ละครเล่นจบไปจะทบเดือนอยู่ล่ะเพิ่งจะเขียนบล็อก 55555555555555555555555
เราไม่ได้ลืมหรือขี้เกียจนะ เราไม่ว่างจริงๆ!!! (เคลียร์เกมจบไปสามเกม)

ไม่รู้จะเริ่มเล่าจากอะไรดี …. ก่อนอื่นคือเมื่อหลายเดือนก่อนนู้น มัตสึอิ เรนะของพวกเรามีกำหนดเป็นแคสต์ในละครเวทีเรื่อง 新・幕末純情伝(Shinbakubatsu junjyouden) ใช่ม้า ที่น่าตื่นเต้นคือนอกจากพี่แกจะได้เป็นพระเอกตัวเอกของเรื่องแล้วยังรับบทเป็นโอคิตะ โซจิ นักดาบอัจฉริยะหัวหน้าหน่วยที่ 1 แห่งกลุ่มชินเซ็นกุมิดันโด่งดังอีกด้วย

แต่ที่เราโฟกัสคือ ….. มัตเระกับดาบคาตานะ!!! มัตเระกับดาบคาตานะคือความดีงาม!!!! /ฟันน้องสิคะ ฟันน้อง!!TvT

เจ้าตัวก็เคยบอกอ่ะนะว่าอยากเล่นละครพีเรียด เราก็เคยเขียนบอกเค้าในจดหมายไปว่าอยากเห็นพี่เล่นพีเรียดนะ เป็นซามูไรนี่ยิ่งแจ่มเลย ….หยอกไปเล่นๆน่ะ คือใครจะไปคิดว่านางจะได้รับบทเป็นซามูไรจริงๆวะ….=_=

เป็นทาสมัตเระนี่ได้ตื่นเต้นในทุกสถานการณ์จริมๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้นะ….

เดิมทีเราชอบประวัติศาสตร์อยู่แล้วนะ แถมมีทั้งมัตสึอิ เรนะกับดาบคาตานะ ในบทละครที่ใช้ฉากปลายยุคเอโดะ โอ้โหว เหมือนรวมมิตรงานอดิเรกทั้งมวลมารวมอยู่ในละครเรื่องนี้เรื่องเดียว เลยเผลอ(?)กดบัตรไป 9 ใบ……..

IMG_20160701_204717_880.jpg

 

เผลอหรือจงใจก็ไม่รู้ เห็นโปสเตอร์พี่เค้าแล้วใจสั่นไปหมด สติไม่ค่อยดี ….จริงๆเราอาจจะแค่อยากโดนฟันเท่านั้นก็เป็นได้

ก่อนจะเพ้อเจ้อเรื่องละคร ขออธิบายข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก่อน ส่วนตัวเราเนี่ย เวลาดูหนังเราจะมีวิธีหลักๆอยู่ 2 แบบคือดูโปสเตอร์แล้วซื้อตั๋วไปดูแม่งเลย ไม่ต้องอ่านเรื่องย่อใดๆ กับถ้าเป็นเรื่องที่ดัดแปลงมาจากประวัติศาสตร์ เรามักจะหาข้อมูลตามข้อเท็จจริงก่อนดู เพราะเวลาดูแล้วจะได้รู้ว่า อ้อตรงนี้มีการดัดแปลงนะ ตรงนี้ความจริงเป็นแบบนี้นะ มันจะทำให้เราสนุกกับการหาข้อแตกต่างแล้วก็ได้เห็นจินตนาการของคนแต่งเรื่องด้วย มองในหลายๆมุมว่าถ้าสมติว่าตัวละครในประวัติศาสตร์เป็นแบบนี้ๆๆๆ ผลสรุปมันอาจจะออกมาคนละอย่างกับที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบันก็ได้ ประมาณนี้

บวกกับจริงๆเราไม่ค่อยสนใจประวัติศาสตร์ช่วงซามูไรยุคสู้รบไรงี้นะ การ์ตูนเกี่ยวกับสงครามไรงี้ก็ไม่เคยอ่าน ถามว่ารู้เรื่องบ้างมั้ย ก็รู้แบบผิวๆ รู้ว่าใครเป็นใคร เพราะเราสนใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงยุคของแต่ละประเทศมากกว่า โดยเฉพาะสมัยยุคกลางกับช่วงปฏิวัติวิทยาศาสตร์ของยุโรปอ่ะนะ ถ้าเป็นฝั่งญี่ปุ่นเราจะรู้เรื่องสมัยเฮอันมากกว่าเพราะเรียนวรรณกรรมยุคนั้นมา ….

ด้วยเหตุนั้นเอง เราก็เลยรู้ตัวว่าตัวเองขาดความรู้ในช่วงปลายยุคเอโดะที่เป็นฉากของละครเรื่องนี้นะ แล้วเราก็ไม่รู้ด้วยว่างานของสึกะโคเฮ ผู้ประพันธ์ต้นฉบับเรื่องนี้เป็นงานแนวไหน เราก็เลยไปหาอ่านข้อมูลที่เกี่ยวข้องเท่าที่ทำได้ ก็พบว่าจริงๆ ชินบาคุมัตสึฯ เป็นละครเวทีฉบับดัดแปลงจากบทละครเวทีเรื่อง “บาคุมัตสึจุนโจวเด็ง” ตีพิมพ์ครั้งแรกลงในนิตยสารของคาคุกาวะตั้งแต่ปี 1988 ……นี่ยังไม่เกิดเลย =_=

สรุปแบบเข้าใจง่ายคือ 幕末純情伝  (Bakumatsu Junjyouden) ฉบับ1988 เป็นงานประพันธ์ออริจินัลของสึกะโคเฮ (มีฉบับภาพยนตร์ของเรื่องนี้ออกฉายในปี 1991 ด้วยนะ ดูผ่าน Amazon Prim ได้ แต่ไม่มีซับภาษาใดๆให้ แถมภาพกากมาก ตั้งแต่ยี่สิบกว่าปีที่แล้วอ่ะนะ อย่าเอาไรมาก….)

แต่แล้วในปี 1998 ผกก.โอคามุระ ชุนอิจิก็เอาบาคุมัตสึฯของสึกะโคเฮมาดัดแปลงนิดหน่อย
แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น新・幕末純情伝 “ชินบาคุมัตสึจุนโจวเด็ง” (新(ชิน)แปลว่าใหม่)
มีเกร็ดเล็กน้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้คือนางเอกที่เล่นเป็นโอคิตะในชินบาคุฯครั้งแรกสุดคือฟุจิทานิ มิวาโกะ ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนนามสกุลเป็นโอคามุระ มิวาโกะ  ……..เพราะนางแต่งงานกับผกก. ตอนปี 2005
……..เรียกว่าโรแมนติกดีมะ

บาคุมัตสึฉบับออริจินัลของสึกะโคเฮมีให้ดาวน์โหลดเป็นไฟล์ PDF ได้จากที่นี่   ใครอยากอ่านก็ลองดูนะ
สนุกดี  นี่อ่านแล้ว เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังว่ามันแตกต่างจากฉบับดัดแปลงยังไง …รถอ้อยคว่ำแรงมาก=_=

จากนั้นเราก็พบว่ามีบทละครชินบาคุซึ่งเคยตีพิมพ์เป็นเล่มตอนปี 1999 (จากนั้นมันก็ไม่เคยตีพิมพ์เพิ่มอีกเลย…) วางขายในร้านหนังสือมือสองผ่านอเมซอน ราคาปกจริง 1600 เยน แต่นี่สอยมือสองมาด้วยราคาสี่พันกว่าเยนมั้ง ….. เวลามีมูลค่านะคะ orz””””

41nPmhg260L.jpg

ตอนนี้เห็นว่ามันขายเกลี้ยงเว็บไปล่ะ ก็เอามานั่งอ่านเล่นพร้อมๆศึกษาข้อเท็จจริงทางปวศ.ไปด้วยว่าใครทำอะไรยังไง เดิมทีเรารู้จักซากาโมโตะ เรียวมะมากกว่าชินเซ็นกุมิ เพราะสมัยเรียนเคยแวะไปนางาซากิบ่อยๆ ที่นั่นเป็นเมืองท่าติดต่อค้าขายกับต่างชาติสมัยเอโดะอ่ะนะ แล้วก็มีฐานทัพเรือด้วย เรียวมะเป็นลูกศิษย์ของคัทสึไคชูผู้บัญชาการกองทัพเรือรัฐบาลบาคุฟุ (เรียกง่ายๆว่ารัฐบาลโชกุน) ฮีก็ไปแล่นเรืออยู่หลายที แถวนั้นเลยมีอะไรเกี่ยวกับเรียวมะเต็มไปหมด ทั้งรูปปั้นทั้งของที่ระลึกบลาๆ …. ทั้งที่บ้านเกิดเรียวมะจริงๆอยู่ที่จ.โคจิ …..

เข้าเรื่องกัน จะพยายามเล่าแต่เนื้อๆเพราะเดี๋ยวเหนื่อย… ฉากเรื่องนี้คือปลายยุคเอโดะก่อนเข้าสู่ยุคเมจิ เรียกว่ายุคบาคุมัตสึ (幕บาคุย่อมาจากรัฐบาลบาคุฟุ / 末มัตสึแปลว่า ปลาย, ช่วงท้าย) สรุปแล้วสมัยนี้เรียกว่าปลายยุครัฐบาลบาคุฟุ ซึ่งก่อนจะเป็นยุคเอโดะคือยุคเซ็นโกคุ(ยุคสงคราม)ที่พวกโอดะ โนบุนากะแห่งแคว้นโอวาริกับแถบๆนั้นเค้าตบตีกันมาเนิ่นนานจนกระทั่งรวมประเทศได้สำเร็จโดยโตกุกาวะ อิเอยาสึ ก่อตั้งรัฐบาลระบอบโชกุนเป็นใหญ่ เราเรียกยุคนี้ว่ายุคเอโดะปกครองอย่างสงบสุขเรื่อยมาสามร้อยปีเพราะปิดประเทศไม่ค้าขายกะใครล่ะแม่ง ลำไยพวกคริสเตียน (ยกเว้นฮอลันดาเพราะประเทศนี้ไม่ทำการเผยแพร่ศาสนา กุจะขายของอย่างเดียว) วิทยาการจากตะวันตกที่ญี่ปุ่นได้รับจะเรียกว่าวิทยาการจากฮอลันดาเพราะได้ผ่านมาจากพวกฮอลันดาเท่านั้น

ยุคเอโดะมีระบบชนชั้น 4 ฐานันดรคือ 1. นักรบ 2.ชาวนา 3.ช่างฝีมือ (ช่างตีดาบ, หมอไรงี้) 4.พ่อค้า  เรียงตามลำดับซึ่งว่ากันจริงๆ ชาวนาเป็นชนชั้นที่เสียภาษีให้รัฐเยอะที่สุด เลยได้เป็นชนชั้นลำดับ2 ก็จริงนะ แต่พวกที่รวยจริงๆคือพวกพ่อค้าชนชั้นลำดับ 4 แต่อิตาพวกนี้ก็ใช้เงินซื้อยศคือเกี่ยวดองกับชนชั้นซามูไรเป็นการยกระดับตระกูลตัวเอง หมอเหมอไรงี้ก็ร๊วยยย เลยกลายเป็นว่าชนชั้นที่โดนดูถูกและยากจนที่สุดคือ ชาวนา ทั้งที่ปลูกข้าวจ่ายภาษีให้อิพวกบนๆนั่นแหละ

เกิดมาในตระกูลไหนก็จะอยู่ในชนชั้นนั้นๆไปตลอดชีวิต จะเปลี่ยนได้ก็ต่อมีเงินหนามากๆในการซื้อยศนักรบ (ตีเป็นเงินปจบ.อย่างต่ำก็100ล้านเยน) ดูปวศ.ประเทศไหนมันก็ออกแนวอิแบบนี้แหละ …..หาความแตกต่างไม่เจอเลยมนุษยชาติ=_=

และความเหมือนกันทั้งโลกก็คือ ถ้าประเทศไหนประชาชนมีความเป็นอยู่สุขสบายดีก็จะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ คงไม่มีใครเปลี่ยนงานทั้งที่พอใจในงานของตัวเองใช่มั้ยล่ะ ญี่ปุ่นก็เช่นกัน แต่แทนที่จะค่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ จากภายในก็กลายเป็นว่าญี่ปุ่นโดนกดดันจากภายนอกก่อน จุดสำคัญคือนายพลแมทธิว เพอร์รีเอาเรือรบมา 4 ลำปิดอ่าวอุรางะตอนปี 1853 เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นยอมค้าขายกับอเมริกา ไม่ยอมกุยิงปืนใหญ่นะ – เพอร์รี่กล่าว

ตอนนั้นนักรบญี่ปุ่นมีแต่ดาบ…. ยังไงก็สู้ปืนไม่ได้ รบ.บาคุฟุก็เข้าใจว่าตะวันตกมีความก้าวหน้าทางวิทยาการมากกว่าก็เลยต้องยอมเซ็นสนธิสัญญาฉบับนู่นนี่นั่นไปเรื่อยจนกระทั่งลงนามในสนธิสัญญาแฮร์ริสโดยไม่ผ่านการขออนุญาตจากจักรพรรดิ ชาวบ้านก็ด่าว่าทำไมรัฐบาลทำอะไรข้ามหัวจักรพรรดิแบบนี้ (เรื่องปกติของประเทศที่มีรัฐบาลแบบอำนาจซ้อนอำนาจ…) หรือภาษาปัจจุบันที่เราเรียกกันว่า โหนเจ้า ความจริงจะไม่โดนด่าหนักแบบนี้ถ้าสัญญาแฮร์ริสทำให้ญี่ปุ่นเสียเปรียบมากๆเพราะต้องเสียสิทธิเสรีภาพนอกอาณาเขต คำนี้แปลว่า ถ้าพวกต่างชาติทำความผิด เช่น ขโมย, ข่มขืน, ดูหมิ่นใดๆ จะไม่ได้รับการตัดสินโทษตามกฎหมายของญี่ปุ่น แต่ให้ไปรับการตัดสินผ่านศาลของประเทศตัวเองแทน (ที่ไม่รู้ว่ามันจะลงโทษคนของมันจริงมั้ย)

