติดขี้อายนิดหน่อยด้วยซ้ำ อีกอย่างมันก็ยังไม่ค่ำนัก ร้านกาแฟคนก็เยอะแยะ ลองให้ร่วมโต๊ะดูก็ไม่น่าเสียหาย

ส่วนหนึ่งก็เพราะด้วยอาชีพที่ต้องทำงานอยู่ในสภาพแวดล้อมโดดเดี่ยวเป็นนิจ ถ้าไม่ได้ไปซื้อไอติมที่เซเว่น ไปเดินห้างดูหนัง ซื้อหนังสือ ออกไปส่งต้นฉบับที่ไปรษณีย์บ้าง ยิ่งวันไหนถ้าไม่ได้ไปออกกำลังกายก็ไม่ได้ออกจากรั้วบ้านเลยก็มีนะ……….มันไม่มีความจำเป็นต้องออกน่ะ อยากได้อะไรก็ฝากพ่อไปซื้อได้ตลอด =_=

แต่ว่าเราไม่อยากเป็นคนโลกแคบที่อยู่แต่ในโลกของตัวเองน่ะ  ก็เลยตั้งใจว่าจะพยายามไม่ปิดกั้นคนที่เข้าหาไม่ว่าเค้าจะเข้ามาในรูปแบบไหน ไม่คุกคามให้กลัวก็พอล่ะ… จริง ๆ แล้วเราไม่ถนัดกับการคุยกับคนอื่นเลยนะ ไม่เลยจริง ๆ ก็เลยอยากค่อย ๆ ปรับนิสัยไปทีละหน่อย ๆ ทักคนไม่รู้จักก่อนบ้าง เวลาคนไม่รู้จักทักก็ตอบรับกลับบ้างอะไรงี้

บวกด้วยนิสัยชอบสังเกตพฤติกรรมมนุษย์ล่ะมั้ง (หนึ่งในวิชาที่ชอบสมัยเรียนคือมานุษยวิทยา….. ) เวลาได้คุยกับคนเพิ่งรู้จักก็จะรู้สึกสนุกอยู่เบา ๆ ในการคาดเดาว่าคนนี้จะมีนิสัยแบบไหนนะ อะไรงี้ 55555555

หนุ่ม “ชื่ออะไรเหรอครับ?”

นี่ “เรียกริกะก็ได้” (ก้มหน้ามองเมนูอยู่)

หนุ่ม “ผมชื่อ ………..”

นี่ “อ้าว ฮ็อทแอปเปิลหมด!!!” (ไม่ได้ฟังและจำชื่อฮีไม่ได้อีกเลย…..)

หนุ่ม “หือ?”

นี่ “จะเอาเมนูนี้แหละ แต่มันหมดอ่ะ…”

หนุ่ม “เหรอ… ดื่มอย่างอื่นแทนมั้ย”

นี่ “อืออออ ก็คงต้องงั้นแหละ”

สัพเพเหระจนได้กาแฟก็ไปนั่งโต๊ะ  คนในร้านแน่นมาก โต๊ะข้าง ๆ เป็นสาววัยกลางคนนั่งเม้าธ์เสียงดังอย่างแรง ….

หนุ่ม “ทำไมพูดญี่ปุ่นคล่องจัง…”

นี่ “อือออ จบเอกญี่ปุ่นมาน่ะ….ก็เคยเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นนี่ด้วยแหละ”

หนุ่ม “ตอนนี้ทำงานแล้วเหรอ?”

นี่ “ช่าย เป็นนักแปล”

หนุ่ม (อึ้ง) “โห…….”

นี่ “…ทำไม? ประหลาดเหรอ?”

หนุ่ม “เปล่า ตอนแรกไม่คิดว่าจะเป็นคนสุดยอดแบบนี้…..” (ล่อกแล่ก)

นี่ “ไม่หรอก…..”

หนุ่ม “ต้องหัวดีแหง ๆ เลยใช่มั้ย!!!”

