ว้าว ไม่ได้เขียนเรื่องนี้มาเป็นปีแล้วนะเนี่ย (ปรบมือแปะๆ) จริงๆไม่ได้ตั้งใจจะเขียนต่อหรอก เรื่องแบบนี้เขียนแล้วเหนื่อยอ่ะนะ 55555555555 แต่ว่าๆ ช่วงก่อนหน้านี้สักเดือนนึงได้มั้งที่เรารู้สึกว่าชีวิตมันเนือยอย่างบอกไม่ถูก เราว่าทุกคนคงเคยเป็นมีบ้างล่ะเนอะ อารมณ์เบื่อๆ เซ็งๆ ที่ผุดขึ้นมาเองแล้วก็ไม่รู้จะทำยังไงกับมันดี

ถ้าคิดว่า ก็แค่อารมณ์เบื่อ เดี๋ยวก็หาย ก็คงไม่มีอะไรหรอก แต่สำหรับมนุษย์กลุ่มเสี่ยง(?) MDD อย่างเรามันเป็นนานกว่าคนปกติ …บอกตามตรง เป็นอาการที่แย่มาก ให้ร้องไห้ยังดีกว่า=_= ช่วงระหว่างที่เป็นก็ใช้ชีวิตปกติแหละ ติ่งก็ยังติ่ง ทำงานก็พยายามบังคับให้ตัวเองทำตามหน้าที่  ตื่นขึ้นมาทุกวันโดยที่มีกำหนดการว่าวันนี้ต้องเคลียร์งานชิ้นไหนบ้าง ตลอดเดือน ก.ค. ในหัวมีแต่เรื่องงานแทบตลอดเวลา คือเป็นเดือนที่ยุ่งชิบหายจนจำไม่ได้ว่าข้าวกลางวันที่กินไปเมื่อกี้คืออะไร ….ทั้งนี้ทั้งนั้น ทั้งหมดเป็นงานเก่าที่รับมาตั้งแต่เดือนก่อนตอนที่ยังบ้าพลังอยู่ ในเดือนก.ค.เราไม่รับงานไหนเพิ่มอีกเลยเพราะคิดว่าตัวเองควรพักบ้างนะ

ตอนที่ปิดโปรเจ็คท์ใหญ่ชิ้นนึงของเดือนนั้นเสร็จตอนแปดโมงเช้า (ยังไม่ได้นอน….) ในหัวมีประโยคนึงผุดขึ้นมาทันทีว่า

“…ทำบ้าอะไรอยู่วะ”

เรารักงานตัวเองนะ พูดได้เต็มปากว่ามันเป็นงานที่เราสามารถทำได้ตลอดชีวิต เห็นติ่งๆแบบนี้แต่ Self 85%ของชีวิตตอนนี้อยู่ที่งานนะ TvT  เพราะฉะนั้น เวลาที่เราเกิดคำถามที่มีต่ออาชีพของตัวเอง เราจะรู้สึกหวั่นไหวมาก ๆ เราไม่อยากมีข้อกังขาหรือรู้สึกสงสัยในสิ่งที่ตัวเองเป็นคนตัดสินใจเลือก เราตัดสินใจเลือกแล้วว่าจะเดินไปบนเส้นทางนี้ตั้งแต่เลือกคณะตอนเรียนมหาลัย แล้วเราก็เรียนมาโดยที่มีความรู้สึกกดดันตัวเองมาตลอดว่าให้ตายก็หันหลังกลับไม่ได้ ถ้าใช้ภาษาญี่ปุ่นทำงานไม่รอด เราก็ทำอะไรไม่ได้อีกแล้วนะ (เนกาทีฟไปหน่อย แต่ตอนนั้นคิดแบบนั้นจริงๆ)

ถ้ามองย้อนกลับไปตอนอายุ 18  ตอนนั้นเราอยากได้รับการยอมรับนะ เราอยากทำให้คนที่ดูถูกการเรียนสายภาษาที่อยู่ใกล้ตัวแล้วก็มีอิทธิพลกับชีวิตเราในตอนนั้นมากๆยอมรับในตัวเรา เราอยากแสดงให้เห็นว่า ต่อให้เราเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น แต่เราไม่ใช่คนแบบที่คุณจะดูถูกได้นะ …..จากนั้นก็เข้าหน้ากับเค้าคนนั้นไม่ติดมาตลอด ใจหนึ่งก็เสียใจที่ตอบรับความคาดหวังให้เค้าไม่ได้ แต่อีกใจเราก็รู้ตัวว่า เรารักภาษาญี่ปุ่นจริงๆนะ ชอบงานแปลมากด้วย ตอนนั้นมุ่งเป้าชัดเจนเลยแหละว่าจะเป็นนักแปลให้ได้ เรานึกภาพตัวเองในมุมอื่นไม่ออกแล้ว

