รู้สึกมีอะไรอยากเขียนอยู่เรื่อยๆนะ แต่ก็ความคิดก็ไม่ค่อยยอมจับตัวเป็นก้อน เลยทิ้งๆขว้างๆ หนีไปวิ่งเล่นในทุ่งข้าวสาลีแทน……

คราวนี้เราอยากเขียนถึงไอดอลวง Nogizaka46 ฮาชิโมโตะ นานามิ หรือ นานามิน ซึ่งต่อไปนี้เราจะเรียกว่าพิมิน

อืม จริงๆนี่เป็นติ่งลับๆของโนกิแหละ เริ่มติ่งจากเพลงก่อน คือชอบเพลงมากๆ ฟังมาตลอด ปลาบปลื้มแบบเป็นติ่งน้อยๆมานานจนกระทั่งพิมินประกาศแกรด+ออกจากวงการบันเทิงทีเดียว กรีดร้องทวิตเตอร์แตก โศกมากกระทั่งตัวเองยังแปลกใจ เลยเพิ่งมารู้ตัวว่า สรุปเราไม่ใช่แค่ติ่งน้อยแล้วล่ะ โคตรติ่งชัดๆ    ……..

แต่แรกๆ เราก็ไม่ค่อยแน่ใจว่าที่ตัวเองเศร้าเพราะไอดอลที่ชอบแกรดหรือเพราะจะไม่ได้เจอกับ “ฮาชิโมโตะ นานามิ” อีกแล้ว

00

คำถามที่หลายคนคงสงสัยก็คือ ทำไมเค้าอยากออกจากวงการบันเทิง เพราะในโนกิซากะ พิมินถือเป็นตัวท็อป เป็นเซมบัทสึระดับฟุคุจินตั้งแต่ซิงแรกยันซิงสุดท้าย ไม่มีซิงไหนเลยที่ไม่มีพี่แก (ทั้งวงมีอยู่ 2 คนที่ติดฟุคุจินมาตลอดตั้งแต่เดบิวท์จนปัจจุบันคือฮาชิโมโตะ นานามิกับชิราอิชิ ไม) ไม่เคยโดนลดไปอยู่แถวหลัง ได้อยู่กลุ่มแถวหน้าๆตลอดต่อให้ไม่ใช่เซ็นเตอร์ก็ตาม งานนอกก็มีทั้งหนังทั้งละคร แถมเป็นนางแบบสังกัดนิตยสารไปอีก เรียกได้ว่าชีวิตในวงการบันเทิงนี่รุ่งโคตรๆ

 

ทั้งที่เจ้าตัวมาออดิชั่นโนกิซากะก็เพราะว่า “จะได้กินข้าวกล่องฟรี” แค่นั้นเอง…….

 

ไอดอลไรนี่ก็ไม่รู้จักอ่ะ แค่เคยได้ยินชื่อมาเอดะ อัตสึโกะกับโอชิมะ ยูโกะที่เค้าดราม่ากันตอนงานเลือกตั้งแค่นั้นแหละ ทั้งชีวิตของฮาชิโมโตะ นานามิฟังแต่วงร็อคและฮิปฮอป เทียบกับเด็กไทยก็แบบเด็กวัยรุ่นสไตล์กรี๊ดโปเตโต้ บูชาบอดี้สแลม บางทีก็โยกไปกับไทเทเนียมมั่งไรมั่งตามอารมณ์ มองพวกติ่งเกาหลีกรี๊ดไอดอลแล้วก็งงว่าอะไรของพวกเอ็งวะ มีงานอดิเรกคืออ่านนิยายกับวาดรูปเล่นไปวันๆ เห็นที่เข้าข่ายระดับติ่งหน่อยคือดูแข่งบาสเกตบอลกับตามรอยสถานที่ในนิยายของมุราคามิ ฮารุกิ (เล่มโปรดที่อ่านซ้ำอ่านซากคือ Norwegian Wood)