หลายๆเหตุการณ์เหล่านี้ทำให้คนคิดว่ารัฐบาลบาคุฟุอ่อนแอ กลายเป็นหุ่นชักใยให้พวกต่างชาติ ตอนนั้นก็มีหลายแคว้นที่เกลียดพวกต่างชาติมากๆเช่นแคว้นโจวชู จนมีกลุ่มซามูไรหัวรุนแรงลอบฆ่าชาวต่างชาติไม่เว้นวัน เท่าที่จำได้คือมีครั้งหนึ่งที่ซาร์นิโคลัสที่ 2 จักพรรดิรัสเซียมาเยือนญี่ปุ่นเนี่ย แล้วโดนซามูไรหัวรุนแรงฟันหน้าผากแตก ตั้งแต่นั้นมาแกก็เกลียดญี่ปุ่นเข้ากระดูกดำเลย =_= พอมีชาวต่างชาติร้องเรียนเรื่องโดนทำร้ายมากเข้า รัฐบาลก็ต้องหาวิธีปราบปรามพวกหัวรุนแรงอันเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งกลุ่มเซ็นกุมินี่แหละ

เพิ่งเข้าเรื่อง เหนื่อยยัง …. สรุปความคือ กลุ่มชินเซ็นกุมิมีหัวหน้ากลุ่มคือ คนโด้ อิซามิ รองหัวหน้าคือฮิจิคาตะ โทชิโซ ส่วนโอคิตะ โซจิเป็นลูกศิษย์ในโรงฝึกดาบของคนโด้ มีฝีมือระดับอัจฉริยะ ว่ากันว่า เวลาที่เห็นพี่แกฟันครั้งเดียว จะปรากฏรอยฟัน 3 รอยบนร่างศพเพราะพี่แกฟันไปสามรอบในพริบตาจนคนมองไม่ทัน (ขุ่นพระ…. ) รับตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยที่ 1 ของกลุ่มชินเซ็นกุมิ (จริงๆมันก็มีอีกหลายหน่วยนะ)

บทบาทของกลุ่มชินเซ็นกุมิเหมือนเป็นตำรวจประจำท้องที่สังกัดเกียวโต มีหน้าที่หลักคือดูแลความสงบในเกียวโตจากพวกซามูไรหัวรุนแรงและคุ้มครองจักรพรรดิ  ที่ต้องใช้คำว่าคุ้มครองคือ มันมีพวกที่ด่ารัฐบาลแล้วก็โหนเจ้าใช่มะ มันก็จะวางแผนลักพาตัวเจ้าไปเป็นตัวประกันแล้วอ้างว่าให้คืนอำนาจสู่สถาบัน ….ขอย้ำ นี่เราพูดถึงยุคบาคุมัตสึนะ ไม่ใช่ประเทศแถวนี้

มาพูดถึงซากาโมโตะ เรียวมะบ้าง เป็นซามูไรจากแคว้นโทสะ อยู่บ้านนอกๆ จริงๆพี่แกก็ไม่ได้มีวีรกรรมโลดโผนอะไรหรอก แต่ที่ทำให้คนชื่นชมคือเค้าเป็นคนที่คอยประสานงานให้แคว้นต่างๆที่มันมีจุดมุ่งหมายเดียวกันนี่แหละแต่ดันเกลียดกันให้ยอมพักรบชั่วคราวมาร่วมมือกันเพื่อพัฒนาประเทศ ผลงานเด่นคือสร้างพันธมิตรสัทโจว (แคว้นสัทซึมะกับโจวชู) เดิมทีอิสองแคว้นนี้มันเกลียดกันมาก แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือต้องการโค่นล้มรัฐบาลบาคุฟุและคืนอำนาจการปกครองให้แก่จักรพรรดิ

ว่ากันตามตรง การคืนอำนาจให้จักรพรรดิก็เป็นอะไรที่…….นามธรรม การโหนเจ้าทำเพื่อสร้างน้ำหนักให้ฝ่ายตัวเองมีเหตุผลชอบธรรมที่จะริบอำนาจคืนจากฝ่ายตรงข้ามโดยที่ไม่มีใครกล้าด่า แกด่าเราเท่ากับด่าเจ้านะเว้ย ไรงี้ …ย้ำอีกที เรากำลังพูดถึงยุคบาคุมัตสึ……

ทั้งนี้ทั้งนี้ ด้วยความที่ซากาโมโตะ เรียวมะเค้าเป็นพวกประสานงาน แว้บไปแคว้นนู้นแคว้นนี้ ไม่ได้อยู่ในสังกัดใครเลย เป็นลูกศิษย์คัทสุไคชูแห่งบาคุฟุนะ แต่พยายามจะล้มบาคุฟุ เอาง่ายๆคือ การประสานงานของพี่แกขัดแข้งขัดขาชาวบ้านไปทั่วจนโดนลอบสังหารโดยฝ่ายไหนก็ไม่รู้ ยังเป็นปริศนามาจนทุกวันนี้ เพราะตอนนั้นมันไม่ได้มีแค่ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายเจ้า แต่มันมีซับซ้อนหลายฝ่ายมากเลยคือ ฝ่ายข้างรัฐบาลแต่ต้องการเปิด/ปิดประเทศ ฝ่ายข้างจักรพรรดิที่เกลียดต่างชาติ/เห็นความจำเป็นว่าต้องเปิดประเทศ อุดมการณ์มันคล้ายๆกันแต่แตกต่างที่รายละเอียด เรียวมะต้องการโค่นล้มรัฐบาลคุฟุและคืนอำนาจแก่จักรพรรดิ ขณะเดียวกันเค้าก็เห็นความสำคัญของวิทยากรต่างชาติ คือเราต้องเปิดประเทศนะ เราต้องสร้างเรือรบให้ได้อย่างเขานะ เป็นคนที่มีทัศนวิสัยมองว่ามีการกระทำนี้ๆมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ไม่ได้ยึดติดว่าใครเป็นผู้กุมอำนาจ (แคว้นโทสะคือหนึ่งในแคว้นที่ใช้ระบบฐานันดรอย่างเข้มงวดมาก เรียวมะก็คงเห็นความไม่ชอบธรรมหลายๆอย่างมาจากบ้านตัวเอง)

จบปวศ.บาคุมัตสึ101ฉบับย่อ ………. กินน้ำก่อนก็ได้นะ


 

ฉากเปิดเรื่องคือปีแรกในสมัยเมจิ คาซึระ โคโกโร่ (เดิมทีเป็นผู้นำฝ่ายโจชู) ตอนนี้เป็นส.ว.ล่ะ กำลังสั่งให้ทหารตามล่าพวกฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งฮิจิคาตะโผล่มาบิ้วให้พี่แกจำเรื่องสมัยบาคุมัตสึให้ได้ ตามเนื้อเรื่องในละครคือคาซึระเป็นลูกชาวนายากจน เป็นพี่ชายคนโตในมีน้องๆเจ็ดแปดคน อยู่กันอดๆยากๆ หน้าหนาวต้องแทะกำแพงไม่ก็จับหนูกิน จนฮีไปเป็นลูกจ้างร้านขายข้าวสาร ก็โดนนายจ้างรังแกมั่งไรมั่ง โปรยข้าวลงพื้นให้เก็บกินพร้อมดินไรงี้ พื้นเพมาจากคนที่เข้าใจความยากลำบากของระบอบกดขี่ที่สุด

พอบิ้วได้ที่ ฮิจิคาตะก็สำลักเลือด ทำให้ผู้ชมรู้ว่าฮิจิคาตะติดวัณโรคมาจากโอคิตะ โซจิ (ตามปวศ.จริงโอคิตะก็ตายเพราะวัณโรค)

ฉากของเรื่องก็เปลี่ยนกลับไป 20 ปีก่อน

Enterstage_005154_7.jpg

พี่น้องฟคุดะเจอเด็กทารกหญิงร้องอุแว้ๆอยู่บนพื้น ข้างๆมีดาบประหลาดปักไว้ ทั้งคู่เป็นคนจากหมู่บ้านฟุตากาวะ โดนชาวบ้านรอบข้างรังเกียจเพราะเป็นวัณโรคจนต้องมารวมตัวอยู่ด้วยกัน ตอนแรกทั้งสองก็จะเก็บเด็กไปเลี้ยง แต่มาเจอคัทสึไคชูเจอตัวเข้า พี่น้องฟุคุดะก็สู้จนคนพี่โดนฆ่าตาย ไคชูแย่งเด็กไปได้ บอกโดยว่าเด็กคนนี้จะเป็น “ไพ่ไม้ตาย” ของเขา

แล้วพี่โอคิตะ โซจิของเราก็โผล่มาล้าวววววววววววววววววววววววว!!!!!

1.jpg

มัตเระออกโรงมาพร้อมตบตีลูกกระจ๊อกทั้งชุดวอร์มสีแดงบาดจิต ตีไปเต้นไป แล้วก็ชักดาบแดงที่ปักไว้บนพื้นขึ้นมาฟัน (ฟันน้องสิคะ ฟันน้อง!!!) โซจิประดาบกับไคชูจนไคชูชมว่าฝีมือดีขึ้นอีกแล้วนะโซจิ  เป็นอันรู้ว่า อ้อ พวกเอ็งซ้อมดาบกันนี่เอง

005154_8.jpg

โอคิตะ โซจิถูกเลี้ยงดูมาในฐานะ “น้องชาย” ของคัทสึไคชู ให้ฝึกดาบมาตลอดจนเป็นอัจฉริยะ ตอนกำลังคุยกันอยู่ดีๆ พ่อของไคชูที่ดูเหมือนสติไม่ดีก็แหกพุ่งเข้ามาลวนลามโซจิ ว่าโตแล้ว ใช้งานได้แล้วสิ ทีนี้มาพีคตรงพ่อของไคชูด่าโซจิว่าเป็นกาลกินี  ทำให้เมียเค้าติดวัณโรคตาย (ตัวโซจิเป็นวัณโรคอยู่แล้วตั้งแต่แรก) โซจิก็ก้มหัวขอโทษ แต่พ่อไคชูยังด่าต่อจนเสียดสีว่าจริงๆไคชูแกรักโซจิใช่มั้ยล่ะ แต่น่าเสียดายนะที่เหลืออัณฑะข้างเดียวเพราะโดนหมาคาบไปแดร๊กจนไอ้นั่นมันใช้การไม่ได้ …ก็เหมาะกันดีกับผู้หญิงเป็นวัณโรคเหมือนผีเน่ากับโลงผุ

ลืมบอก บทละครเรื่องนี้มีคำล่อแหลมและทะลึ่งลามกสัปดนระดับอยากเอาหน้ามุดเบาะเต็มไปโม้ดดดดด………ทำใจหน่อยนะคะ …… orz

ไคชูโมโหกุมดาบตั้งกับพื้น แล้วโซจิก็เข้ามาขวางดึงดาบไคชูออกจากฝัก

 

“เออดิวะ ฉันเป็นผู้หญิงวัณโรค แต่รู้ทั้งรู้พวกแกก็ยังเก็บฉันมาเลี้ยงไม่ใช่รึไง”

แล้วโซจิก็ฟันพ่อของไคชูตาย  ไคชูรีบบอกให้โซจิหนีออกจากเอโดะมุ่งหน้าไปที่เกียวโตซะ เข้าสู่ฉากที่โซจิแสดงแอคชั่นฟันคนไปด้วย คร่ำครวญไปด้วยว่าทำไมผมต้องถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นผู้ชาย ทำไมผมต้องฝึกดาบจนแผลแตกเต็มมือ มีแต่รอยช้ำไปทั่วตัว ผมเองก็อยากแต่งกิโมโนสวยๆ แต่งหน้าทำผม เรียนชงชาจัดดอกไม้แบบเด็กผู้หญิงคนอื่นเหมือนกันนะ

2.jpg

เราชอบฉากนี้มากกกกกกกกกกกก มัตเระแสดงสีหน้าได้ดี ถือเป็นพ้อยต์ที่ควรจับตามองเลยทีเดียว>_<

(อีกใจ อยากโดนพี่เค้าเหยียบ……)

ระหว่างทางไปเกียวโตโซจิก็พบกับฮิจิคาตะซึ่งมีนิสัยเจ้าสำราญเริงร่ามาก ฮิจิคาตะดูออกว่าโซจิเป็นผู้หญิง แต่โซจิก็ยังยืดอกยืนยันว่าตัวเองเป็นผู้ชายนะ!! (น่าร๊ากกกกกกกก>_<) คุยไปคุยมาโซจิก็ไอ เลือดออก แล้วก็ห้ามไม่ให้ฮิจิคาตะเข้าใกล้ติดโรค ฮิจิเลยรู้ว่าโซจิเป็นวัณโรค แต่เจ้าตัวก็บอกว่าไม่เป็นไร พวกชาวนาไม่ติดวัณโรคหรอก ต่อให้รู้ว่าเป็นคำโกหกแต่โซจิประทับใจคำนั้นมากจนตกหลุมรักกับฮิจิคาตะ ก็เลยได้เข้ากลุ่มชินเซ็นกุมิ

news_large_DSC_5519.jpg

จุดเด่นของละครเรื่องนี้คือมีการแอดลิบหรือด้นสดไม่ซ้ำรอบ ดูไปดูมายังกะตลกคาเฟ่ มีเล่นกับคนดูเป็นระยะ ตั้งแต่ดูละครเวทีมาเพิ่งเคยเจอสไตล์นี้นี่แหละ 555555555555555555

ฉากแอดลิบตรงนี้จะเป็นของโซจิ

คนโด้ : ชินเซ็นกุมิเป็นกลุ่มที่ต้องร้องเต้นพร้อมฟันคนไปด้วยครบ 3 ประการนะ เธอร้องเพลงได้รึไง

มัตสึเระโซจิ : ฉันดังที่นาโกย่านะ

ส่วนในวันอื่นๆก็เช่น “เคยออกเอ็มสเตนะ” “ร้องเพลงกับโอะเนี้ยงโกะคลับ” “เคยจัดคอนที่สเตเดียม” “เคยออกซิงเกิลมา 16 แผ่นแล้ว” ……เอาของเก่ามาขายพรัว

แล้วก็เข้าฉากเพลง Mezase Pokemon Master โอ๊ยยยย เราชอบฉากนี้มากอีกเช่นกัน 55555

เห็นมัตสึเระโซจิคลุงเต้นเพลงโปเกมอนแล้ว อืม เทคนิคยังเป๊ะอยู่ ยังกะเต้นกับ SKE แน่ะ จิตวิญญาณยังไม่เลือนหาย 555555555555555