เรารู้ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปบอกตัวเองตอน 18 ว่า แกได้เป็นสมใจแล้วนะ ได้ N1ก่อนจบตรีตามที่ตั้งเป้าไว้ด้วย ไอ้เด็กนั่นคงดีใจน่าดู 5555555

แต่ทำไมตอนนี้เราถึงนึกความรู้สึกนั้นไม่ออกก็ไม่รู้ ตอนแรกเราคิดว่าคงเพราะทำงานหนักไปมั้ง ก็เลยพักไปอาทิตย์นึง กินๆนอน ๆ อ่านการ์ตูน เล่นเกม ดูซีรี่ส์แต่อาการมันก็ยังไม่ดีขึ้น ก็เลยรู้ว่าไอ้ชีวิตกลิ้งเกลือกไปวันๆนี่มันไม่ใช่สิ่งที่เราตามหาอะ……เราไม่ได้ต้องการแบบนี้ T_T  แต่ขณะเดียวกันเราก็หมดไฟที่จะทำงานแปลเหมือนกัน ไม่มีแรงจะทำอะไรสักอย่างเลยยยยยย อยากวิ่งหนีเข้าป่า……..orz เซ็งชีวิตสุดไรสุด พอดีช่วงนั้นมีนัดพบหมอพอดีเลยเล่าให้หมอฟัง คราวก่อนหมอบอกว่า เป็นเพราะเราขาดเป้าหมายในการใช้ชีวิต ซึ่งพอมาคราวนี้หมอก็สรุปว่า ที่ทำให้เกิดอารมณ์แบบนี้เป็นเพราะเราไม่มี Passion นะ

พอได้ยินหมอว่าเราขาดเป้าหมายในการใช้ชีวิตปุ๊บ เราจะรู้สึกต่อต้านขึ้นมาโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่นะ เรามีเป้าหมายมาตลอดนะ เราวิ่งตามมันอยู่ทุกวันนี่ไง เราพยายามอยู่ทุกวันเลยนะ ……แต่พอมานึกอีกที เป้าหมายเราคืออะไรนะ เราดันนึกเป็นรูปธรรมชัดเจนไม่ออก จะว่าไม่ออกก็ไม่เชิงอ่ะ เรามีเป้าหมายใหญ่ในอนาคตข้างหน้า แต่ไม่ใช่สำหรับในอนาคตอันใกล้

ตอนนั้นเองที่เรารู้ตัวว่าเราขาดเป้าหมายจริงๆด้วย

ตอนอายุ 18 เราอยากเป็นนักแปล อยากออกหนังสือ อยากสอบได้วัดระดับJLPT ระดับ 1 ให้ได้ก่อนจบตรี(ตอนนั้นมันยังไม่เปลี่ยนเป็นระบบ N…….โบราณจัง) เราก็เลยนึกออกว่า ขณะที่สิ่งเหล่านั้นยังไม่เป็นความจริง เรากระตือรือร้นในการใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน มีพลังมากๆจนตัวเองตอนนี้รู้สึกอิจฉา

พอมาตอนนี้ เราทำทุกอย่างหมดแล้ว ใบ N1ก็ได้แล้ว ได้แลกเปลี่ยนที่ญี่ปุ่นแล้ว หนังสือแปลก็ออกวางแผงตามร้านทั่วไปแล้ว…… จากนี้เราต้องทำอะไรอีกล่ะ?