นี่ (ทำไมเอ็งต้องตกใจขนาดนั้น …)“เอ่อ…..=_=ไม่รู้  แล้วตอนแรกคิดว่าเราเป็นคนแบบไหนล่ะ?”

หนุ่ม “นึกว่าเป็นเคงคิวเซย์”

นี่ (แทบสำลักกาแฟ) “หา…………..? เคงคิวเซย์?”

หนุ่ม “ก็เห็นแจกซีดี SKE อยู่ ก็เลยนึกว่าเป็นเคงคิวเซย์รึเปล่านะ”

นี่ “บ้า 5555555555555555555555555555 ไม่ใช่5555555555555555555555”

หนุ่ม (หัวเราะเขิน ๆ)

นี่ “ถ้าเป็นเคงคิวเซย์จริง จะมานั่งร้านกาแฟกับผู้ชายได้ยังไงเล่า 55555555555555555”

หนุ่ม “5555555 อาจโดนถ่ายรูปไปลงข่าวไรงี้เนอะ”

นี่ “โฮ่ รู้ดีนี่”

หนุ่ม “ก็เห็นบ่อยๆ ในนิตยสาร”

นี่ “แต่ก็ยังมาจีบเคงคิวเซย์เนี่ยนะ?”

หนุ่ม (หัวเราะกลบเกลื่อนแล้วจิบกาแฟ)

นี่ “อายุเท่าไหร่แล้วล่ะ”

หนุ่ม  “ปีนี้26”

นี่ “ทำงานแล้ว?”

หนุ่ม “เปล่า เรียนมหาลัย”

นี่ “26 แล้ว แต่เรียนมหาลัยอยู่? ป.ตรีเหรอ?”

หนุ่ม (หัวเราะ) “อือ”

นี่ “เรียนสายไหนเหรอ”

หนุ่ม “วรรณคดีญี่ปุ่น”

นี่ (ว้าว!) “โห!! จริงดิ!!! เราชอบวรรณกรรมญี่ปุ่นมากเลย!!!”

หนุ่ม (อึ้ง) “อะ เหรอ….จริงอะ”

นี่ “อื้อ! ถึงเรียนภาษาญี่ปุ่นนี่ไง! เรียนอะไรยังไงมั่ง เราสนใจอะ”

หนุ่ม  “ก็พวกวรรณคดี อย่างเช่นของ ทานิงาวะ…. ”

นี่ “อ๊า อื้อๆๆๆ เรารู้จัก” (ตื่นเต้น)

หนุ่ม (ตกใจ) “รู้จักด้วยเหรอ รู้ละเอียดกว่าคนญี่ปุ่นอีก”

นี่ “ก็เราชอบอ่ะ”

หนุ่ม “ชอบนักเขียนคนไหน”

นี่ “ก็หลายคนนะ แต่ที่สนใจสุดตอนนี้ก็มุราคามิ ฮารุกิ”

หนุ่ม “โห ผมยังไม่ได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของมุราคามิเลย”

นี่ “เคยอ่าน 1Q84 มั้ย? เราชอบเรื่องนี้มาก”

หนุ่ม “ยังไม่ได้อ่าน แต่ที่มีนางเอกชื่อประหลาด ๆ ใช่มั้ย อาโอมาเมะ”  (อาโอมาเมะแปลว่าถั่วลันเตา)

นี่ “เออใช่ๆ เฮ้ย รู้ละเอียดนี่!”

หนุ่ม (ยิ้มกรุ้มกริ่ม)

ตอนแรกก็รู้สึกว้าว ดีจัง ได้เพื่อนใหม่สายวรรณคดีญี่ปุ่นด้วย เจ๋งค่อด ๆ พอกาแฟหมด ฮีก็ชวนออกไปเดินเล่นข้างนอก เราก็อยากรู้เรื่องสายวรรณคดีต่อเพราะแอบเล็ง ๆ อยู่ว่าจะเรียนป.โทตัวนี้ดีมั้ย เลยโอเค ไปด้วยก็ได้ ฮีก็พาขึ้นไปชมวิวบนตึกมิดแลนด์ (ไหนว่าเพิ่งมาจากโตเกียว ไม่รู้จักสถานที่ไงวะ 5555555)