 

ความฝันในอนาคตตั้งแต่วัยประถมคือการเป็น “ข้าราชการ”

เหตุผลคือ “เพราะมันเป็นงานที่มั่นคง”

 

เด็กแบบนั้นพอมาเป็นไอดอลร้องๆเต้นๆ เน้นวาไรตี้กลับดังซะงั้น สั่งไรก็ทำได้หมดเหมือนอับดุล
เด๋อๆไปถ่าย MV ซิงแรก (Guruguru curtain) ไม่รู้สี่รู้แปดอะไร อยู่ดีๆผกก.ก็สั่งให้ร้องไห้ซิ
นางก็บีบน้ำตาได้ทันใดในบัดเดี๋ยวนั้น

 

เออ บางทีชีวิตคนเราแม่งก็ตลกอ่ะ 555555555555

 

จุดเริ่มต้นจากขอแค่กินข้าวกล่องประทังชีพจนกระทั่งตอนนี้พิมินใช้หนี้ของครอบครัวได้หมด ส่งเสียน้องชายเรียนจบม.ปลาย

ในรายการโนกิโดโกะตอนที่มีคลาสตอบคำถามเด็กๆ มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถามพิมินว่า ทำไมถึงมาเป็นไอดอล พี่แกติดสตั๊นท์ เงียบอยู่หลายวินาทีก่อนจะบอกว่า “นั่นสิ ทำไมนะ ….พรหมลิขิตล่ะมั้ง” (คงไม่กล้าตอบความจริงเด็กว่ามาหาข้าวกินเฉยๆ……. ;A;)

10.jpg

คงมีคนสงสัยว่า ถ้าออกจากบ้านที่ฮอกไกโดมาอยู่โตเกียวแล้วต้องลำบากขนาดนั้น จะออกมาทำไม เราไม่รู้นะว่าจะมีคนที่เข้าใจความรู้สึกนี้มากน้อยแค่นั้น แต่ “แรงผลักดัน” อยากออกจากคอมฟอร์ทโซนต่อให้รู้ว่ามันจะลำบากแทบตาย มันมีอยู่จริงๆนะ เพราะเราก็เคยผ่านช่วงนั้นมาเหมือนกัน  …รากเลือดเลยทีเดียว

 

ตามประสาคนในครอบครัวก็เป็นห่วง ไม่อยากให้ลูกไปลำบาก ถ้าอยู่บ้านอย่างน้อยก็มีข้าวกินอ่ะนะ แต่พิมินก็ยืนยันจะไปโตเกียวแค่เพราะ “อยากออกไปจากตรงนี้” พี่แกเลยจัดการมัดมือชกพ่อแม่ด้วยการสอบเข้าม.ศิลปะที่มีแต่ในโตเกียวเท่านั้น รับรองว่าจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดเอง ไม่ขอเงินที่บ้านเลยสักแดงเดียว (จริงๆคือต่อให้ขอก็คงไม่มีให้……)

 

พิมินสับรางทำงานพิเศษร้านเนื้อย่าง ร้านเหล้า ร้านอาหารบลาๆอยู่หลายที่ (ส่วนใหญ่เน้นร้านเหล้า โปรมากจนหิ้วเบียร์ 5 เหยือกได้ด้วยมือข้างเดียว….) หาเงินจ่ายค่าเช่าห้องค่าน้ำค่าไฟแพงหูฉี่ของโตเกียวไป หิวก็กินข้าวปั้นเซเว่นประทังชีวิต (อาหารหลักของนาง) ค่าเทอมก็ขอทุนเรียนจากมหาลัยเอา   อยู่ไปอยู่มาผมยาวชิบหายแล้ว อยากตัดผมมากแต่ค่าร้านเสริมสวยเมืองกรุงก็แพ๊งแพง ค่าข้าวตั้งสองอาทิตย์ตัดผมได้ทีเดียวเอง ตั้งแต่นั้นมานางเลยไปรับจ๊อบเป็นหุ่นทดลองให้นักเรียนเสริมสวยตัดผมให้ (คล้ายๆอาจารย์ใหญ่เวอร์ชั่นมีชีวิต) ตัดฟรี สบายกระเป๋า แต่สภาพทรงผมก็แล้วแต่บุญแต่กรรมตามฝีมือนักเรียนที่เจอ