160624_bkmt_006.jpgenn1607011540018-p2CoH8UDBUsAAwhTW

เพลงนี้เข้ากับตัวเรื่องกับคาดไว้นะ คือเนื้อเพลงกล่าวถึงการอำลาบ้านเกิด แล้วเดินทางไปกับพวกพ้องหน้าใหม่ที่ตัวเองเชื่อใจ ยังไงก็ไม่เป็นไรหรอก เรามีเพื่อนนะ เป็นฉากที่ดูแล้วอารมณ์มันปริ่มๆแบบ ดีจังเนาะโซจิ…ฮือ T_T มีเพื่อนกะเค้าซะที ไม่เหงาแล้วเนาะ ….. (อินหนักมาก)

ชินเซ็นกุมิเป็นกลุ่มล่าค่าหัวตามประกาศของรัฐบาล เวลาออกจับคนร้ายทีเดี๋ยวอิหัวหน้าลืมดาบ อิรองหัวหน้าจงใจไม่เอาดาบมา โซจิผู้เป็นหัวหน้าหน่วยย่อยเลยโดนสั่งให้ไปฟันชาวบ้านอยู่คนเดียว แต่ด้วยความที่พี่แกเมพอยู่แล้วประกอบกับมีเพื่อนเชียร์เลยยิ่งคึกใหญ่ ฟันกระจาย…

แต่แล้วเมื่อตรวจรายชื่อคนต่อไปที่ต้องล่าค่าหัวกลับเป็นชื่อของซากาโมโตะ เรียวมะ

ฉากนี้เป็นฉากเปิดตัวของซากาโมโตะ เรียวมะพร้อมเพลง white breath และท่าเต้นอันร้อนแรงระดับต้นฉบับยังอาย………… จำติดตาจนทุกวันนี้ ล้างไม่ออกเลย =_=

แล้วโซจิก็โผล่มาพอดีตอนเรียวะแหวกเสื้อโชว์บราสีแดงแจ๋ (พร้อมด้วยผู้ติดตามที่ใส่บราเขียว/แดงแตกต่างไปตามวัน) บางวันมีสเปเชี่ยลคือหมุดเหล็กตรงหัวนมบรา  ……เรื่องเชี่ยไรเนี่ย ฮือ5555555555555555555   มัตเระมักหลุดขำที่ฉากนี้เป็นประจำ วันที่เจอหมุดเหล็กนางหลุดขำหนักมากจนต้องหันหลังหนีคนดูอยู่ครึ่งนาที….

news_xlarge_DSC_5620.jpg

เมื่อพระเอกและพระเอก(?)มาพบกัน เรียวมะก็ตกหลุมรักโซจิตั้งแต่แรกพบสบตา โซจิบอกอิบ้า ชั้นเป็นผู้ชาย!!!! แต่เรียวมะก็ดูออกอยู่ดี แล้วพี่แกก็ขอกินตับกันโต้งๆ ถ้าโซจิไม่ยอมฮีก็จะขอไม่เข้าหมดก็ได้ อ๊ะๆ ยอมให้อีกนิด เข้าจึ๋งเดียวก็ได้ ยังไม่ยอมอีก โอเคๆ ฮีไม่ขยับสะโพกก็ได้นะ ถ้าแบบนี้ไม่ถือว่าเป็นเซ็กส์หรอก เค้าเรียกว่า “การออกกำลังกาย” มีการสาธิตท่าเอ็กเซอร์ไซส์ให้ดูไปอีก

….ถ้าไม่เล่ามุกพวกนี้ให้ฟังด้วยมันจะเข้าไม่ถึงคาแรกเตอร์ตัวละครน่ะ อย่างที่บอกไปแล้วข้างต้น ทำใจนิดนะคะ…เราเล่าเองนี่เรายังอยากเอาหน้าไถคีย์บอร์ดเลย …….orz

โซจิลำไยเรียวมะมาก นางก็เลยจะหนี แต่แล้วอิโซผู้ติดตามของเรียวมะก็ทักโซจิว่าจำกันได้มั้ย เค้าคือฟุคุดะ อิโซจากฟุตากาวะที่เป็นคนเก็บโซจิตอนเด็กๆไว้ได้ไง เป็นอันว่าโซจิได้มาพบกับอิโซอีกครั้งในฉากนี้เอง แต่เรียวมะยังกวนติงนางอยู่ นางเลยชักดาบออกมาจะฟันแม่ม เรียวมะก็ชักปืนออกมา โซจิก็ด่าว่าแบบนี้มันสกปรกนะเว้ย เรียวมะก็ตอบว่าใช่สิ การฆ่าคนมันเป็นเรื่องสกปรก ปืนนี่ก็ไม่ต่างจากดาบนั่นหรอก แต่โซจิก็ยังยืนยันว่าวิถีนักรบคือต้องวัดกันด้วยฝีมือดาบสิ ถึงจะถือว่าเป็นซามูไร เรียวมะก็จุ๊ๆ เอ็งนี่ยังอ่อนหัด วิถีนักรบอะไรไร้สาระ ปืนนี่วิเดียวยิงได้สองเปรี้ยงเดี้ยงหมดเป็นแถบ เอ็งเคยเห็นเรือดำของพวกเมกาป่าว คิดว่าเอาดาบนั่นไปฟันแล้วจะชนะรึไง ปืนใหญ่ของเรือลำนั้นยิงทีเดียวคนตายเป็น 50-60คนเลยนะ  คนอเมริกามีปืนกันหมดเพื่อเอาไว้ปกป้องกฎหมายที่ตัวเองสร้าง ไม่ว่าคนทำผิดจะเป็นปธน.หรือโชกุนก็อาจถูกชนชั้นชาวนายิงตายได้เหมือนกัน เรียกง่ายๆว่าเป็นความเสมอภาคนะ

แต่อย่างว่า เรื่องฝังหัวใช่จะยอมรับง่ายๆ โซจิก็โมโห ไม่ว้อย ถ้าเป็นแบบนั้นชั้นจะอุตส่าห์ฝึกดาบมาตั้งขนาดนี้ไปเพื่ออะไร

เรียวมะก็ยังก้อร่อก้อติก มาเป็นเมียพี่สิจ๊ะ พี่จะสร้างยุคสมัยที่ไม่มีฐานันดรใดๆ พี่จ๊าบป้ะล่า โซจิวิ่งหนี ไม่ แกไม่ใช่สเปกชั้น!! ตรงนี้จะเป็นแอดลิบของเรียวมะ บางวันก็บอกนี่ๆ ไม่ชอบบราแดงเค้าเหรอ บางวันก็บอกเดี๋ยวไปสู่ขอจากอากิพี มุกแต่ละวันไม่เค๊ยซ้ำกัน….


 

ฉากต่อมาเป็นฉากของไคชูกับอิวะคุระ (ขุนนางราชสำนักสมัยนู้น) ไคชูต้องการให้ฝ่ายจักรพรรดิรับคืนอำนาจการปกครองจากโชกุนกลับไป แต่ฝ่ายอิวะคุระบอกเอ็งอย่าตลก ยึดอำนาจจากพวกเราไปเป็นสามร้อยปีพอถึงเวลาที่โชกุนลำบากก็เลยจะคืนอำนาจให้เหรอ ตอนนี้เป็นพันธมิตรกับอเมริกาก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ถ้ามีสงครามหลังจากนั้นแปลว่าฝ่ายจักรพรรดิต้องเป็นคนรับผิดชอบรึไง แต่ถ้าอยากให้รับนัก น้องก็ต้องโชว์ก้นเปล่าเปลือยให้พี่ดูก่อน ……. เรื่องเชี่ยไรวะเนี่ย ฮือ55555555 (อะเกน)

ไคชูแกก็เป็นถึงผบ.อ่ะนะ เรื่องไรจะยอมทำแบบนั้น แกก็กล่อมอิวะคุระว่า ถ้าปล่อยให้ซากาโมโตะ เรียวมะคนที่เทิดทูนจักรพรรดิและมีความภักดีในตัวโชกุนโยชิโนบุคนนั้นมีชีวิตรอดไปจนถึงยุคใหม่ จะเกิดอะไรขึ้น

จากนั้น โซจิก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมดาบ “คิขุอิจิมง” อิวะคุระเห็นดาบก็รู้ทันทีว่าโซจิเป็นใคร แต่ไคชูบอกนี่คือน้องชายฮีเอง ถ้าผู้ครอบครองดาบเล่มนี้เป็นผู้สังหารซากาโมโตะ เรียวมะ ก็ถือว่าคู่ควรกับเกียรติแห่งจักรพรรดิ

 

「この世に一番恐ろしいものは狂った女と男の嫉妬にございます」

“สิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนโลกใบนี้คือสตรีจิตวิปริตและความริษยาแห่งบุรุษเพศ”

 

คำพูดนี้เป็นของคัทสึไคชู ผกก.โอคามุระก็ใบ้ไว้เหมือนกันว่าถึงโซจิจะเป็นตัวดำเนินเรื่อง แต่จริงๆกุญแจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ไคชูนะ ถ้ามองจากมุมของไคชูคงจะเข้าใจความหมายของประโยคนี้


 

ฉากต่อมาเป็นฉากที่เรียวมะแวะมาเยือนกลุ่มชินเซ็นกุมิ ด้วยความที่พี่แกคิดถึงโซจิแฟนในมโนของแกมาก พอมาถึงหน้าประตูก็มีแก๊งชินเซ็นเฝ้ายามอยู่ แต่เรียวมะหลอกว่าเค้าเป็นคนส่งซูชิจากบาคุฟุมาให้นะ อิยามก็เชื่อเลยปล่อยให้ฮีเข้าไป อิโซก็พึมพำ เอ็งเชื่อกันได้ไงวะ ….

ตอนนี้โซจิกำลังนั่งเล่นอยู่ในห้องตัวเอง เรียวมะก็โผล่มาบอกตัวเองเป็นหมอนวดที่คนโด้จ้างมาให้ช่วยนวดให้โซจิ เพราะโซจิทำงานหนักคงเหนื่อยแย่ โซจิก็โอ้ ดีๆ นวดให้หน่อย พี่มะนวดไปก็หน้าไถแขนโซจิไป พร่ำเพ้อบอกวู้วฮู้วผิวสวยจัง อ้าวทำไมตรงนี้มีรอยช้ำด้วย โซจิก็โว๊ะ นวดไปเหอะ อย่าพูดมาก

ClpDyZrVAAAJcgD.jpg

โซจิ : เดี๋ยวนะ ทำไมมีอะไรเย็นๆตกใส่หลังชั้นด้วย

เรียวมะ : น้ำลายอิชั้นเองฮ่ะ

โซจิ: เฮ้ยยยยยยยย โสโครก เดี๋ยวเหอะเอ็ง ไม่ตั้งใจนวดก็กลับไปไป๊

แล้วอิโซซึ่งปลอมตัวมาเป็นสาวใช้ก็โผล่มาเอาขนมพายปลาไหลกับน้ำชามาให้ มีการแซว อุ๊ยตาย ชายหญิงอยู่ร่วมห้องกันสองต่อสองมีอะไรกันรึปล่าจุ๊กรู๊ว เดี๋ยวเค้าปูฟูกให้  พร้อมผลักโซจิลงนอนแล้วนางก็จากไป

เรียวมะก็มานวดเอวโซจิต่อ นวดไปน้ำลายก็จะไหลอีก โซจิเลยต่อยแม่ง 55555555555555  บางวันพลาดต่อยโดนจริงๆก็มีนะ อิชิดะซังที่แสดงเป็นเรียวมะก็แบบ …ต่อยโดนเต็มๆเลยนะเอ็ง (มัตเระก็หลุดขำไปอีก)

Cl0Cas6VAAADH7f.jpg

ทีนี้โซจิชักสงสัยว่าอิหมอนวดนี่หน้าคุ้นๆนะ รู้จักซากาโมโตะ เรียวมะรึเปล่า เรียวมะก็เปล๊า รู้จักแหละแต่ไม่เคยเจอ เห็นเค้าว่าเป็นผู้ประเสริฐและป๊อปในหมู่สาวๆมากเลยน้า โซจิก็เฮอะ อิตานั่นหลงตัวเองชัดๆ ไม่เห็นจะมีเสน่ห์เลยสักนิด เรียวมะพลันมือลื่นตบกบาลโซจิป๊าบ (วันไหนที่มัตเระต่อยโดนจริง พี่แกก็ตบกลับจริง แมนๆเล่นกันฮะ…) แล้วพูดพร่ำว่าท่านเรียวมะผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นตกหลุมรักท่านโซจิเชียวนะ ขืนท่านโซจิไปเลือกผู้ชายงี่เง่าไม่เอาอ่าว สักแต่จะพาไปดิสนีย์แลนด์อาทิตย์ละ 5-6 รอบ ประเทศพังพอดี

มัตสึเระโซจิ : ก็เค้าอยากไปดิสนีย์แลนด์อ่ะ!!!!!! (ความจริงในใจแน่นวล)

เรียวมะเอือมระอา แก ผู้ชายที่วันๆเอาแต่คิดเรื่องเอาใจผู้หญิง ไม่ทำงานทำการกับผู้ชายที่ทำงานอย่างจริงจังแต่นานๆทีก็มีมุมอ่อนโยนกับสาวบ้าง คนไหนดีกว่ากัน

โซจิก็บอกคนหลังสิ

เรียวมะก็บอก ใช่ปะล่ะ ขืนผู้หญิงเอาแต่หลงผู้ชายไม่จริงจัง จะมีผู้ชายที่ไหนยอมทำงานเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองล่ะ ผู้หญิงต้องชอบผู้ชายที่มุ่งมั่นทำงานอย่างหนักนะ ไม่งั้นคงไม่มีใครยอมทำงานแน่นอน โซจิเลย โอ้ อย่างนี้นี่เอง ประทับใจ เดี๋ยวไว้เจอเรียวมะคราวหน้าจะไปเล่าให้เรียวมะฟังนะว่ามีหมอนวดเล่าเรื่องราวดีๆของฮีด้วย มองฮีในมุมใหม่แล้วล่ะ เดี๋ยวคราวหน้าไปนั่งชิงช้าสวรรค์ด้วยกันก็ได้ (เจ๊ใจง่ายจังคะ ……….)