แต่พอคุยไปคุยมาเรื่อย ๆ ก็พบจุดน่าสงสัยหลายอย่าง 5555 คือฮีจะพยายามเลี่ยง ไม่ให้วกเข้าเรื่องตัวเองเวลาเราถามเรื่องวิชาเรียนอะไรพวกนี้  ถามอะไรมักตอบคลุมเครือ แบบที่ให้ความรู้สึกว่าไม่น่าจะใช่คนเรียนสายวรรณคดีจริง ๆ อาจจะแค่ชอบอ่านหนังสือเฉย ๆ (เคยเรียนกับอาจารย์จบเอกวรรณคดี การพูดจาไม่ใช่อารมณ์เนี้ยอ่ะ)
มักจะถามแต่เรื่องของเราจนกระทั่งถึงคำถามพีคของฮี

หนุ่ม “มีแฟนแล้วแน่ ๆ เลยใช่มั้ย”

นี่ (ส่ายหน้า) “เปล่า ไม่มี”

หนุ่ม “โม้!!! ต้องป๊อปแหงๆ!!”

นี่ “ไม่มี๊”

หนุ่ม “นี่คิดว่าเป็นเคงคิวเซย์เลยนะ!!”

นี่ “พอเถอะ ขำ5555555555555555555555”

หนุ่ม “ไม่คิดจะมีแฟนบ้างเหรอ”

นี่ “ไม่รู้สิ ….อ๊ะ นั่น ๆ ปราสาทนาโกย่า เรายังไม่เคยไปเลยนะเนี่ย” (เปลี่ยนเรื่อง)

หนุ่ม “อา นั่นปราสาทนาโกย่าเหรอ”

นี่ “เออ ปราสาทนาโกย่านี่ของใครนะ ลืม ”

หนุ่ม “ปราสาทของผมเองแหละ”

ตอนแรกก็นึกว่าพูดเล่น พอถามอีกรอบแบบจริงจัง ฮีก็ยังกลบเกลื่อนคำเดิม เลยเข้าใจว่าฮีไม่รู้จริง ๆ …… == เรียนสายวรรณคดีญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่จะอิงเนื้อหาทางประวัติศาสตร์เยอะมาก แต่ดันไม่รู้ว่าปราสาทนาโกย่าของใครเนี่ยนะ!!  แต่เอาจริงๆมันเป็นความรู้สามัญเลยด้วยซ้ำนะ นี่โจ๊กปะ!!!==

พอรู้สึกคลางแคลงใจขึ้นมาแล้วมันก็ชวนให้รู้สึกห่างเหินยังไงก็ไม่รู้ ส่วนตัวเราอ่อนไหวเป็นพิเศษกับเรื่องการปิดบังตัวตนของตัวเองอะไรทำนองนี้แหละ …. จะรู้สึกไม่ดีแปลกๆ

ก็เข้าใจแหละว่าเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง แต่ก่อนหน้านั้นเราควรรู้จักตัวตนกันและกันก่อนจะจีบกันป่ะ  ไม่ใช่คุณรู้จักเราฝ่ายเดียว อย่างน้อยเราก็คิดแบบนั้นน่ะนะ=_=

ระหว่างนั้นฮีก็พาเดินรอบตึก …..ซึ่งในตึกมีแต่พวกคู่รักมานั่งอิงแอบซบกันอยู่บนม้านั่ง ฮีก็ทำท่าชวนไปนั่งนะ นี่ก็รีบหันไปมองนอกหน้าต่าง ว้าว ดูตึกนั่นสิ มันเป็นตึกอะไรอ๊ะ มีไฟกะพริบๆด้วยยย (เปลี่ยนเรื่องสุดชีวิตTvT)

แล้วฮีบ่น ๆ ว่าหิวข้าว

หนุ่ม “กินข้าวเย็นรึยัง?”