 

อิทรงบ๊อบสั้นดูคล้ายๆหนูแทะนิดหน่อยวันที่ออดิชั่นโนกิซากะนั่นก็ฝีมือนักเรียนเสริมสวยเหมือนกัน……..

 

ฮาชิโมโตะ นานามิเคยเล่าในดอคฯว่า ตอนนั้นลำบากมาก ด้วยความเครียด แรงกดดันหลายๆอย่าง ทำให้มีอยู่วันนึง เค้าซื้อข้าวปั้นมาจากเซเว่น พอหาที่นั่งได้แล้ว เค้าก็ปาข้าวปั้นก้อนนั้นลงพื้น

 

เออแม่ง เอาสิ ชีวิตเด็ก 18 คนนึงเครียดจนมานั่งปาข้าวปั้นเซเว่น

 

แต่ถึงขนาดนั้นแล้ว ฮาชิโมโตะ นานามิกลับไม่เคยพูดว่าร้ายที่บ้านเลยสักคำเดียว เราไล่อ่านสัมมาเป็นสิบเล่ม ดูรายการทีวี ฟังเรดิโอย้อนไปหลายปี พบแต่พี่แกหัวเราะเล่าเรื่องความลำบากสมัยเด็กให้เป็นเรื่องโจ๊กขำขัน

วิธีเลี้ยงลูกของบ้านฮาชิโมโตะน่ากลัวมาก……  พิมินเล่าว่าสมัยเด็กพ่อแม่เข้มงวดมากๆ โดยเฉพาะเรื่องเรียน ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าเพื่อนได้ออกไปวิ่งเล่นแต่ตัวเองต้องมานั่งท่องสูตรคูณอยู่ได้ ท่องแม่ 9 ไม่ได้ก็ห้ามออกไปเล่นนอกบ้านอีก เวลากินข้าวถ้าจับตะเกียบไม่ถูกวิธีก็โดนแม่ตีมือ  นั่งไม่มีมารยาทก็โดนพ่อถีบ  ตอนประถมต้นเคยดื้อไม่ทำตามที่พ่อสั่งก็โดนโยนทิ้งออกจากบ้านทั้งที่อยู่ในฤดูหนาวและหิมะกำลังตก…….  ทั้งนี้ บ้านพี่แกอยู่ฮอกไกโด เขตอาซาฮิคาวะที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยหน้าหนาวคือ -12 องศา ……..

 

ขออนุญาตกรี๊ดแป๊บ………. นี่เลี้ยงเด็กผู้หญิงหรือกอริลล่า………

 

พิมินแกก็เล่าขำๆว่าโดนโยนออกจากบ้านไปเลย แล้วก็ไม่รู้จะทำไง เลยว่าจะเดินไปบ้านญาติแทน (จิตใจสตรวองอะไรเบอร์นี้….) แต่เพราะตอนนั้นพี่แกเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ แถมมาเดินกลางหิมะในสภาพเท้าเปลือยเปล่า ชาวบ้านแถวนั้นเห็นเข้าเลยตกใจรีบมาช่วย ซึ่งพิมินก็บอกว่า พ่อคงรู้อยู่แล้วแหละว่าต้องมีชาวบ้านมาช่วยแน่ๆ เค้าถึงกล้าโยนลูกออกไป

 

………….พี่คร๊ะTvT

 