เรียวมะก็ดีใจ จริงเหรอ งั้นขอจุ๊บได้มั้ย โซจิก็ห๊ะ เรียวมะแถ เปล่านะ เค้าจะจุ๊บเอาคำพูดของโซจิไปฝากท่านเรียวมะงาย

โซจิก็บอกว่าไม่ได้หรอก เดี๋ยวติดวัณโรคเค้านะ ตรงนี้เองที่เรียวมะเผลอหลุดปากออกไปว่าคนอย่างซากาโมโตะ เรียวมะผู้ยิ่งใหญ่เหนือฟ้าดินไม่กลัววัณโรคจากสาวที่ตัวเองรักหรอกน่า! ความแตกทันทีว่าฮีคือเรียวมะนั่นเอง …… แต่ความเรียวมะก็เกลี้ยกล่อมให้โซจิยอมฟังว่า ที่อเมริกามีสถานที่ที่เรียกว่าฮอสพิทอลไว้เพื่อรักษาคนป่วยนะ แค่วัณโรคนี่สิวๆเหมือนยุงกัดปึ๊ดเดียวก็หาย รู้จักยาที่ชื่อเพนิซิลินมั้ย รู้เปล่าว่าทำจากอะไร นั่นน่ะ เวลาข้าวเก่าแล้วเอามาทำได้ไง

โซจิ : ข้าวปั้นเหรอ?

เรียวมะ : ไม่ใช่!! เวลาข้าวมันบูดแล้วมันจะมีอะไร?

โซจิ : รานี่เอง!!!

เรียวมะก็ใช่แล้วน้อง เพนิซิลินผลิตจากรา คือเค้าจะบอกว่าราไม่ใช่ของที่เจ๋งหรอกนะ แต่ที่เจ๋งจริงๆคือหมอที่ค้นพบว่ารามีผลต่อการรักษาโรคในร่างกายมนุษย์ต่างหาก แล้วที่อเมริกาก็มีคนแบบนั้นเต็มไปหมด ทำวิจัยตั้งแต่เช้ายันค่ำเพื่อต่อสู้กับโรคต่างๆ เค้าก็อยากให้โซจิต่อสู้กับโรคของตัวเองแบบนั้นเหมือนกัน

จากนั้นโซจิกับเรียวมะก็เต้นระบำกันเริงร่าโรแมนติก จนพวกแก๊งชินเซ็นกุมิคนอื่นๆเข้ามาเจอแล้วกันตัวเรียวมะกับโซจิแยกจากกัน ตรงนี้จะเป็นการเริ่มแอดลิบแบทเทิลของเรียวมะ พวกแก๊งชินเซ็นจะเข้ามาปล่อยมุกทีละคนให้เรียวมะตบกลับให้ได้ มุกที่เราชอบมากคือมุกตัวย่อ  5555555555555

มีครั้งนึงโดนคำว่า S K E อิชิดะซังที่แสดงเป็นเรียวมะก็เอ้อ อ้า …..เอ้อออออ

 

S  週末 = Shumatsu

K 開催される = Kaisaisareru

E  エンドレスな握手会 = Endless na akushukai

 

“งานจับมือที่จัดประจำสุดสัปดาห์อย่างไม่มีวันจบสิ้น”

คนดูนี่ลั่น ปรบมือกันใหญ่ ไม่รู้เล้ยว่าเป็นโอตะทั้งนั้น 5555555555555555555555555555555555

มัตเระก็ขำไปอีก 5555555555555

คนโด้หัวหน้ากลุ่มกิ โอ๊ย พี่เรียวมะครับ ยังไงเราก็เป็นศัตรูอยู่คนละฝ่าย พี่อย่าโผล่หน้ามาโต้งๆแบบนี้สิครับ

เป็นเพราะเรียวมะประกาศไปทั่วว่าจะสร้างยุคสมัยใหม่ที่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีทั้งผู้หญิงผู้ชาย ไม่มีชาวนาหรือซามูไร ทำให้พวกชนชั้นชาวนามีความหวังว่าตัวเองก็จะได้มีความเท่าเทียมเหมือนชนชั้นอื่นบ้าง ไม่ต้องโดนกดขี่อีก ซึ่งจริงๆกลุ่มชินเซ็นกุมิไม่ใช่ซามูไรที่เกิดจากตระกูลนักรบ แต่เป็นกลุ่มของพวกชาวนาที่พยายามจะเป็นนักรบด้วยการสมัครเข้ากองทัพของรัฐบาล คือเค้าก็พยายามจะก้าวข้ามระบอบฐานันดรในแบบที่ตัวเองทำได้น่ะนะ

ในเรื่องนี้ พวกชินเซ็นฯเลยไม่อยากฆ่าเรียวมะ ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ตล๊อด แต่ฮิจิคาตะเหม็นขี้หน้าเรียวมะที่มาเจ๊าะแจ๊ะกับโซจิ  เรียวมะประกาศว่าถ้าจะมาฆ่าเค้าก็ให้โซจิมาฆ่านะ แต่ถ้าฟันดาบพลาดล่ะก็ โซจิต้องมาเป็นเมียพี่นะจ๊ะ แล้วนางก็วิ่งจากไป

ฮิจิคาตะหึงว่าเดี๋ยวนี้สนิทกับเรียวมะจังนะ

ฮิจิคาตะ : คิดไงซากาโมโตะล่ะ?

โซจิ : เป็นคนดีนะ

ฮิจิคาตะ: คนดี? งั้นชั้นล่ะ?

โซจิ : รักไง

ฮิจิคาตะ: รักมากแค่ไหน

โซจิ : รักที่หนึ่งเลย!

ฮิจิคาตะ: แล้วที่2 3 ล่ะ 4 5 6 ถ้าไม่ใช่เค้าล่ะก็ เค้าไม่ยอมน้า (งอแง)

คนโด้รำคาญแทนเลยถามโซจิว่าไปตกหลุมรักอิฮิจิที่ตรงไหน

มัตสึเระโซจิก็ทำท่าอายม้วน แอดลิบต่างไปตามวัน เดี๋ยวชอบโครงหน้าบ้าง ชอบที่ใส่สายรัดข้อศอกบ้าง ชอบที่เล่นมุกแป้กเก่งดีบ้าง เรียกเสียงฮาทุกรอบ โซจิก็บอกว่าที่รักฮิจิคาตะเพราะฮิจิคาตะบอกนางว่า พวกชาวนาไม่ติดวัณโรคหรอก ต่อให้รู้ว่าโกหก แต่นางก็ประทับใจ

คนโด้ก็ถามฮิจิคาตะ นี่แกบอกโซจิจริงๆเหรอว่าชาวนาไม่ติดวัณโรค? ….. บังเกิดความเงียบในกลุ่มขึ้นมาทันที แล้วคนโด้ก็ตัดบทว่าเออ ใช่แล้ว ชาวนาไม่ติดวัณโรคหรอก!!!!!  โดยเฉพาะชั้นนี่แหละไม่ติดแน่นอน พร้อมฉวยผ้าห้อยคอโซจิมาถูคอตัวเองแบบตาลุงลวนลามเด็ก…. จุดนี้นักซูโม่ในกลุ่มชินเซ็นก็จะโผล่มาแย่งผ้าจากคนโด้ทุกรอบ ผลัดกันแย่งลวนลามโซจิบ้างไรบ้าง บางทีก็ลวนลามกันเอง ….. orz

มีอยู่รอบนึงที่ฮีเอาผ้าไปถูเป้ากางเกง ….แล้วยกชูขึ้นมาจะให้มัตเระ นางก็ส่ายหน้า ไม่ ไม่ ไม่เอาแล้วรีบวิ่งหลบไปข้างหลังฮิจิคาตะ ฮีเลยเอาผ้าไปถูหน้าคนโด้แทน เล่นกันจังไลจริงๆ ……….555555555555555555

IMG_49931.jpg

ต่อมาทุกคนก็คุยกันว่า ถ้าประเทศเป็นประชาธิปไตยแล้ว (อุ๊ย คำนี้คุ้นๆ) จะมีกล่องศักดิ์สิทธิ์ที่เขียนคำอวยพรใส่ลงไปแล้วเรื่องที่ขอจะกลายเป็นจริงด้วยนะ! ทุกคนก็ทำท่าหยอดกระดาษลงกล่อง ขอให้โซจิหายป่วย ขอให้ได้เป็นหมอ บลาๆ จนพีคที่คนโด้แกจะแอดลิบแบบจังไลๆ เช่น ขอให้ได้กินตับโซจิ……. มัตสึเระโซจิเลยเดินเข้าไปตบหน้าฮีเปรี้ยง (ตบจริงโนแสตนด์อิน นี่คอนเฟิร์ม)….  บางวันแมนๆก็ผลักอกปึ้ก มีอยู่รอบนึงที่มัตเระนางก็ถอยไปสามสี่ก้าวเพื่อกระโดดอัดคนโด้จนล้มกลิ้ง

ผู้ชายพวกนี้เล่นกันเถื่อนจังค่ะแม่ ลูกกัว ………..

จากนั้นเป็นฉากเปิดตัวของคาซึระจากแคว้นโจวชู  ซึ่งตานี่ก็คอยจ่ายเงินสนับสนุนให้แก๊งชินเซ็นกุมิให้ไปฆ่าเรียวมะ คาซึระ สังเกตว่าโซจิไม่เหมือนผู้ชายเลย จนเป็นที่มาของฉากขยำเมล่อนปังที่เค้าโปรยหว่านกันทั่วทล …..

cb8b924e94e789b3a63494f713de201a.jpg

จับแล้วเจอไรมั่งมั้ยฮะเพ่

 

หลังจากพิสูจน์แล้วว่าโซจิไม่ใช่ผู้ชาย คนโด้ก็ขอร้องว่าอย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกบาคุฟุเลย  คาซึระเออเว้ย ไม่บอกหรอก แต่ให้ผู้หญิงคนนี้ไปฆ่า เรียวมะแล้วกัน ผู้หญิงคนนี้ต้องเกิดมาเพื่อฆ่าซากาโมโตะ เรียวมะแน่นอน แล้วก็ขู่ว่าถ้าโซจิไม่ยอมไปฆ่าเรียวมะ อาจทำให้พวกกลุ่มชินเซ็นกุมิต้องคว้านท้องรับโทษก็ได้นะ โซจิก็แค้นใจ ทำอะไรไม่ถูกจนวิ่งหนีไป


ต่อมาเป็นฉากคดีอิเคดะยะอันเลื่องลือ* (ชินเซ็นกุมิโด่งดังจากคดีนี้เอง)

NOTE: คดีอิเคดะยะ –ซามูไรหัวรุนแรงของโจชู,สัทซึมะที่วางแผนเผาเมืองเกียวโตและลักพาตัวจักรพรรดิรวมตัวกันอยู่ในเรียวกังอิเคดะยะ แต่กลุ่มชินเซ็นกุมิรู้ข่าว ก็เลยบุกไปฆ่าทิ้งเหี้ยน

ClnxkQ_WQAAovsi.jpg

แต่ในเรื่องนี้โซจิโดนสั่งลุยเดี่ยวจากสายข่าวของคาซึระ ได้รับคำสั่งมายังไง พี่แกก็ฟันไม่เลี้ยงจนคนทั้งเกลียดทั้งกลัวกันไปทั่ว เป็นที่มาของประโยค “ชั้นถึงได้ถูกเรียกว่าหมาฆาตกรยังไงเล่า!” (เสียงตอนมัตเระพูดฉากนี้แมนมาก เท่มาก…. ฟันน้องสิคะ ฟันน้อง!!!!)

ORG_20160624000913.jpg

แต่บุกโรงเตี๊ยมคนเดียวมันก็ออกจะงานหนักเกินไป เรียวมะโผล่มาช่วยโซจิเฉย ด้วยเหตุผลหลายๆอย่างคือฮีไม่อยากให้โซจิตายเพราะยังไม่ได้เอ็กเซอร์ไซส์กันเลย (…….) กับไม่เห็นด้วยในแนวคิดของพวกหัวรุนแรง ฉากนี้สองพระเอกฟันไปคุยกันไป โอ้โหว ยาโอยฉบับฮอลลีวูด แล้วก็เข้าฉากที่เรียวมะอ่านจดหมายที่เขียนถึงแม่ตัวเองให้โซจิฟัง กล่าวถึงว่าเค้าพบนางอันเป็นที่รักแล้ว จะนางพากลับโทสะไปหาท่านแม่นะ ขอให้ดูแลสุขภาพด้วยจนกว่าเค้าจะกลับไป

แล้วก็ถามโซจิว่าเคยเห็นพระจันทร์ของจริงรึเปล่า พระจันทร์ที่โทสะบ้านเค้าใหญ่ตั้งเท่านี้เลยนะ ไม่เล็กเท่าที่เคยเห็นในเอโดะแน่นอน จะพาโซจิไปกินปลาย่างฝีมือแม่ ของดองฝีมือพี่สาว จะให้โซจิได้เห็นท้องฟ้ากว้างใหญ่เต็มไปด้วยดวงดารารายประหนึ่งฝนดาวตก

9cf0c4e8-s.jpg

เป็นฉากบอกรักโดยไม่มีคำว่ารักอ่ะนะ…..