นี่ “เรากินมาแล้ว”

หนุ่ม “เหรอ… กินอะไรไปล่ะ”

นี่ “อือออ ซุปผัก”

หนุ่ม “เป็นคนกินน้อยแน่เลย”

นี่ “เปล่าหรอก ตอนเย็นไม่อยากกินเยอะเฉย ๆ ”

คุยสัพเพเหระไปเรื่อยจนลงมาถึงหน้าตึก รอสัญญาณไฟเพื่อข้ามไปสถานีรถไฟ ฮีก็เริ่มซุกในเสื้อโค้ทตัวเองแล้วบ่นว่าหนาว ๆๆๆ

นี่ “…………”

หนุ่ม “ไม่หนาวเหรอ?”

นี่ “ก็ไม่ขนาดนั้น เราโอเค”

หนุ่ม “นี่ผมเป็นคนญี่ปุ่นนะเนี่ย หนาวชะมัด หนาวว หนาววว”

นี่ “…………” (หนาวเหมือนกันแหละ แต่ไม่พูด)

 

เป็นเพราะเคยมีบทเรียนยามเหมันต์มาก่อน เพื่อนสอนไว้ TvT

ณ ท่าเรือแห่งหนึ่งกลางฤดูหนาว

นี่ “โอ๊ยยย หนาววววววว หนาววววววว หนาวโคตรรรรรรร”

เพื่อนชาย (เพื่อนที่เป็นเพื่อนจริง ๆ น่ะนะ….) “……..อือ หนาวเนอะ”

นี่ “เออ โคตรหนาวอ่ะ คคคุง!!! ทำไมที่นี่มันหนาวเงี้ย!!!”

เพื่อนชาย “……..” (ล่อกแล่ก)

นี่ “มองอะไรเหรอ?” (หันไปมองด้วย)

เพื่อนชาย “….เปล่า เห็นแกบ่นหนาว ๆ เราก็เลยลังเลว่าควรกอดแกดีมั้ย”

นี่ “…………………”

เพื่อนชาย “……………..”

นี่ “…เรามาจากประเทศไทยที่อากาศร้อนจนควายยังตายเลยนะ ที่บอกว่าหนาวหมายถึงว่าเราหนาวจริง ๆ …. (ไม่ได้อ่อย)”

เพื่อนชาย “…….เออ ลืม”

นี่ “………….”

เพื่อนชาย “……………”

จากนั้นก็หัวเราะลั่นกันใหญ่ เกือบโดนบรรยากาศพาไปกลายเป็นเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อแล้ว =_=  ตอนนั้นมันก็บอกเราว่า เวลาผู้หญิง(ญี่ปุ่น)พูดว่าหนาว ๆ เป็นคำพูดที่ขอให้กอดแบบอ้อมๆ น่ะนะ …….นี่ก็จำฝังหัวเลย จะไม่พูดกะผู้ชายที่ไหนอีกเด็ดขาด TvT

 

วาร์ปกลับมาที่หนุ่มวรรณคดี

หนุ่ม “หนาวจัง เออ ถ้ากินข้าวแล้ว ยังไงเราไปร้านเหล้าอิซากายะกันก็ได้นะ”

นี่ “อิซากายะเหรอ…. แต่เราดื่มเหล้าไม่ค่อยได้นะ”

หนุ่ม “คออ่อนเหรอ?”

นี่ “เปล่า แพ้แอลกอฮอล์น่ะ … ผื่นขึ้นเลยนะ” (อันนี้แพ้จริง ๆ นะ ไม่ได้โกหก…. )

หนุ่ม “………… ว้า”

หนุ่มก็ดูท่าจะหมดหนทางในการชวนอินี่ไปต่อแล้ว ฮีก็เลยโอเค ลากันตรงนี้ก็ได้  5555555555555555555555555 ก่อนไปก็มีการแลกไลน์ไว้ตามมารยาท …….