แต่พอโตมา พิมินก็นึกขอบคุณที่พ่อแม่เลี้ยงเค้ามาแบบฮาร์ดคอร์นะ ทั้งเรื่องที่เข้มงวดเรื่องเรียนก็ด้วย ที่เค้าติดนิสัยรักการอ่านมาจนทุกวันนี้ก็เพราะตอนเด็กๆพ่อแม่มักจะอ่านหนังสือให้ฟัง บอกว่าโตไปจะได้ไม่ลำบากเรื่องเรียน (พอโตมาเค้าก็เรียนเก่งจริงๆนั่นแหละ)

6

นิสัยวัยมัธยมของฮาชิโมโตะ นานามิคือมักออกไปเกรียนกับเพื่อนๆอยู่เป็นนิจ  อยู่โรงเรียนก็ทะเลาะกับครูประจำชั้นทุกวี่ทุกวัน กลับมาบ้านก็มาตบตีกับมารดาต่อ (กำลังอยู่ในวัยต่อต้าน…) วันหยุดเสาร์อาทิตย์ก็ตื่นตั้งไก่โห่เพราะมีนัดจะไปสตอล์กรุ่นพี่ที่เพื่อนชอบตามสวนสาธารณะ เพราะรุ่นพี่มักจะไปวิ่งออกกำลังกายแถวนั้นยามเช้า วิธีสตอล์กของพวกนางคือไปซุ่มหลบอยู่หลังพุ่มไม้รอรุ่นพี่คนดังกล่าววิ่งผ่านมาแล้วกรี๊ดกร๊าดกัน……….. นี่พวกเธอว่างกันมากสินะ…….

 

แนวคิดพิมินเค้าออกแนวแบบแสวงหาอิสรภาพ ความเป็นวัยรุ่น ใช้ชีวิตให้เต็มที่ คนเรามันต้องร็อคดิวะ! อะไรงี้แหละ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยมัธยมจวบจนกระทั่งปัจจุบัน

 

ไม่นานนี้เองเค้าเคยพูดอย่างเสียดายว่า การที่ต้องทำงานในฐานะโนกิซากะทำให้เค้าไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างวัยรุ่นทั่วไปเลย

 

เป้าหมายของเค้าคือ “ข้าวกล่องฟรี” แต่ทันทีที่ผ่านออดิชั่น จู่ๆรอบข้างก็สาดแฟลชใส่ รุมถ่ายรูป รุมสัมภาษณ์ ทั้งชื่อทั้งหน้าไปปรากฏอยู่บนจอทีวี บนอินเตอร์เน็ต พี่แกก็เคยบอกว่าเครียดไปพักนึงเพราะไม่ได้เตรียมใจมาก่อน  (คงไม่คิดว่าการเป็นวงไอดอลมันจะดังขนาดนี้….)

 

มีครั้งหนึ่งเคยเล่าว่าไปนั่งกินข้าวอยู่ที่คาเฟ่คนเดียว เป็นที่นั่งบาร์ติดกระจกแบบหันหน้าออกไปนอกร้าน นั่งกินอยู่ดีๆ เงยหน้าขึ้นมาอีกทีเห็นผู้ชายคนนึงที่วิ่งออกกำลังกายอยู่ควักมือถือมาถ่ายรูปพี่แกเฉย  เค้าก็ขำๆว่าเฮ้ย ถึงจะนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวแต่ชั้นไม่ใช่ผู้หญิงเปล่าเปลี่ยวนะยะ!

 

มีอยู่หลายครั้งที่เค้าพูดในทำนองว่าอยากออกไปเล่นบ้าบอนอกบ้านแบบไม่ต้องแคร์สายตาใคร
ไม่ต้องสนใจว่าจะมีใครรู้จัก

 

8

 

ถึงเค้าจะพูดขำๆให้มันตลก แต่อีกด้านมันก็สะท้อนว่า เออ ชีวิตของฮาชิโมโตะ นานามิจะไม่มีความเป็นส่วนตัวอย่างที่เค้าต้องการเลยตราบใดที่เค้ายังอยู่ในวงการบันเทิง

 