โซจิได้ฟังก็ประทับใจจนหัวใจวูบไหว แต่ก่อนที่จะได้ตอบอะไร เรียวมะก็วิ่งหนีไปก่อน โซจิก็คร่ำครวญว่าทำไมถึงได้ทิ้งผู้หญิงอ่อนแอตัวคนเดียวเอาไว้แบบนี้ ผมอุตส่าห์รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาทั้งที จากนั้นโซจิก็ไอเป็นเลือด เจ้าตัวก็เลยป้ายเอาเลือดที่ติดมือทาลงบนริมฝีปาก ก่อนจะแกะยางรัดผมออก แสดงให้เห็นถึงตัวตนด้านหญิงสาวที่เค้าไม่เคยได้รับการอนุญาตให้แสดงออกมาตลอด ไม่ว่าจะตอนที่อยู่กับไคชูหรือฮิจิคาตะ

ฉากนี้เป็นฉากที่ทำเราสะเทือนใจมากๆ เป็นหนึ่งในฉากที่ชอบเป็นอันดับต้นๆเลย เราว่ามัตเระเค้าถนัดการแสดงอารมณ์ด้วยสีหน้ากับท่าทางโดยปราศจากคำพูดนะ มักทำได้ดีเสมอเวลาที่ต้องใช้แววตาสื่อสารความรู้สึกเจ็บปวด ไม่รู้คิดถึงอะไรอยู่ อาจจะเป็นเรื่องเมื่อเช้าตอนเปิดฝาโยเกิร์ตแล้วมันระเบิดใส่ เป็นต้น …………เป็นเรานี่เศร้ามากนะ บอกเลย

กำลังได้อารมณ์ฮิจิคาตะก็โผล่มาตบหน้าโซจิทันที พี่แกโมโหที่โซจิเอนเอียงไปหาเรียวมะ จากนั้นฮิจิคาตะก็อ้อนวอนว่าช่วยกลับมาเป็นโซจิคนเดิมได้มั้ย คนที่บอกว่าอยู่กับฮิจิคาตะซังแล้วสนุกที่สุดเลย โซจิก็ตอบว่าผู้หญิงคนไหนได้อยู่กับฮิจิคาตะซังก็สนุกทั้งนั้นแหละ คอยดูแลเอาใจใส่ อาทิตย์นึงพาไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ตั้ง 5-6 รอบ (ฮิจิ: ดิสนีย์ซีก็ไปมาแล้วด้วยใช่มั้ยล่ะ!!!) แต่ว่าถ้าผู้หญิงคิดคบแต่กับผู้ชายรักสนุกไปวันๆ ประเทศถึงคราวล่มสลายกันพอดี ฮิจิคาตะก็บอกว่าเป็นผู้หญิง ไม่จำเป็นต้องคิดเรื่องยากๆแบบนั้นหรอกนะ!  ลืมตาตื่นซะที เธอกำลังโดนเรียวมะมันหลอกเอาต่างหาก!

และแล้วพวกนางก็ทะเลาะกัน ฮิจิพูดทวงบุญว่าเพราะใครเธอถึงได้เป็นผู้หญิง เพราะใครเธอถึงได้เข้ากลุ่มชินเซ็นกุมิ ใครเป็นคนสอนเรื่องประชาธิปไตยให้ โซจิก็ เออ สามปีก่อนได้เป็นผู้หญิงเพราะเอ็งจริงๆนั่นแหละ แต่เอ็งดันทำฟอร์มทั้งที่ไม่รู้วิธีอะไรเลยเหมือนกันถึงทำชั้นเอวเคล็ดไปสองสามวันเลยนะเว้ย!!! แล้วถุยว่าอย่ามาตลก ชาวนาที่อ่านหนังสือไม่ออกสักตัวอย่างเอ็งรู้เรื่องประชาธิปไตยด้วยเหรอ!!

ฮิจิคาตะก็โมโหแรง ชักดาบออกมาจะฟันโซจิ เดอะแก๊งก็โผล่เข้ามาห้าม แต่อย่างว่า ไม่มีใครสู้โซจิได้อยู่แล้ว นางก็หักดาบฮิจิคาตะทิ้ง

 

“ทำอะไรของเธอ ดาบคือจิตวิญญาณของซามูไรเชียวนะ!

“พูดอะไรบ้าๆ พวกนายกำลังจะสร้างยุคสมัยที่ไม่มีทั้งชาวนา ทั้งซามูไรไม่ใช่รึไง
ถ้ายุคสมัยใหม่มาถึงแล้วไม่มีใครหน้าไหนห้อยดาบเดินไปมาหรอกนะ!!!

RSZ_20160624000912.jpg

จากนั้นก็เข้าฉากที่โซจิฟันพวกศัตรูคนอื่นๆเหมือนระบายอารมณ์โกรธ พอดีที่อิโซโผล่มาช่วยพร้อมเรียวมะที่ปรากฏตัวอย่างหล่อจากทางเดินฝั่งคนดู เนื่องจากบทพรรณนาพี่แกยาวชิบหาย ผมคือนักบินอวกาศกลับมาจากสุดปลายทางช้างเผือกสองหมื่นปีแสง ผมคือสิงโตคำรามผู้องอาจและอ่อนแอ เต็มไปด้วยบาดแผลและไม่หวั่นเกรงคมเขี้ยวใด–ฟกดเสวงสวสด่ก้ดเงหบลาบลาบลาบลาบลา ฟังแล้วเหนื่อยแทน………ฮีเลยเดินไปพูดไป มีการหยุดเช็คแฮนด์ก็ไม่นวดไหล่ให้คนดูบ้างไรบ้าง …บันเทิงไปอีกแบบ

news_xlarge_DSC_6039

ซึ่งบทพร่ำพรรณนายาวเป็นกิโลของเรียวมะมักสั่นสะเทือนหัวใจของโซจิเสมอ (สเปกพี่เป็นแบบนี้นี่เอง…….)

news_xlarge_DSC_6041

แต่คราวนี้รู้สึกว่าจะทำโซจิหวั่นไหวมากเกินไปจนต้องหลบฉากหนีก่อนที่เรียวมะจะทันไปวิ่งไปกอด โดยผู้ที่ยืนอยู่ตรงนั้นพอดีคือคัทสึไคชู  (เรียวมะ: …..โอ้วมายก๊อด)

จากนั้นจึงเข้าฉากที่ของไคชูกับเรียวมะถกเถียงกันเรื่องการคืนอำนาจให้จักรพรรดิ ทั้งสองเห็นตรงกัน (ในเรื่องนี้ไม่ได้เป็นอาจารย์-ศิษย์กันหรอกนะ) แต่ฝ่ายเรียวมะไม่ต้องการให้โชกุนโยชิโนบุคว้านท้องตัวเองตามธรรมเนียมหลังจากคืนอำนาจแล้ว รวมถึงการกำจัดกองทัพทหารของรัฐบาลตามที่ฝ่ายขุนนางจักรพรรดิเสนอมาด้วย (เพื่อป้องกันการยึดอำนาจคืน) คือเรียวมะต้องการปฏิวัติโดยปราศจากการหลั่งเลือด ไคชูก็เอ้า แล้วจะให้ทำยังไงวะ เรียวมะเลยก้มหัวขอยืมก้นรูปทรงแอปเปิลสวยๆของไคชูให้อิวะคุระตับสักทีเป็นการแลกเปลี่ยนแล้วกัน จะได้ไม่เสียเลือดเนื้อด้วย……………..โอย เรื่องนี้แม่งเชี่ยจริง55555555555

แล้วอิวะคุระก็ได้เห็นก้นเปลือยๆของไคชูสมใจนาง ……..

DSC_00662.jpg

 

เข้าฉากที่ชินเซ็นกุมิกำลังตามตื๊อขอเงินคาซึระ คาซึระก็บ่นๆไหนเอ็งเอาเงินไปตั้งเยอะแยะแล้วไม่เห็นจะฆ่าเรียวมะซะทีเลย! มัวแต่เอาไปเข้าคลับสาวนั่งดริ๊งค์กับเรียวมะมันอยู่ได้ นักซูโม่หนึ่งในเดอะก็บอกไม่ใช่คลับนั่งดริ๊งค์นะ คลับ SM ต่างหาก!!!! คนโด้ก็อ้างว่าเค้าทำเพื่อหาจุดอ่อนของเรียวมะนะ แล้วก็เจอแล้วด้วย! เวลาที่เรียวมะได้ยินคำว่า “ไทโช”(ขุนพล) จะหน้าซีดเผือด ซึ่งคาซึระก็งง ได้ยินคำนั้นแล้วมันน่ากลัวตรงไหนวะ ในฉากนี้พวกนักแสดงจะเล่นกับคนดูคือ ใครนั่งแถวหน้าสุดโซนกลางริมขวา ประมาณเก้าอี้ที่ 2 จากซ้ายมักโดนเรียกตัวให้ยืนขึ้นตอบคำถามเสมอว่าจุดอ่อนของเรียวมะคืออะไร ส่วนใหญ่คาซึระจะถามว่านี่มาดูกี่ครั้งแล้ว บางคนก็ครั้งแรก บางคนก็สองครั้ง มีสาวนางนึงบอกสี่ครั้งแล้ว พวกนักแสดงหลุดขำกันระนาว ………ดีจังที่เราไม่ได้นั่งตรงนั้น  TvT

จากนั้นเรียวมะก็โผล่มากวนอีก ง๊าย คาซึระ ยังหล่อเหมือนเดิมนะ  คือเรียวมะสนับสนุนให้คาซึระเป็นสมาชิกสภาหลังทำการปฏิวัติสำเร็จ แล้วก็เตือนว่าสำหรับการเป็นนักการเมือง เรื่องที่น่ากลัวมากคือข่าวฉาว พี่แกก็กระซิบว่าระวังบุนชุนไว้ให้ดีนะ ถ้าโดนขึ้นมานี่น่ากลัวนะว้อย แม่ง5555555555555555555555555

กวนประสาทชาวบ้านเสร็จเรียวมะก็บอกไปล่ะ จะออกเดินทางไกลไปยันแคว้นโจชู คาซึระก็หือ บ้านเรานี่ เอ็งจะไปทำไมอะ เรียวมะตอบรอสนุกแล้วกัน ก่อนจากไป

เหลือพวกคาซึระกับชินเซ็นกุมิทะเลาะกันไปอีก คาซึระก็บ่นว่าพวกแกอ่อนหัดเกินไปแล้ว คิดเหรอว่าถ้ายุคใหม่มาถึงจะมีชีวิตอยู่รอด ดูถูกคัทสึไคชูมากไปหน่อยรึเปล่า (หมายถึงถ้าคืนอำนาจให้จักรพรรดิแล้ว ชินเซ็นกุมิซึ่งเป็นหนึ่งในกองทัพทหารของโชกุนก็ต้องถูกกำจัดด้วยเหมือนกัน) จนฮิจิคาตะโมโห ถากถางกลับว่าอย่างแกก็เป็นแค่อดีตลูกจ้างร้านขายข้าวสารที่เก็บข้าวบนพื้นกินแหละวะ คาซึระฟิวส์ขาด ก็เออดิวะ แล้วไง กินแม่งมาหมดแล้วทั้งดินทั้งทราย รู้ตัวอีกทีวิ่งไปหยิบมีดทำครัวแทงเจ้าของร้านตายแล้วก็ข่มขืนเมียเค้าก่อนจะยึดร้านข้าวมาเป็นของตัวเอง คาซึระเล่าอดีตเป็นฉากๆทั้งชักดาบไล่ฟันคนอื่นไปด้วยเพราะโมโห คนอื่นๆก็เข้ามาห้าม จนพลาดไปฟันคาเมะโนะสึเกะ (มนุษย์เต่าในเดอะแก๊ง) ตาย

“เคี้ยวทั้งดินทั้งทรายมันก็ต้องสติฟั่นเฟือนอยู่แล้ว! ฟังนะฮิจิคาตะ ฉันเคี้ยวดินเคี้ยวทรายจนกระดูกกรามแตกยับเลือดไหลออกจากหู แล้วตอนนั้นเองที่ฉันคิดได้! ไอ้ที่ฉันกำลังเคี้ยวอยู่ด้วยเหงือกชุ่มเลือดมันไม่ใช่ดินทรายอะไรเลย!! มันคือพลังแห่งความเชื่อในวันพรุ่งนี้ ดินทรายพวกนี้นี่แหละคือธรณีที่จะค้ำจุนญี่ปุ่นในวันข้างหน้า!!

พอคาซึระวิ่งหนีไป โซจิเพิ่งก็กลับเข้ามาก็รู้เรื่องที่คาเมะโนะสึเกะตายแล้วจากฮิจิคาตะ จากนั้นฮิจิคาตะก็ถามโซจิว่า “ดาบคิขุอิจิมง” ที่นางมีอยู่มันคือดาบอะไรกันแน่ เพราะคาเมะโนะสึเกะเคยบอกไว้ว่าถ้ามีดาบนี้ต้องช่วยคนในชินเซ็นกุมิได้เป็นร้อย สองร้อยคนแน่ๆ แล้วก็คาดคั้นถามว่าโซจิเป็นใครมาจากไหน เกิดจากตระกูลสูงส่งที่ไหนรึเปล่า โซจิพูดว่าขอโทษแต่ไม่ยอมบอกความจริง ฮิจิคาตะโมโหก็เลยวิ่งจากไป

จากนั้นนิโนมิยะหนึ่งในแก๊งชินเซ็นก็โผล่มาหาโซจิ บอกว่าเค้าเชื่อว่าคนที่สมควรปกครองประเทศคือคนที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่คนที่เกิดมาสูงศักดิ์ โซจิก็บอกว่าเค้าก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ทีนี้คาซึระก็โผล่มาพอดี นิโนมิยะกำลังเลือดขึ้นหน้าทั้งเรื่องคาเมะโนะสึเกะบวกด้วยเดิมทีไม่ชอบคาซึระที่มักทำตัววางท่าเป็นคนใหญ่คนโต คิดแต่ผลประโยชน์ของตัวเองอยู่แล้วเลยชักดาบจะฟันคาซึระ ส่วนตัวเราชอบบทของนิโนมิยะนะ ให้อารมณ์เหมือนอาจารย์เลือดร้อนในซีรี่ส์วัยรุ่นอะไรงี้ดี ……

แต่สุดท้ายนิโนมิยะก็ถูกโซจิฆ่าเพราะเรียวมะสั่งให้โซจิคุ้มครองชีวิตของคาซึระเอาไว้ ต่อให้โซจิไม่อยากฆ่าเพื่อนยังไง แต่ก็ทำตามที่เรียวมะสั่ง คาซึระก็ลนลานไปกอดนิโนมิยะ ไม่อยากให้นิโนมิยะตาย จนเจ้าตัวรู้สึกผิดเลยชักดาบออกมาจะคว้านท้องตัวเองไถ่โทษ แต่พอดีกับที่อิโซวิ่งมาเตะดาบทิ้งก่อน แล้วด่าว่าอาจารย์ซากาโมโตะบอกแล้วไงว่าแกห้ามตาย ทำบ้าอะไร

เรียวมะโผล่มาพอดี พี่แกเพิ่งกลับมาจากโจวชู มาเจอศพนิโนมิยะพร้อมคาซึระนั่งร้องไห้อยู่ก็เข้าใจเหตุการณ์ทันที

พี่แกเลยด่าคาซึระว่าคนที่จะเป็นผู้ปกครองประชาชนกว่าสี่สิบล้านคนจะอ่อนไหวกับความรู้สึกเล็กๆน้อยๆของคนทุกคนไม่ได้ คาซึระเลยถามว่าแล้วเค้าจะปกครองได้ยังไงโดยที่ไม่รู้สึกเห็นใจเพื่อนมนุษย์คนอื่น