วันนั้นเราเอาหนังสือแปลตัวเองยกให้หมอ ทันทีที่หมอเห็น เค้าก็บอกว่า

 

“หมออิจฉาคนที่มี Passion ในชีวิตจริงๆนะ”

 

เราไม่ได้รู้ตัวว่า ตัวเองมี Passion หรืออะไรทำนองนั้นหรอก ที่วันนั้นเรายกหนังสือเล่มนั้นให้หมอไปก็เพราะว่าเราชอบเนื้อเรื่องในเล่มนั้นเป็นพิเศษ เราแปลเรื่องนี้หลังจากที่ไปหาหมอครั้งแรกประมาณสามเดือน แก่นเนื้อเรื่องมันตรงกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ มีหลายครั้งที่เราอธิบายความรู้สึกตัวเองออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ซึ่งมันคงมีผลต่อการรักษาแน่ ๆ  เราไม่อยากกินยาแล้วก็มาพบจิตแพทย์ทุกเดือนสองเดือนไปตลอดชีวิตหรอกนะ เราก็เลยบอกหมอว่า เรารู้สึกแบบเดียวกับตัวเอกในเรื่องนี้เปี๊ยบเลย เผื่อหมอจะเข้าใจความรู้สึกกับทัศนคติของเราได้เร็วขึ้น

ที่เราไม่บอกชื่อหนังสือ (แม้จะอยากให้มันขายดีก็ตาม) เพราะบนปกมันมีชื่อจริงเราแปะหราอยู่….. อย่างน้อยๆเราอยากมีพื้นที่ที่จะเปิดเผยความรู้สึกตัวเองได้อย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องแคร์ฐานะทางสังคมน่ะนะ (หรือก็คือ พื้นที่ติ่ง…)

เรื่องราวต่าง ๆ มักจบเรื่องเล่าตรงที่ หลังจากฝ่าฟันอุปสรรคมากมายจนตัวเอกทำตามจุดมุ่งหมายสำเร็จแล้ว แต่มันไม่เคยเล่าเรื่องราวต่อจากนั้น เวลาที่ทำตามเป้าหมายที่ต้องการสำเร็จแล้ว คนเราควรทำยังไงต่อเหรอ….. เราเพิ่งมาสงสัยจริงๆก็ตอนนี้

ตอนนั้นเองที่เรานึกถึงมัตสึอิ เรนะ …หลังจากติ่งมานานนับปีในที่สุดเราก็เพิ่งเข้าใจจริงๆว่าทำไมตัวเองถึงได้ชอบนาง  เป็นเพราะคนเรามักหลงใหลคนที่มี Passion อยู่เสมอนั่นแหละ เรามักชื่นชมคนที่มีความฝันแล้วก็พยายามที่จะทำให้มันเป็นจริง มาคิดดูอีกที คนเรามักคิดว่าการมีความพยายามที่จะทำความฝันเป็นเรื่องยากที่สุด แต่เราเพิ่งรู้ตัวว่าความพยายามมันไม่ใช่เรื่องยากหรอก ง่ายที่สุดด้วยซ้ำไป เรื่องที่ยากที่สุดคือการหาเป้าหมายของตัวเองให้เจอต่างหาก เมื่อเรามีเป้าหมายเมื่อไหร่ เราจะลงมือทำเองโดยไม่รู้สึกว่าความพยายามเป็นภาระด้วยซ้ำ

สิ่งที่มัตสึอิ เรนะมักพูดบ่อยๆในบทสัมภาษณ์เวลาที่บอกเล่าถึงความฝันก็คือ การตั้งเป้าหมายใหญ่เอาไว้และระหว่างทางนั้นก็ตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ไว้ตามเส้นทาง นางก็บอกเอาไว้เหมือนกันว่าการหาสิ่งที่เป้าหมายเล็ก ๆ เพื่อให้ตัวเองเดินต่อไปตามเส้นทางถึงเป้าหมายใหญ่ที่ตั้งไว้มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก

ถ้าให้บอกอารมณ์ของตัวเองตอนที่คิดถึงเรื่องนี้คงประมาณ ว้าบบบบบบบ ปิ๊ง …..เฮ้ย มัตเระเค้าก็มีมุมเดียวกับเราเลยนี่หว่า ขนาดไอดอล(ในความหมายต้นแบบในการใช้ชีวิต) ของเราเค้าก็ไม่ได้มีพลัง ไม่ได้มีความกระตือรือร้นอยู่เสมอ ก็มีบ้างที่ซึม นอย เศร้า เซ็ง  ไม่ใช่ว่ามีเป้าหมายใหญ่แล้วจะวิ่งพุ่งเข้าใส่มันได้ทันทีเดี๋ยวนั้นเลยเสมอไป