มันไม่ใช่การเบื่อสังคมแบบเพิ่งรู้ตัวหลังจากมาทำงานในวงการ แต่ฮาชิโมโตะ นานามิรู้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ผ่านออดิชั่นแล้วว่าเค้าไม่ชอบการเป็นคนดัง ไม่อยากไปยืนหน้ากล้อง ไม่อยากโดนถ่ายรูป ไม่อยากให้ใครรู้จักชื่อตัวเอง ไม่อยากโดนวิจารณ์ในอินเตอร์เน็ต

 

ผกก.ยามาชิตะ โนบุฮิโระ คนที่กำกับ MV เพลงkimi no na wa kibou เวอร์ชั่นคัดเลือกนักแสดงไปเล่นหนังเรื่อง ‘Chounouryoku Kenkyubu no 3 Nin’  ถ้าใครเคยดู MV ความยาว 25 นาทีนี้จะพบว่า ผกก.แกจับตามองพิมินมาตั้งแต่แรกๆ จนกระทั่งถึงการตัดสินในรอบสุดท้าย คนที่ถูกเรียกชื่อเป็นคนแรกก็คือ ฮาชิโมโตะ นานามิ

 

ผกก.ให้เหตุผลว่า “เพราะฮาชิโมโตะ นานามิดูไม่น่าจะใช่คนที่ออกมาทำการแสดงต่อหน้าคนอื่น แต่ให้กลิ่นอายเป็นคนทำงานเบื้องหลังเหมือนกัน มันก็เลยชวนให้เกิดความสนใจมากๆว่า แล้วคนแบบนั้นมายืนอยู่บนเวทีต่อหน้าคนอื่นแบบนี้ทำไม?

 

นอกจากนี้ มีผู้กำกับอีก 3 คนที่เคยทำงานกับฮาชิโมโตะ นานามิบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเค้ารู้สึกว่าฮาชิโมโตะ นานามิไม่ใช่คนของโลกสปอร์ตไลท์ ไม่ช้าก็เร็ว สักวันหนึ่ง คนคนนี้ต้องเลือกที่จะหายไปจากตรงนี้แน่นอน

 

1


 

ฮาชิโมโตะ นานามิทำงานเป็นไอดอลในวงโนกิซากะ46 มาจน 5 ปี แถมทำได้ดีซะด้วย

เหตุผลพื้นบ้านมากเลยคือ เค้าต้องการเงิน

เพราะที่บ้านเป็นหนี้ก้อนโต ตังค์จะจ่ายค่าน้ำค่าแก๊สยังไม่มี น้องชายก็ยังเรียนไม่จบมัธยม (น้องชายอายุห่างกัน 6 ปี) จุดเริ่มต้นอาจเป็นแค่ข้าวกล่อง แต่พอเห็นช่องทางการทำงานในวงการบันเทิงมากขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายของฮาชิโมโตะ นานามิก็เปลี่ยนไปเป็น “ต้องการทำให้พ่อกับแม่ภูมิใจที่มีลูกสาวคนนี้ อยากทำให้ครอบครัวสามารถอยู่ได้แม้ว่าตัวเค้าจะไม่ได้ทำงานในวงการอีกแล้ว” (Kanashimi no Wasurekata Documentary of Nogizaka46)

7

ตั้งหน้าตั้งตาทำงานมาเรื่อยๆ ด้วยสภาพร่างกายอ่อนแอปวกเปียก ถึงจะเคยเล่นบาส ชอบกีฬา แต่พิมินสุขภาพอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กแล้ว ป่วยง่าย ความดันต่ำ กระดูกซี่โครงเคยหักอยู่หลายที (ไปทำอะไรมาวะ…) โรคประจำตัวคือภูมิแพ้แอแนฟิแล็กซิสที่กำเริบเช้าค่ำอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ทำให้ปี 2014 เลยแทบไม่ได้ขึ้นแสดงทัวร์ตอนหน้าร้อนเลย เค้าก็บอกช่วงนั้นน้ำหนักลดลงไปถึงหลัก 3x เพราะกินอะไรไม่ได้ ต้องงดหมดเพราะแพ้ส่วนประกอบในอาหารหลายอย่าง ใช้ชีวิตด้วยน้ำเกลือล้วนๆ (โรคนี้อันตรายมากนะ ถึงตายได้ง่ายๆ)