เรามองว่าบทคาซึระน่าหมั่นไส้ แต่มีความเป็นมนุษย์สูงมาก คือมีความโลภ หาผลประโยชน์ใส่ตัว แต่ในส่วนลึกของจิตใจก็ยังมีสำนึกรักคนอื่นเป็น โดยอารมณ์ส่วนไหนจะถูกแสดงออกมาก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์เป็นปัจจัย

เรียวมะตอบคาซึระว่า แกไม่รู้จักความน่ากลัวของมวลชน แล้วชี้ไปที่ศพนิโนมิยะว่า ดูมันสิ เจ้าพวกนี้มันเป็นคนดีนะ แต่ถ้าวันไหนที่เราหมดความจำเป็นแล้วมันก็จะเตะก้นเราทิ้ง ไอ้พวกพรรค์นี้นี่แหละ แล้วเตะศพนิโนมิยะรัวๆ ….. คาซึระพยายามห้าม เรียวมะก็ตะคอกกลับว่ามวลชนเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากนะ ซึ่งความน่ากลัวที่สุดในญี่ปุ่นเวลานี้คือลัทธิสังคมนิยม เรียวมะต้องการให้มีการจัดการเลือกตั้งในปีถัดมาหลังจากจักรพรรดิรับคืนพระราชอำนาจแล้ว อยากให้คาซึระเป็นคนสร้างยุคที่ไม่มีฐานันดร ไม่มีซามูไรและชาวนา ไม่มีความแตกต่างระหว่างหญิงกับชาย เรียวมะมองว่าพวกคนชั้นสูงอย่างคัทสึไคชูหรือพวกข้าราชบริพารที่ไม่เคยรู้จักความทุกข์ยากของชาวนา ไม่รู้ว่าการเกิดเป็นผู้หญิงมันลำบากแค่ไหน คนพวกนั้นไม่มีวันสร้างยุคสมัยแห่งความเท่าเทียมได้ เค้าถึงอยากให้คนที่เคยผ่านอดีตที่ขมขื่นที่สุดอย่างคาซึระเป็นคนเริ่มต้น

160624_bkmt_019.jpg

และแล้วก็ถึงฉากที่เราช๊อบชอบอีกเช่นกัน ฉากนี้เรียกน้ำตาระดับบิ๊กๆ (ชอบแม่งหลายฉากมาก….)

เป็นฉากซีนอารมณ์พร้อมแอ็คชั่นของอิโซกับคัทสึไคชู บอกไว้เลย ถ้ามันออกแผ่นมานะ ทุกคนต้องจับตาดูแอคชั่นการใช้ดาบคาตานะของซาโอโตเมะคุงที่เล่นเป็นอิโซนะ มันเจ๋งจริมๆ….ใช้คำว่าเริงระบำก็ยังได้ มัตเระยังบอกเลยว่านางชอบแอ็คชั่นของซาโอโตเมะมากๆ ระดับที่อยากยืนดูอยู่ข้างๆไปตลอดเลย

DSC_03241.jpg

 

อิโซก็ถามไคชูศัตรูเก่าที่แย่งทารกโซจิไปว่าทำไมถึงเลี้ยงดูโซจิมาให้เป็นผู้ชาย ทำไมถึงต้องเคี่ยวกรำให้เด็กผู้หญิงฝึกดาบอย่างเอาเป็นเอาตายขนาดนั้น รู้รึเปล่าว่าตอนที่พวกเค้าเก็บโซจิมาได้ เห็นโซจิเป็นอนาคตสว่างไสวสำหรับบุคคลที่โดนชาวบ้านรังเกียจแค่ไหน  แล้วยังดาบที่โซจิถืออยู่อีก ดาบเล่มนั้นไม่ใช่ของที่มนุษย์มีจิตใจเค้าใช้กันหรอกนะ ไคชูก็ตอบว่าที่โซจิเป็นฆาตกรฆ่าคนก็เพราะสายเลือดสกปรกจากหมู่บ้านฟุตากาวะนั่นแหละ หลักฐานก็คือ การที่โซจิฆ่าพ่อของตนซึ่งเป็นคนเลี้ยงดูนางมากับมือ (…….มึงคะ อัลไซเมอร์แดรกเหรอ)

อิโซก็ตะโกนไม่เชื่อ ไม่จริง โซจิร้องไห้ด้วยนะ มีครั้งหนึ่งที่โซจิกลับมาที่หมู่บ้านตอนงานเทศกาล หมู่บ้านฟุตากาวะที่ในเวลาปกติแล้วจะไม่ได้รับอนุญาตให้จุดเทียนสักเล่ม ไม่ให้เปิดปากพูดคุยกับคนรอบข้าง ห้ามพวกผู้หญิงแต่งหน้าส่งเสียงหัวเราะ แต่แค่วันนั้นวันเดียวที่ทำได้ โซจิกลับมาหาพวกเค้าเพราะอยากเห็นว่าสถานที่ที่ตัวเองเกิดมาเป็นยังไง แต่ตอนอยู่ในงานกลับมีเด็กคนนึงมาชี้หน้าโซจิแล้วตะโกนว่าฆาตกร!!!! จนคนอื่นๆพากันหันไปมอง แล้วเด็กอีกคนก็ตะโกนว่าอ๊า!! ฆาตกร!!!!  โซจิก็เลยต้องวิ่งไปหลบแอบไปร้องไห้ที่หลังศาลเจ้า แค่เสียงตะโกนของเด็กไร้เดียงสายังทำให้โซจิเสียใจขนาดนั้น ทำไมพวกแกถึงยังกล้าใช้ประโยชน์จากตัวโซจิเพื่อพวกตัวเองอีก ประเทศหรือการเมืองจะเป็นยังไงก็ช่างเหอะ แต่อิโซไม่อยากให้โซจิต้องเสียใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว

น้ำตาคลอที่อิฉากนี้ตลอดเลย …… TvT สงสารโซจิ โถ่วพ่อพระเอกของน้อง มาฟันน้องเร้ว ….


 

กระทั่งถึงวันที่ถวายคือพระราชอำนาจกลับสู่จักรพรรดิสำเร็จ พวกไคชู, อิวะคุระ, คาซึระก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกลุ่มชินเซ็นกุมิ เดอะแก๊งเข้าใจว่าถ้าจักรพรรดิรับมอบอำนาจคืนแล้วประเทศจะเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่เรียกว่า “จิยูกังเน็น” (自由元年ปีแห่งอิสรภาพ) ตามที่เรียวมะเคยบอกไว้ แต่แล้วไคชูก็หักหลังกลุ่มชินเซ็นด้วยการบอกว่าหนึ่งในเงื่อนไขการถวายคืนพระราชอำนาจคือการกำจัดกลุ่มชินเซ็นกุมิทิ้ง คนโด้ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มก็ตกใจ ทำไมล่ะ พวกเค้าทำอะไรผิด ไคชูก็ตอบว่าเพราะกลุ่มชินเซ็นกุมิฆ่าคนไปทั่ว ชื่อเสียงเน่าเฟะในสายตาสังคมไปแล้ว (อยากซื้อแปะก๊วยกรอกปากพี่แกเหลือเกิน) คนโด้ลนลานเปล่านะ พวกเราไม่ได้ฆ่าใคร ที่ฆ่าคนอื่นมีแต่โซจิคนเดียวที่ทำ คนอื่นบริสุทธิ์หมดนะ อิเดอะแก๊งก็กลัวโดนฆ่าทิ้งเลยเออออ ใช่ๆ ไม่มีใครเคยฆ่าคนอื่นเลย ที่ทำมีแต่โซจิคนเดียว ฮิจิคาตะเลยลุกขึ้นมาโวยวายว่าทำไมพวกเอ็งเป็นคนแบบนี้ ที่โซจิฆ่าคนล่าเงินค่าหัวมาก็เอาเลี้ยงพวกแกไม่ใช่เหรอ

ไคชูเห็นฮิจิคาตะเป็นห่วงโซจิเลยบอกให้ฮิจิคาตะพาโซจิหนีไปอยู่บ้านเกิดตัวเองซะ ให้อยู่ในที่อากาศบริสุทธิ์รักษาวัณโรค ฮิจิก็ถามว่าแล้วกลุ่มชินเซ็นกุมิล่ะ ไคชูก็ตอบว่าเป็นชาวนาก็ก้มหน้าปลูกข้าวไปเถอะ ไม่ต้องคิดอะไรยุ่งยาก ฮิจิเลยถามว่าทำไมชาวนาถึงห้ามคิดเรื่องบ้านเมือง ทำไมชาวนาถึงไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานในยุคสมัยใหม่ ทั้งที่พวกเค้าก็พยายามเรียนรู้อยู่เหมือนกัน ไคชูตอบว่า อย่างชาวนาจะไปรู้อะไรเรื่องประชาธิปไตย เกิดเป็นชาวนาก็ต้องเป็นชาวนาไปจนวันตายนั่นแหละ

ClpUrBqUgAAExRa.jpg

ตรงนี้โซจิกลับเข้ามาพอดี บอกจะไม่ยอมไปไหนทั้งนั้นแหละ เพราะชีวิตเค้ามีแต่คนพวกนี้ที่ยอมเป็นเพื่อนกับเค้า ตอนเด็กๆมีแต่ปิดจมูกวิ่งหนีเพราะกลัวติดวัณโรค ก็เลยไม่เคยมีใครคบเลยตั้งแต่เกิดมา สำหรับเค้ามีแต่ชินเซ็นกุมิเท่านั้น  ถ้าคิดจะกำจัดกลุ่มชินเซ็นทิ้ง ต่อให้เป็นพี่ชาย เค้าก็จะตวัดคมดาบใส่

ไคชูเลยบอกให้โซจิไปฆ่าซากาโมโตะ เรียวมะเป็นข้อแลกเปลี่ยน แล้วจะยอมไว้ชีวิตกลุ่มชินเซ็นกุมิให้ โซจินิ่ง ก่อนถามกลับว่าการสั่งสังหารซากาโมโตะ เรียวมะเป็นความตั้งใจของผู้บัญชาการกองทัพเรือคัทสึไคชูเหรอ

ไคชูตอบว่าเปล่า นี่เป็นคำสั่งของโชกุนโยชิโนบุ

โซจิตกใจ ทำไมเป็นโยชิโนบุ ก็คนที่วิ่งวุ่นไปก้มหัวขอร้องคนนั้นคนนี้ขอให้ไว้ชีวิตโชกุนโยชิโนบุกับกองทัพกว่าล้านห้าแสนคนของโตกุงาวะไม่ใช่เรียวมะรึไง ทำไมโยชิโนบุยังสั่งให้ฆ่าเรียวมะอีก ไคชูก็ตอบว่า นี่แหละ ที่เค้าเรียกว่าการเมือง พร้อมทวงบุญคุณโซจิว่า ถือซะว่าตอบแทนที่บ้านคัทสึอุตส่าห์เลี้ยงดูแกมาแล้วกัน จะฆ่าเรียวมะหรือยอมปล่อยให้กลุ่มชินเซ็นกุมิตาย

พวกคนในกลุ่มชินเซ็นกุมิเลยลนลานไปขอให้โซจิช่วย (แม้ว่าฮิจิจะไม่เห็นด้วย) โซจินึกถึงเรื่องที่คนในกลุ่มที่คอยใจดีกับเค้ามาตลอดก็เลยยอม ฉากนี้แม่งสะเทือนอารมณ์ (อะเกน)

news_large_DSC_6159.jpg

“โอคิตะ โซจิ รับคำสั่งลอบสังหารซากาโมโตะ เรียวมะ!”

 


 

ตัดฉากไปที่ไคชูบอกกับเรียวมะว่า เดี๋ยวโซจิก็จะมาหาแล้ว

เรียวมะหัวเราะ อ๋อ มาฆ่ากันเหรอ เออ เจ๋งที่หว่า เพราะถ้าฆ่าตนได้ พวกแกก็จะได้บงการจักรพรรดิที่ยังเด็กอยู่ได้ตามชอบใจใช่มั้ยล่ะ ไคชูหัวเราะแทนคำตอบก่อนจะชวนคาซึระกลับ แต่เรียวมะก็รั้งไว้ ขอให้ไคชูรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้ว่าปีหน้าจะจัดการเลือกตั้งทันทีและต้องให้สิทธิการเลือกตั้งแก่ผู้หญิง ทั้งโซจิด้วย  ไคชูถ่มถุย เอ็งอย่ามาตลก โซจิมันเป็นคนฆ่าพ่อกุนะ เรียวมะก็เลยจัดเต็ม นี่มึงโง่หรือบ้า (ตบมันค่ะเฮีย ตบมัน!!!! #ทีมเรียวมะ) หกปีที่แล้วคนที่ตั้งดาบปักกับพื้นคือแกไม่ใช่รึไง แล้วที่โซจิเป็นคนชักดาบออกมาแทน แกไม่รู้จริงๆเหรอว่าทำไม เป็นเพราะโซจิไม่อยากให้แกได้ชื่อว่าเป็นคนฆ่าพ่อตัวเองไม่ใช่เหรอ ต่อให้โซจิไม่ฆ่า แกนั่นแหละที่จะเป็นคนฆ่าเองด้วยซ้ำ โซจิทำแบบนั้นเพราะเห็นว่าแกตั้งใจจะสร้างยุคสมัยใหม่ขึ้นมาก็เลยไม่อยากให้แปดเปื้อน แกเคยแวะไปดูหลุมศพพ่อตัวเองมั่งมั้ย รู้รึเปล่าว่าใครเป็นคนทำความสะอาดเอาดอกไม้มาไหว้อยู่ทุกเดือน  โซจิไม่เคยบอกใครสักคำเลยนะเว้ย แต่ถึงไม่บอกชั้นก็รู้!!! (เฮียรู้ชีวิตโซจิคลุงขนาดนี้ เฮียต้องเป็นสตอล์กเกอร์แน่นอน……)

เรียวมะอยากให้ไคชูนึกถึงความตั้งใจแรกของตัวเองให้ออก แต่ไคชูก็ตัดบทว่าคนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้ประเทศ ไม่สามารถปกครองประเทศได้หรอก ยังไงคนอย่างเรียวมะก็ต้องตายอย่างเลี่ยงไม่ได้

คาซึระในชุดทักซิโด้ (ตอนเข้าช่วงปฏิรูปเมจินักการเมืองสมัยนั้นฮิตใส่ชุดตะวันตกกัน)   ให้เหตุผลว่า คนที่ทำการปฏิวัติกับคนที่ทำการปกครองนั้นต่างกัน ที่เหลือฝากให้พวกเราจัดการแล้วรีบตายๆไปซะเถอะ