ปัญหาคือ คนเรามักขี้เบื่อ ต่อให้เป็นหนังที่ชอบมากแต่ให้ดูเรื่องนั้นเรื่องเดียวไปตลอดกาลก็ไม่ไหวเหมือนกันใช่มั้ยล่ะ เกมก็เหมือนกัน เวลาโหลดเกมมาเล่นเรามักจะโหลดสองเกมมาเล่นพร้อมกัน พอเล่นอันนี้เบื่อแล้วเปลี่ยนไปเล่นอีกอัน เบื่อแล้วค่อยกลับไปเล่นอันเก่า ให้จดจ่อเล่นอยู่อันเดียวจนเคลียร์ไปเลยเราทำไม่ค่อยได้น่ะ เบื่อจนเลิกกลางคันทุกที

 

เวลาที่เรามองมัตสึอิ เรนะ เราจะรู้สึกชื่นชมเค้าพร้อมๆกับที่นึกสงสัยอยู่ตลอดว่าอะไรที่เป็นพลังให้เค้าสามารถพยายามได้ตลอดเวลาแบบนี้ …ความฝันเหรอ เราก็มีนะ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพื่อให้ถึงเป้าหมายใหญ่ที่เราตั้งไว้ เรารู้ว่ามัตสึอิ เรนะก็กำลังอยู่ใน “ระหว่างทาง” เหมือนกัน แต่เราสงสัยเสมอว่าทำไมเค้าถึงกระตือรือร้นได้ขนาดนั้น เค้าไม่เหนื่อยบ้างเหรอ

พอนึกถึงคำว่า Passion ของหมอกับคำว่าเป้าหมายเล็กๆ ของมัตสึอิ เรนะมันก็ทำให้เราตอบคำถามนั้นได้

ในเกมมักมีเป้าหมายว่า อัพเลเวลเท่านี้แล้วจะใช้ไอเท็มนี้ๆได้ หรือทำเควสจนครบแล้วจะเลเวลอัพ พออัพก็มีเควสใหม่มาอีก ให้ทำไปเรื่อยๆ เราก็จะจดจ่ออยู่กับการทำเควสให้เสร็จ………..สิ่งเหล่านี้คือเป้าหมายระยะสั้นที่ทำให้คนเราไม่เบื่อจนเลิกเล่นกลางคัน

…..ทำไมเพิ่งมารู้ตัวนะ

แต่ที่แย่ก็คือ ในชีวิตจริงของเราไม่มีใครมากำหนดเควสให้ ตอนที่เรียนอยู่ยังไม่เท่าไหร่นะ มันยังมีระดับชั้นเรียนเป็นขั้นบันไดให้ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ พอเรียนจบ ทำงานสักพักแล้วดันรู้สึกเคว้งขึ้นมา อิเชี่ย อยู่ดีๆ มันก็ไม่มีบันไดแล้วอ่ะ…. เหมือนเดินตามเส้นทางที่มีคนถางไว้อยู่ดีๆแล้วหลุดไปอยู่กลางทะเลทราย หากระทั่งรอยเท้าอูฐยังไม่เจอ….

เรามีเป้าหมายใหญ่สำหรับอนาคต แต่เราขาดแรงจูงใจในระยะสั้น ๆ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันต้องมาจากการวางเป้าหมายเหมือนกัน …..ไอ้นี่เอง ไอ้สิ่งที่เรียกว่า “เป้าหมายเล็ก ๆ” ที่มัตสึอิ เรนะหมายถึง

มองย้อนกลับไป การเป็นนักแปล การออกหนังสือหรือกระทั่งใบ N1 ก็คือเป้าหมายเล็กๆของเรานั่นแหละ (ถึงแม้จะเป็นเป้าหมายระยะสั้นที่ใช้เวลาหลายปี….) เราแค่เคลียร์เควสที่วางไว้หมดแล้วและยังหาเควสใหม่ไม่เจอเท่านั้นเอง มันก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกเนือยกับชีวิตจนอยากเททั้งหมด อยากเลิกเล่นเกมนี้ขึ้นมาทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าเรายังเคลียร์ความฝันใหญ่ไม่สำเร็จ

 

ณ จุดของเวลานี้ยังหาเป้าหมายเล็กๆไอ้ที่ว่าไม่เจอหรอก แต่ที่ต่างกันกับวันก่อนคือตอนนี้เรารู้ตัวแล้วว่าเราขาดอะไรและเราต้องหาอะไร ถือว่ามีพัฒนาการล่ะนะ

 

จริงๆนะ เราเอาชนะคุณไม่ได้ซะทีเลย

เป็นแค่มัตสึเระแท้ๆ!!

CiL06hxUoAApzfA

 

Advertisements