ล่าสุดที่ปวดเอวจนต้องหยุดงานบ่อยๆมาตั้งแต่ปีที่แล้วก็เพราะหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท …. =_= ใครดูรายการ 46TV คงเห็นพี่แกเดินกระดืบๆเหมือนคนขาเดี้ยง ก้มหลังก็ไม่ได้ พอนั่งเก้าอี้ก็จะอุทานว่าโอ๊ย เจ็บๆ …..   ยิ่งมาดูเพิร์ฟในเพลง Inochi wa Utsukushii ที่แสดงในปีนี้จะพบว่า ในท่าที่ต้องก้มหัวลง พี่แกก็เนียนย่อเข่าลงแล้วสะบัดหัวเอาเฉยๆ  จะแสดงเพลง Kodoku Kyoudai เพลงนี้ก็เต้นแรงอีก ร่างพังล่ะเต้นไม่ไหวTvT ต้องปลี่ยนมาใช้ขาตั้งไมค์ยืนร้องเฉยๆแทน เค้าก็บอกว่า เค้ารู้สึกผิดมากเลยแหละที่เต้นให้ทุกคนดูในเพลงนี้ไม่ได้

เห็นแล้ววงวารใจยิ่งนัก……………

9.jpg

ถ้าตามไอดอลก็จะรู้ว่า นอกจากการทำงานที่ไม่เป็นเวลาแล้ว อาชีพนี้ใช้ร่างกายหนักมากจริงๆ เสาร์-อาทิตย์ก็มีงานจับมือตั้งแต่เช้ายันค่ำ จับมือพูดคุยกับแฟนคลับเป็นพันๆคนติดกันหลายชั่วโมง   เราเป็นคนไปจับไอดอลไม่กี่วิยังเหนื่อยเลยอะ 5555 แค่คิดกลับกันก็จะเป็นลมล่ะ  บางวันตื่นแต่ไก่โห่ไปถ่ายแฟชั่น แล้วจัดวิทยุยันตีสาม  ….โอ้โห มนุด

พอใช้หนี้ให้ที่บ้านหมด น้องชายเรียนจบมัธยมพอดี ต่อมหาลัยก็ขอทุนได้ด้วย พี่แกคงรู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกเนาะ จังหวะนั้นแม่ก็เขียนจดหมายส่งมาให้หนาเป็นปึก (ปกติเคยแต่ส่งข้าวสารไม่ก็ผักผลไม้อะไรมาให้กินเฉยๆ) บอกว่า

“ที่ผ่านมาขอโทษนะลูก ตอนนี้น้องก็โตพอจะดูแลตัวเองได้แล้ว แม่ก็ใช้ชีวิตด้วยตัวเองได้ ลูกไปทำอะไรที่อยากทำเถอะนะ”

 


 

ในดอค Kanashimi no Wasurekata Documentary of Nogizaka46 ฮาชิโมโตะ นานามิเคยกล่าวเอาไว้คำหนึ่งว่า

“ฉันถามตัวเองว่าจะมีงานอื่นนอกจากนี้อีกมั้ยที่ทำให้รู้สึกสนุกมากขนาดนี้ แล้วฉันก็ตอบตัวเองได้ในทันทีว่า ไม่มีหรอก

‹´–{“ށX–¢

 