แต่แล้วเรียวมะก็รั้งคาซึระไว้ บอกว่าที่เค้าไปโจวชูมาก็เพราะไปพาเมียเอ็งมานะ เมียเอ็งดีใจมากที่ได้รู้ว่าตอนนี้เอ็งเป็นใหญ่โตแค่ไหน ตอนนี้อยู่ห้องข้างๆ ช่วยพาเค้าไปด้วยแล้วกัน คาซึระก็ตกใจ จากนั้นฮีก็วิ่งไปกอดเมียแล้วซาบซึ้งก้มหัวขอบคุณเรียวมะ (อินี่เปลี่ยนอารมณ์เร็วจนเหลือเกิน……)

จากนั้นก็มีภาพมโนของคนนั้นคนนี้ขึ้นมาในหัวเรียวมะเต็มไปหมด ทั้งนิโนมิยะที่ได้เป็นอาจารย์ คนที่ได้เป็นนักซูโม่ คนที่ได้ช่างภาพ ทุกคนได้เป็นอะไรที่อยากเป็น จากการดูมาหลายรอบ (….อืม) เราคิดว่าฉากสั้น ๆ ไม่ถึงนาทีนี้แหละที่ฉายภาพอนาคตที่เรียวมะมองเห็นและอยากให้ญี่ปุ่นได้เป็น ทุกคนมีเสรีภาพ มีอิสรภาพ

แต่แล้วเรียวมะก็ไอออกมาเป็นเลือด ภาพทั้งหมดหายแว้บ

อิโซตามมาเตือนเรียวมะว่าโซจิกำลังตามฆ่านะ แต่พอเห็นเรียวมะสำลักเลือดก็เลยตกใจ

เรียวมะก็บอก โซจิแม่ม แขนยังไม่ให้จับดันแพร่วัณโรคมาติดกันซะได้ ….. อิโซวิ่งไปจะตามหมอ แต่พอดีกับที่โซจิโผล่มากันไว้ก่อน อิโซพยายามกล่อมแต่โซจิไม่ฟังแล้ว สุดท้ายอิโซก็เลยยอม จะฆ่าเรียวมะก็ได้ แต่ก่อนหน้านั้นให้เรียวมะจัดกินตับสักทีก่อนนะ เรียวมะเฝ้ารอวันนี้มาตลอดเลย…………..   (หอยหลอด ฉากนี้จะขำก็ไม่รู้จะขำดีมั้ยแม่ง พอดีร้องไห้อยู่ สำลักน้ำตาน้ำลายไปหมดล่ะ ปรับอารมณ์ไม่ถูก จะบ้า)

โซจิก็ยอมพยักหน้าทั้งน้ำตา จริงๆเจ้าตัวเดินร้องไห้ตั้งแต่จะมาฟันเรียวมะล่ะ …………โถ่ว พ่อพระเอกดาวพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกของน้อง ;A; ทำไมชีวิตรันทดแบบนี้

อิโซเลยลากโซจิไปส่งเรียวมะถึงที่ พร้อมบอกว่าเป็นไปตามที่อาจารย์บอกเลย สุดท้ายแล้วผู้หญิงจะรักผู้ชายที่พยายามมุ่งมั่นทำงานอย่างจริงจัง นี่เตรียมพายปลาไหลกับปูฟูกไว้ล่ะนะ!!!! เชิญตามสบาย!!!

Cnj5SoOUkAEFiiB.jpg

พอโซจิเห็นเรียวมะคุ้ดคู้อยู่บนพื้นก็ตกใจ เฮ้ย ไอเลือดออกเหรอ ทำไมล่ะ ติดวัณโรคเราไปใช่มั้ย (ร้องไห้หนักกว่าเดิมไปอีก…. ) คลานเข้าไปกุมมือเรียวมะเพราะเหมือนอีกฝ่ายตาจะมองไม่เห็นแล้ว คร่ำครวญว่าตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่เรียวมะก็ยังยิ้ม ดูสิ ขนาดเราไม่เคยได้กุมมือเธอเลยยังติดวัณโรคมาได้ พลังความรักนี่สุดยอดมากจริงๆนะ จากนั้นเรียวมะก็บ่นดูสิโซจิ ตัวเค้ากลายเป็นคนไร้ประโยชน์แล้ว ทั้งที่เค้าเป็นคนทำงานอยู่เบื้องหลังขนาดนั้น ปกติควรจะได้เครื่องราชอิสริยาภรณ์เป็นของตอบแทนสักชิ้นก็ยังไม่แปลกเลยด้วยซ้ำ  แต่เจ้าตัวก็หยุดบ่นเพราะรู้สึกตัวขึ้นมาได้ว่ามังกรผู้ยิ่งใหญ่แห่งโทสะอย่างซากาโมโตะ เรียวมะจะมาคร่ำครวญแบบนี้ไม่ได้ โซจิก็ร้องไห้บอกว่าคร่ำครวญเถอะน่า เลิกฝืนได้แล้วน่าไอ้บ้า ลืมๆคำว่าซากาโมโตะผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้วตัวเองจะเหลืออะไรอีกบ้างมั้ย เรียวมะเถียง เหลือดิ! ซากาโมโตะ เรียวมะคนนี้ต่อให้สูญเสียอะไรไปก็ยังเหลืออาวุธสุดท้ายไว้เอ็กเซอร์ไซส์กับเธอไงเล่า!!!!! พร้อมผลักโซจินอนพื้นเตรียมเผด็จศึก………………..   (กินยาแก้วิงเวียนแพร๊บ รู้สึกสับสนทางอารมณ์…….)

จริงๆมันเป็นฉากเศร้ามากนะ อนุญาตให้ร้องไห้ได้ หัวเราะด้วยก็ได้ ……

หยอกเล่นกันทั้งน้ำตาไปมา เรียวมะพยามเอาฮาจนหยดสุดท้าย จนกระทั่งโซจิยกมือแนบแก้มเรียวมะ เออ รู้แล้ว ยอมก็ได้ มานี่มา แต่เรียวมะถอยตัวออกมา เดี๋ยว! ก่อนจะเริ่มต้นเรามีข้อควรระวังต้องให้เธอรู้

หนึ่งคืออาจจะเร็วไปสักกะนิ๊ด

สองคืออาจจะเล็กไปสักหน่อย

โซจิกระพริบตาสองสามทีแล้วบอก หมายถึง “ทันโช” ใช่มั้ย (短小สั้นและเล็ก) ….  (เออ หมายถึงไอ้นั่นแหละ นกกระจอกไม่ทันกินน้ำด้วย…. อย่ามาถามเราค่ะ เราไม่รู้เรื่อง ……)

คุยกันแบบงงๆอยู่ดีๆ เรียวมะก็ไอหนักขึ้นเรื่อยๆ จนโซจิต้องเข้าไปประคองให้ลุกขึ้นยืน การไหลการซีนอารมณ์ตั้งแต่ตรงนี้แหละที่เราชอบมาก

โซจิพยามประคอง เช็ดเหงื่อเช็ดเลือดแล้วก็บ่นทั้งน้ำตาว่าเป็นถึงซากาโมโตะ เรียวมะมาติดวัณโรคจากผู้หญิงตายได้ยังไง ยอมได้เหรอ ไหน หัวใจยังเต้นอยู่รึเปล่า….   (คือน้ำเสียงสะอื้นเบา ๆ แบบใจสลายนี่ ยอมใจมัตเระในฉากนี้เลยนะ… น้ำตาไหลรัว)

โซจิก็ชวนว่ามาเริ่มกันซักทีเหอะน่า ฟังนะ พอเราฟันดาบไปแบบนี้แล้วนายก็สอดแขนมาจับหน้าอกเราเลย! แล้วทีนี้เราจะร้องว่าอ๊างๆ  แต่จำไว้นะ ไอ้อ๊างๆของผู้หญิงสามนาทีแรก ส่วนใหญ่มันเป็นการแสดงทั้งนั้นแหละ จะเร็วหรืออะไรก็ไม่เป็นไรหรอก ยังไงก็เริ่มใหม่ได้นี่นา ผู้หญิงไม่ได้เกิดมาเพื่อทำให้ผู้ชายอับอายอยู่แล้วซะหน่อย

“เอ้า เราจะเริ่มล่ะนะ (จงใจฟันพลาด) ได้โอกาสแล้วซากาโมโตะ!!!” (จับมือเรียวมะมาจับที่หน้าอกตัวเองแล้วอ๊างๆทั้งน้ำตา…)

แต่เรียวมะหมดสติไปแล้ว

โซจิก็ร้องไห้ “ซากาโมโตะ  นายตายแล้วรึไง!”

ตรงนี้เป็นฉากเพ้อก่อนตายของเรียวมะ พี่แกร้องเรียกอิโซว่าอยู่ไหน ยังไม่เอาเดรสสีขาวของโซจิมาให้อีกเหรอ เค้าจะถ่ายรูปแล้วส่งไปให้แม่ที่บ้านเกิดดู แล้วก็ต้องพาโซจิไปกินปลาย่างฝีมือแม่กับผักดองฝีมือพี่สาวเลยนะ ดูสิแม่ นี่โซจิไง เป็นผู้หญิงที่ดีมากนะ ดีจนไม่คู่ควรกับผมด้วยซ้ำ….. ง่วงจังแม่ ทำอะไรให้กินหน่อย….

โซจิก็พยายามบิ้วบอกว่า ซากาโมโตะ เราจะไปที่โทสะ ต่อให้ต้องตายยังไงเราก็จะไปโทสะให้ได้ เพื่อประกาศให้ทุกคนรู้ว่าซากาโมโตะ เรียวมะยิ่งใหญ่แค่ไหน หักอกผู้หญิงมากมายเลย แล้วหนึ่งในนั้นก็คือเราด้วย! ซากาโมโตะ ไหนสัญญาว่าจะให้เราเห็นพระจันทร์กับดวงดาวกลางฟากฟ้าไง นายเป็นคนที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์นะ จะยอมตายง่ายๆแบบนี้ไม่ได้!

จนเรียวมะฮึดลุกขึ้นมาถอดเสื้อ เอาล่ะเว้ย จะเอ็กเซอร์ไซส์ล่ะนะ!!!

แต่เฮียยังใส่บราแดงอยู่ ………….

 

โซจิก็เลย ………………………

CmZ_UEkUkAAn7W-.jpg

เรียวมะก็บอกสาวเมกันทุกคนใส่บราใส่กกน.กันหมดนะ เพราะทุกคนพยายามทำตัวเองให้สวย ถ้าถึงปีแห่งอิสรภาพแล้วโซจิก็ต้องใส่เหมือนกัน แล้วพวกผู้ชายก็จะพยายามทำงานหนักเพื่อหญิงงามเหล่านั้นด้วย ประชาธิปไตยจะถูกสร้างขึ้นเพื่อมอบสิทธิในการเลือกให้พวกผู้หญิงด้วยเหมือนกัน

 

「国とは、女のことぜよ。日本とは、おまんの美しさのことぜよ。明日とは、男と女が見つめ合う、熱い眼差しのことぜよ。国とは、男と女がいとおしく思い合う意思のことぜよ。その強い意思がある限り、国は滅びん!」

“ประเทศชาติคือเรื่องราวของอิสตรี ญี่ปุ่นคือเรื่องราวความงดงามของเจ้า วันพรุ่งนี้คือเรื่องราวของชายหญิงที่จดจ้องสบตาอย่างเร่าร้อน ประเทศชาติคือความมุ่งมั่นตั้งใจที่เกิดจากความห่วงหาอาทรของชายหญิง ตราบเท่าที่ยังมีความตั้งใจอันแรงกล้า ชาติก็ไม่มีวันมลาย!

 

คำพูดของเรียวมะตรงนี้เป็นประโยคชูโรงของละครเรื่องนี้เลยนะ พอฟังซ้ำไปซ้ำมาก็รู้สึกแบบเชี่ยแม่ง เท่สาสสสสส 55555555555555

แล้วโซจิก็วิ่งเข้าไปกอดเรียวมะแน่น แต่เรียวมะหมดสติไปแล้ว โซจิก็เลยกุมใบหน้าเรียวมะเข้ามาจูบ …….ถ้าถามว่าฉากไหนที่เราชอบที่สุดหลังจากที่บอกว่าชอบแม่งหลายฉากมาก ก็คือฉากนี้แหละ … มันเป็นความรวดร้าวที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ถูก น้ำตาคลอเต็มเบ้าจนภาพเลือนที่ฉากนี้ตลอด …

จากนั้นโซจิก็หยิบดาบขึ้นมา ตะโกนว่า

「土佐の龍、大儀であった!」

“มังกรแห่งโทสะ เจ้าทำหน้าที่อย่างสมเกียรติแล้ว!

 

ก่อนจะฟันร่างของซากาโมโตะ เรียวมะ…….

ประโยคนี้เราก็ชอบมากอีกเช่นกัน ผสมๆไปกับเสียงเจือน้ำตาของโซจิด้วยแล้วมันยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ

พอโซจิฆ่าเรียวมะเรียบร้อย พวกกลุ่มชินเซ็นกุมิที่เคยก้มหัวขอร้องให้โซจิช่วยก็มาถามหาหัวของเรียวมะ ไม่ยอมยื่นให้แบบนี้คิดจะเอาความดีความชอบไปคนเดียวรึไง คิดว่าใครเป็นคนที่คอยดูแลไอ้คนป่วยวัณโรคอย่างแกมาจนทุกวันนี้ ….. และสารพัดคำทวงบุญคุณบลาบลา …. คนโด้ก็ด่าว่า แกคิดจริงๆเหรอว่าวัณโรคมันไม่ติดชาวนา มันติดนะเว้ย คนในกลุ่มตายไปสามสิบกว่าคนแล้วเพราะติดโรคจากแกนี่แหละ ฮิจิคาตะเคยจูบแกบ้างมั้ย ไม่เคยใช่มั้ยล่ะ นั่นแหละ มันก็กลัวติดโรคจากแกเหมือนกัน!