จริง ๆ จากนั้นก็มีคุยกันบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ แหละ แต่ช่วงที่ฮีชวนคุยบ่อยๆ เราก็งานยุ่งเลยลืมตอบบ้างไรบ้าง
จนตอนนี้ฮีเลิกทักมาล้ะ 5555555555555TvT

ตอนนั้นเราก็แค่อยากฆ่าเวลาเล่นแถมอาจได้รู้จักคนใหม่ ๆ ด้วยไรงี้ ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรนะ แต่รู้สึกแย่นิดหน่อยที่สัมผัสความจริงใจเรื่องการเปิดเผยตัวตนของอีกฝ่ายไม่ได้เท่าที่ควร

แต่ก็นั่นแหละ อื้อ คนบนโลกนี้ก็มีหลายแบบน่ะนะ เก็บไว้เป็นกรณีศึกษาชายหนุ่มที่หลงผิดคิดว่ากะเหรี่ยงเป็นเคงคิวเซย์แค่เพราะไปยืนแจกซีดี SKE48 ยังใจกล้าเข้ามาจีบอีกต่างหาก อย่างน้อยต้องชื่นชมในความกล้านะ 555555555555555555555555555555555555555555

ความจริง ฮีอาจจะผิดหวังที่เราไม่ใช่เคงคิวเซย์เหมือนที่เราผิดหวังว่าฮีไม่ใช่นศ.วรรณคดีเหมือนกันก็ได้ล่ะมั้ง 5555555555555555555555

ก็ถือว่าเจ๊ากันไปนะ


 

กลับมาเรื่อง Koppu no naka no Komorebi นอกจากเพลงแล้วเราก็ยังชอบ PV ตัวนี้มาก ๆ เลยนะ >w< เห็นว่าไปถ่ายที่จ.คุมาโมโตะ (จ.ของอิหมีคุมะมงน่ะ….) ส่วนตัวเราเคยไปคุมาโมโตะมาสองสามรอบ  ไปออนเซ็นมั่ง สวนสนุกมั่ง แล้วก็เรียวกังที่นี่ก็เจ๋งมากนะ!! อยากชวนให้ไปลอง >_< ซึ่งจุดที่เราชอบมาก ๆ ของคุมาโมโตะคือหุบเขาที่มีแต่ทุ่งหญ้า ไม่มีต้นไม้เลยนะ มีหญ้าาาาาาาาาาาา แบบใน PV น่ะแหละ ซึ่งตามทุ่งหญ้านั้นก็มีวัวและม้าและแกะและแพะเดินเล็มหญ้ากันอย่างรื่นรมย์

จากบทสัมภาษณ์หนึ่งใน Street Jack (No.224) ราระจังกล่าวไว้ว่า

cckoppu

“ที่เห็นเรากระโดด ๆ กันอย่างน่ารักอยู่ใน  PV จริง ๆ แล้วพวกเรากระโดดหลบขี้ม้ากันน่ะค่ะ ทุ่งหญ้ามันมีแต่ขี้ม้าเต็มไปหมด”

………………………… น้องคะ ………….ทำลายความโมเอะของพีวีมาก orz”””

 

ไม่ใช่แค่ตลกเป็นอย่างเดียวนะ ราระจังก็ยังเล่าความเป็นมาของชื่อยูนิต Love Crescendo เอาไว้ว่า

Crescendo ในภาษาดนตรีแปลว่า “จะเติบใหญ่มากขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ ” ฉะนั้น Love Crescendo จึงมีความหมายว่า “ความรักที่จะยิ่งใหญ่มากขึ้นเรื่อยไป” จึงกลายมาเป็นชื่อยูนิตนี้ด้วยความหมายว่าขอให้ผู้คนมากมายชอบพวกเรามากยิ่งขึ้นค่ะ”

น่ารักกกกก น่าร๊ากกกกกกกกกกกกกก -///- อร๊าง หล่อน่ารักแถมยังพูดจาฉลาดไปอีกพี่สาวอยากได้มาเลี้ยงที่บ้านจังเลยค่ะ >_<

 

จบเอนทรี่อย่างเสื่อมทรามแถมโลลิค่อนยังไงไม่รู้…..

ติดเชื้อมัตสึเระแน่ ๆ !!!

 

 

Advertisements