เหตุผลที่ทำงานมาตลอดอาจเป็นเพราะต้องหาเงิน แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมดน่ะนะ เค้าพูดตลอดว่าถ้าไม่มีแฟนๆคอยสนับสนุน เค้าคงเลิกทำงานนี้ไปตั้งนานแล้ว (ก็พี่แกเล่นคิดจะแกรดตั้งแต่เพิ่งเดบิวท์….)  พิมินบอกว่า การได้เป็นไอดอล การได้ทำงานในวงการบันเทิงถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่สุดในชีวิตของเค้านะ

 

เค้ารู้ดีว่า ถ้ามองจากสายตาเพื่อนนอกวงการ  งานที่ทำเค้าอยู่เป็นอะไรที่น่าอิจฉา จุดที่เค้ายืนอยู่เป็นจุดที่ใครหลายคนพยายามป่ายปีนขึ้นมายืนให้ได้ แต่มันก็ไม่ใช่ชีวิตเค้าน่ะ เพราะสิ่งที่เค้าต้องการจริงๆมันไม่ใช่การมีชื่อเสียงโด่งดัง ร่ำรวยเงินทองอะไรทั้งนั้น

 

เพราะชีวิตนี้ ฮาชิโมโตะ นานามิต้องการแค่หนังสือนิยายและเตียงนอนค่ะซิส

 

(ตบมุกเลวจริงๆ ชั้นเนี่ย =_=….)

 

แต่นี่พูดจริงๆนะไม่ได้โจ๊ก พิมินเค้าเป็นคนแบบนี้จริงๆ ไม่โหยหาไขว่คว้าอะไรที่ตัวเองไม่มี เลือกที่จะมีความสุขแต่กับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ในตอนนี้เท่านั้น เค้าไม่เคยคิดจะที่ยอมสละสิ่งที่ตัวเองมีเพื่อแลกกับสิ่งที่ตัวเองไม่มี เค้าไม่มีความอยากได้อยากมีอะไรเลย พร้อมกันนั้น เค้าก็ตั้งคำถามว่า คนเรามีความสุขแค่กับสิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าของตัวเองในขณะนี้ไม่ได้เหรอ?

 


 

ฮาชิโมโตะ นานามิประกาศจบการศึกษาในรายการ ANN เมื่อ 19 ตุลาคม 2016

 

แต่มีการยืนยันแน่นอนภายในตั้งแต่วันที่ 7 กันยายน 2016 ว่าเค้าจะจบการศึกษา เพราะตอนนั้นโซนี่กำลังเตรียมซิงใหม่ วางตัวผกก.เรียบร้อย ร่างสตอรี่บอร์ดเกือบเสร็จเตรียมจะถ่าย MV อยู่ล่ะ โปรดิวเซอร์ก็โทรไปบอกผกก.ว่าเฮ้ย ต้องโละทิ้งนะ เปลี่ยนแผนใหม่หมดเลย เพราะฮาชิโมโตะ นานามิจะแกรดแล้ว

 

ตอนอ่านสัมนี่วงวารผกก.มาก ไฟจี้ตูดเลยทีเดียว………… TvT

 

ไว้เราจะพูดถึงเรื่อง MV Sayonara no imi ในคราวต่อไป (ทำอารมณ์แป๊บ)

 

เรายอมรับว่าเรายังรู้สึกเหงา เศร้า แล้วก็ใจหายกับการที่พิมินเค้าจะไม่อยู่อีกแล้ว แต่ขณะเดียวกัน เราก็ดีใจนะที่เค้าได้อิสระไปทำอะไรอย่างที่อยากทำซะที ในฐานะคนที่มีจุดยืนคล้ายกันและเราก็ต้องการอิสรภาพจากความรับผิดชอบในฐานะลูกคนโตเหมือนกันน่ะนะ  เรานับถือใจเค้ามากจริงๆ

ต่อให้ไม่ได้เจอกันอีกแล้ว แต่เรามั่นใจว่าเราไม่มีวันลืมเค้าหรอก

ก็เค้าคือ “ฮาชิโมโตะ นานามิ” เชียวนะ

3

Advertisements