 

แล้วฮิจิคาตะโผล่มาเข้าฉากพอดี โซจิเลยถามว่าทำไมฮิจิคาตะถึงไม่ยอมจูบเค้าเลย

ฮิจิคาตะก็โมโหกลับ ใครจะไปกล้าจูบผู้หญิงเป็นวัณโรคอย่างแกได้เล่า

โซจิก็หัวเราะทั้งน้ำตา บอกว่า อุตส่าห์เชื่อคำที่เคยบอกกันแท้ๆเชียวนะ ความจริงแล้วทุกคนรังเกียจเค้ามาตลอดเลยงั้นสิ แล้วทำไมถึงไม่ยอมพูดความจริงกันล่ะ ถ้ายอมกันแต่แรกว่าเค้าเป็นตัวปัญหาก็จบ จะได้ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ แต่ที่เค้าฆ่าใครต่อใครก็ทำเพื่อกลุ่มชินเซ็นกุมิมาตลอดเลยนะ เพราะดีใจที่คนในกลุ่มใจดีกับเค้า ในที่สุดเค้าก็เลยไม่เหงา

ฮิจิคาตะก็ถากถางกลับว่า เธอเป็นคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ใช่มั้ยล่ะ ไงซะก็ต้องดูถูกชาวนาอย่างพวกเราอยู่แล้ว ไอ้พวกคนใหญ่คนโตอย่างเธอก็เป็นซะแบบนี้กันทุกคนนั่นแหละ
news_xlarge_DSC_6070.jpg

“ชาวนาก็เป็นซะอย่างนี้ ทำไมถึงแก้อคติแบบนั้นไม่ได้ซะที!

“แล้วต้องทำยังไงคุณหนูสูงศักดิ์อย่างเธอกับชาวนาอย่างฉันถึงจะมีความสุขกันได้เล่า!

จากตรงนี้ฉากในเรื่องเปลี่ยนเข้าสู่ยุคใหม่ คนในกลุ่มเอารูปของโซจิไปขายหากำไร อีกคนก็ประกาศลงเลือกตั้ง ตะโกนต้อนรับประชาธิปไตยกันอย่างคึกคัก

โซจิหันไปตะโกนใส่

“พวกแกจงมีชีวิตรอดไปซะ มีชีวิตรอดให้ได้เหมือนอย่างเศษสวะไปจนตลอดชีวิตเลย!!

 

จากนั้นโซจิก็จะเดินทางไปแคว้นโทสะ แต่ไคชูในชุดทักซิโด้โผล่มากันไว้ไม่ให้ไป ขอให้ทำเพื่อประเทศชาติ มีคนมารอต้อนรับท่านมากมาย แต่ท่านกำลังจะบอกว่าจะฆ่าทุกคนทิ้งรึ เจ้าหญิงคิขุ

 

โซจิ “…..น่า ก็แค่หยอกเล่นเท่านั้นเอง แล้วจัดการยังไงกับโชกุนโตกุกาวะ โยชิโนบุ”

ไคชู “ให้พำนักอยู่ที่วัดอุเอโนะแล้วขอรับ”

โซจิ “กองทัพหนึ่งล้านห้าแสนนายของโตกุกาวะล่ะ?”

ไคชู “ทุกนายปลอดภัยดีขอรับ”

โซจิ “ทำงานได้ดีสมแล้วที่เป็นผู้บัญชาการกองทัพเรือคัทสึอาวะ ไคชู แล้วชื่อปีล่ะ กำหนดให้เป็น “จิยูกังเน็น” รึเปล่า?”

พอไคชูปฏิเสธว่าไม่ใช่ แต่กำหนดให้ใช้ชื่อ “เมจิ” ในความหมายเยียวยาประเทศให้มีความรุ่งเรืองสืบไป โซจิเลยโกรธ แล้วก็ถามไคชูว่าที่เก็บเค้ามาเลี้ยงเป็นเพราะดาบคิขุอิจิมงเล่มนี้ใช่มั้ย ที่เลี้ยงดูมาให้ในฐานะน้องชายก็เพื่อจะให้ไปสังหารซากาโมโตะ เรียวมะงั้นสิ

ไคชูตอบว่า หากชายผู้นั้นมีชีวิตรอดต่อจนถึงยุคใหม่จะเป็นขวากหนามต่อการเมือง เพราะความใจดีและสดใสของซากาโมโตะ เรียวมะจะทำให้พวกชนชั้นล่างอย่างชาวนามีความฝันและความหวัง

 

“แล้วการเหยียบย่ำความฝันแบบนั้นมันทำให้ประเทศชาติอยู่รอดต่อไปได้รึไง!!

 

จากนั้นโซจิก็หันไปตะโกนด่าพวกสมาชิกสภาในชุดทักซิโด้ทั้งหลายว่าหน้าไม่อายกันบ้างรึไง เรียวมะทำเพื่อพวกแกขนาดนี้ยังไปหักหลังเค้าอีก

 

“ไคชู กลับไปบอกจักรพรรดิ…อนุชาแห่งเราว่าผู้ที่จะสามารถวางแผนปกครองบ้านเมืองได้ยืนยาวเป็นร้อยปีต้องเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ในจิตใจ ต้องรู้จักความเวทนาสงสารในเพื่อนมนุษย์”

 

แล้วโซจิชักดาบออกมา ตะโกนว่าไม่ยอมให้เกิดปีเมจิได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ

พวกนักการเมืองทั้งไคชู คาซึระ คำนับเป็นครั้งสุดท้าย แล้วสั่งให้ทหารยิงโซจิ แต่อิโซวิ่งเข้ามาขวางกระสุนไว้ก่อน จากนั้นก็ส่งเดรสสีขาวที่เรียวมะเคยสั่งให้ไปตัดมาให้โซจิ

โซจิกอดเดรสสีขาวตัวนั้นแล้วลุกขึ้นยืน บอกเสียงชัดว่า

 

“ท่านทั้งหลาย จงฟังให้ดี”

“…..”

“ในกายเราตอนนี้ มีบุตรแห่งมังกรหลับใหลอยู่!”

 

ไคชูได้ยินแบบปุ๊บก็สั่งทหารยิงโซจิทิ้งทันที

ปิดฉากชีวิตของโอคิตะ โซจิลงตรงนั้น
ฉากเปลี่ยนเป็นภาพในมโนสำนึกที่เรียวมะปรากฏตัวขึ้นมารับโซจิไปอยู่ด้วยกันบนฟ้า

 

 

……ปิดม่าน……..

 


 

จากนั้นก็เป็นการแนะนำแคสต์แต่ละคน ๆ มัตเระออกมาเป็นคนสุดท้าย เป็นคนกล่าวทักทายปิดงานทุกรอบตามหน้าที่หัวหน้า อย่างที่พวกแคสต์คนอื่นเรียกนางแบบล้อๆว่า 「座長」 “สะโจว” (หัวหน้าหรือตัวเอกในการแสดง) ทุกครั้งที่โค้งคำนับผู้ชมหลังจบ เราจะเห็นทุกรอบทั้งเก้ารอบที่ดูว่ามัตสึอิ เรนะก้มหัวลงต่ำกว่าใครคนอื่น โน้มลงไปจนหัวอยู่ต่ำกว่าเข่าน่ะ ….ไม่รู้ตัวอ่อนหรือพยายามเล่นกายกรรมเปียงยางโชว์ …………………….

แค่เห็นท่าทางแบบนั้นของเค้าทีไร เราก็มักคิดตลอดเลยว่า มัตสึอิ เรนะคือมัตสึอิ เรนะจริงๆนั่นแหละ  เป็นคนที่ไม่มีคำว่าต่อหน้าหรือลับหลังอยู่ในพจนานุกรม เป็นคนยังไงก็อย่างนั้น

เออ ลืมเล่า อันนี้เราไปดูรอบโตเกียวทั้งสองโรงเลย ปกติการเล่นละครเวทีเค้าจะไม่แสดงในจังหวัดเดียวกันสองที่นะ ซึ่งครั้งนี้นับว่าเป็นกรณีพิเศษมากๆ แรกสุดแสดงที่โรงกาแล็กซี่ที่เป็นโรงใหญ่ๆ หรูๆ ถัดมาจัดที่โรงคิโนะคุนิยะซึ่งเป็นโรงเก่าๆ ทึมๆ …และเล็กจิ๊ดเดียวซุกอยู่ที่ซอกหนึ่งของชั้น 4 ของร้านหนังสือคิโนะคุนิยะ สาขาชินจูกุ  ที่เค้าไปจัดในโรงคิโนะด้วยก็เพราะว่าที่นี่เป็นโรงละครที่มีประวัติกับสึกะโคเฮ ผู้ประพันธ์ต้นฉบับเรื่องนี้ การจัดแสดงที่นี่ก็ถือเป็นการให้เกียรติน่ะแหละ

large_slide_image.jpg

ถ้าจะถามว่าความแตกต่างระหว่างสองโรงมันอยู่ตรงไหนคงเป็นที่ปกติโรงสมัยใหม่จะทำผนังเป็นสีดำทั้งหมดเพื่อให้โฟกัสบนเวที แต่ผนังของโรงคิโนะคุนิยะปูด้วยไม้สีอ่อนทั้งหมดยันเพดาน เวลาสปอร์ตไลท์แบบลายวิบวับส่องสะท้อนขึ้นไปจะเห็นลายชัดมากๆ เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้าเลย สวยจริงๆนะ เวลาที่นั่งอยู่หลังๆหน่อยจะเห็นภาพรวมทั้งหมดเหมือนทั้งโรงรวมคนดูด้วยคือฉากของละคร ประทับใจนะ เราชอบ

 

ClpUrBnVYAA8Bi0IMG_20160702_141700

นี่เครื่องดื่มที่ชื่อว่า “น้ำตาโซจิ” ค็อกเทลแบบเลือกได้ว่าจะเอาแบบมีแอลหรือไม่แอล (มีขายเฉพาะโรงกาแล็กซี่เท่านั้น) ซึ่งนี่ก็ไม่แอลเลยสักรอบ ขี้เกียจเมา เดี๋ยวสติไม่ดีสงสารคนอื่น

เอ้อ เรายังมีแพมแพลตกับแฟ้มเหลืออย่างจะชุดนะ ใครสนใจทักมาได้ จะแถมใบปลิวให้ด้วย 5555555555555

อ๊า ใช่ๆ เราส่งดอกไม้ไปให้มัตเระนางตอนเปิดการแสดงวันแรกที่โรงกาแล็กซี่ด้วย ตอนแรกก็กลุ๊มกลุ้มว่าจะเอาดอกไรดีวะ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องดอกมงดอกไม้ด้วยอ่ะนะ คิดไปคิดมาก็นึกถึงดอกลิลลี่ที่นางเคยบอกว่า นางจะโตเป็นดอกลิลลี่ให้ได้! ….จัดไปค่ะ เลยสั่งร้านไปว่าเอาดอกลิลลี่ขาวเป็นเมนนะ ที่เหลือช่วยยัดๆดอกไม้สีม่วงสีน้ำเงินไรพวกนี้มาให้หน่อยแล้วกัน (ขอไปที)

ClxhXn5UYAE3US2.jpg

“แด่ มัตสึอิ เรนะสุดที่รัก

ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่ง

จาก สมาพันธ์ทาสมัตสึเระแห่งราชอาณาจักรไทย”

(อันซ้ายสุดอ่ะนะ)

ท่ามกลางกองภูเขาแสตนด์ดอกไม้หลายสิบ
การที่ดอกไม้จากทาสไทยได้วางอยู่แถวหน้าแบบนี้ช่างเป็นเกียรติยิ่งนัก…..TvT

ถามว่าได้เห็นดอกไม้ที่สั่งไปมั้ย ก็ไม่…………. ตัวอยู่ไทย ได้เห็นแต่รูปที่ชาวบ้านเค้าถ่ายมา ดีจังเลย…. พอตอนตัวเองไปดูบ้าง เค้าก็เก็บไปหมดล่ะ เหลือให้เห็นแต่ป้ายนี่ …………………

IMG_20160702_142524_333-1.jpg

ไม่รู้นางจะคิดยังไงกับชื่อสมาพันธ์ (นอนคิดตั้งสามวันเชียวนะ!!) ยังไม่ได้ถาม ฟังกวนติงไปนิด แต่ก็รักนะตัว<3

ใครอยากเข้าก็เข้านะ ไม่มีให้ลงชื่อ ไม่มีที่ซุกหัวนอนให้ อยากอยู่ไหนอยู่ไป โตแล้ว 555555555555555555555555555555555

รอบสุดท้ายที่โอซาก้าเราก็ส่งต้นไทรไปอวยพรให้นาง เออ อ่านไม่ผิดหรอก ต้นไทรนี่แหละ แต่เป็นต้นไทรจิ๋วๆในกระถางที่เค้าเอาไว้แต่งบ้านน่ะ เอาไปเลี้ยงต่อได้อีก นางบอกอยากได้ต้นไม้ไว้เป็นเพื่อนคุยที่ห้องพอดี เราให้ต้นไทรในความหมายที่ว่า มันเป็นพืชที่หยั่งรากลึกแข็งแรง จะคอนกรีตหรือถนนยางมะตอยก็ยังชอนไชจนแตกยับ
ดูเถื่อนดี คุณค่าที่มัตเระคู่ควร

CoCYmzPVYAAlRtX.jpg

“ขออวยพรในการแสดงรอบสุดท้าย

แด่ มัตสึอิ เรนะที่พวกเราภาคภูมิใจ

จาก สมาพันธ์ทาสมัตสึเระแห่งราชอาณาจักรไทย”

รูปนี้ขอให้ร้านถ่ายส่งมาให้ก่อนเอาไปส่งที่โรงละคร เพราะเรารู้ว่าพวกกระถางแบบนี้เค้าจะยกไปวางในห้องพักนักแสดง ไม่มีใครถ่ายรูปมาให้ดูแน่นวล …..เราส่งไปแค่เพราะเราอยากบอกเค้าว่า มีคนมากมายภูมิใจในตัวคุณนะ

ถ้าจบแค่เรื่องเพ้อเจ้อมัตเระก็คงแค่นี้ล่ะมั้ง (มั้งนะ…..) เดี๋ยวนึกได้ค่อยเพิ่มเติมในรอบหน้า แต่ยังมีนอกรอบเรื่องบาคุมัตสึอีกนะ พอดีวันว่างไปเดินตามรอยซากโรงฝึก แล้วก็หลุมศพของโอคิตะ โซจิมาด้วย อันนี้เอาไว้วันหลังว่างแล้วจะเขียนต่ออีกเอนทรี่ ….แค่นี้ก็ยาวชิบหายล่ะ จบเหอะ

/นอนตาย

 

Advertisements