• อ่านแล้วอยากแบ่งปันให้ชาวบ้านร่วมด้วยช่วยกรี๊ด ไม่มีเพื่อนกรี๊ดแล้วเหงามาก
    อันนี้ก็แปลมาอีกแล้ว ไม่ได้เขียนเรึองนะ ย้ำอีกที ไม่ได้เขียนเอง ไม่ต้องมาขอ 55555555
    ขอบพระคุณต้นฉบับของคุณนาโนะเรื่อง  小悪魔とそれに惑う人

ป.ล. ชื่อภาษาอังกฤษเอามาจากชื่อเพลงของวง Scorpions ความหมายตามนั้นแหละ
ป.ล.2 ช็อตนี้มีตอนต่ออีกตอนนึง ถ้าชอบเรื่องนี้ล่ะอยากอ่านต่อก็บอกได้ ว่างๆ จะแปลมาแปะ (หาเพื่อนกรี๊ด)

 


小悪魔とそれに惑う人

[Fiction] Tease Me, Please Me
(Nogizaka46) Shiraishi Mai x Nishino Nanase

 

 

ไม่เคยคิดอะไรด้วยเลยสักนิด ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว …จริง ๆ ก็ไม่เชิงหรอก แต่สรุปแล้วก็คือ ฉันไม่เคยมองเด็กคนนั้นด้วยความรู้สึกพิเศษอะไรเลย ยิ่งในมุมรัก ๆ ใคร่ ๆ ยิ่งไม่มีทาง ก็อีกฝ่ายเป็นผู้หญิงนี่นา ซ้ำยังห่างไกลจากสเป็คในอุดมคติไปล้านขุม ต้องเป็นคนใจกว้างอบอุ่น มีความเป็นผู้นำ เก่งเรื่องอุปกรณ์ไอที ถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เป็นคนที่มีอายุมากกว่าอะไรประมาณนั้น แต่บุคคลที่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบย่ำเงื่อนไขในอุดมคติมากมายเหล่านั้นดันไม่ใช่เจ้าชายในฝันจากปาฏิหาริย์หรือใครที่ไหน…กลับเป็นเด็กผู้หญิงอายุน้อยกว่าที่ชอบทำหน้าง่วงตลอดเวลา หันไปมองทีไรเป็นได้พบว่ากำลังเกาะหลังใครสักคนอยู่ทุกที อ่านไม่ออกเลยว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่

หิวน้ำจัง  ฉันด้วย  ชั้นนี้มีตู้ขายน้ำอยู่ใช่มั้ย   มี ๆ   งั้นไปกันเถอะ หยิบกระเป๋าสตางค์ก่อนออกจากห้องพักไปกับมิสะกันสองคน เห็นว่าหลังจากผ่านปีใหม่มาพักหนึ่ง ละครเรื่องใหม่ของซีซั่นกำลังฉายอยู่ตอนนี้พอดี อาจเพราะถูกใจพล็อตเรื่องของละครเมื่อคืนเอามาก ๆ มิสะก็เลยเล่าให้ฟังอย่างออกรสในขณะที่ฉันฟังผ่านหูอยู่ข้าง ๆ มาตั้งแต่ต้น พร้อมคิดว่าเสื้อที่อีกฝ่ายใส่อยู่น่ารักดีจัง เดี๋ยวถามทีหลังดีกว่าว่าของแบรนด์ไหน

 

“อ๊ะ นาจังนี่”

 

คนที่มิสะโบกมือทักก็คือ นานาเสะซึ่งกำลังเดินมาจากอีกฟากของโถงทางเดินพร้อมผู้จัดการ เจ้าตัวยกยิ้มอ่อนพร้อมโบกมือกลับ ฉันก็เลยตามน้ำยกมือทักทายไปด้วย อุรณสวัสดิ์ เสียงของเราสามคนซ้อนทับก่อนสวนทางกัน ไม่มีอะไรเลย มีเพียงเท่านั้นจริง ๆ แค่สิ่งหนึ่งในกิจวัตรประจำวันอันมากล้น …น่าจะเป็นเช่นนั้น นอกจากฉันแล้วคงไม่มีใครรู้สึกตัวเป็นแน่ ในพริบตาที่เดินสวนผ่านข้างกายนานาเสะไป

 

ปลายนิ้วถูกเกี่ยวกุมเพียงเสี้ยววินาที

 

เมื่อชะงักในฉับพลันพร้อมหันหลังกลับไปมองอีกฝ่าย ก็พบว่ากำลังเดินคุยอยู่กับผู้จัดการด้วยสีหน้าราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีท่าทีจะหันกลับมามองทางนี้เลยสักนิด มันอะไรกัน เมื่อกี้ ความปั่นป่วนที่ไม่เคยพบพานบีบรัดในอกทีละน้อย ในจังหวะที่มองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายกำลังหายลับเข้าไปในห้องพัก หัวไหล่ก็ถูกสะกิดให้หลุดจากภวังค์

 

“ไมยัง มีอะไรรึเปล่า?”

“อ๊ะ เปล่า ไม่มีอะไร”

 

ไปกันเถอะ รีบร้อนกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มแสร้งฉาบบนสีหน้า ต่อจากนั้นเสียงของมิสะก็สื่อส่งมาไม่ถึงหูอีกเลย มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า? แค่บังเอิญมือแตะกันเท่านั้น? ไม่สิ ต้องจงใจแน่อยู่แล้ว นานาเสะเองก็คงรู้สึกได้ว่าปลายนิ้วเราเกี่ยวกันแน่นอน เอาไว้ถามทีหลังดีไหมนะ อืม แต่อุตส่าห์ถ่อไปถามมันก็ออกจะดูประหลาดไปหน่อย แค่อุบัติเหตุหรือเปล่า นั่นสินะ ต้องเป็นแบบนั้นแน่ อื้อ ถามเองตอบเองเช่นนั้น แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ฉันกลับไม่สามารถจดจ่อกับการอัดรายการโทรทัศน์ประจำวันนี้ได้เลย

ความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านอย่างน่าประหลาดยังคงไม่เลือนรางแม้จะผ่านไปแล้วหลายวัน ลองดื่มยาแก้โรคกระเพาะซึ่งไม่ช่วยก่อให้เกิดประโยชน์อันใดก็แล้ว ซึ่งแน่นอน มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย พอลองปรึกษามิสะดูว่า ช่วงนี้รู้สึกคลื่นไส้แปลก ๆ แถวหน้าอก ก็โดนหยอกกลับมาว่าอาหารไม่ย่อยหรือเปล่า? แก่แล้วก็งี้ล่ะ อย่าคิดมาก นอกจากโดนล้อเรื่องอายุแล้วยังให้ยาแก้โรคกระเพาะไร้ประโยชน์มาอีก วันเวลาแห่งความสติแตกซึ่งเกิดจากสัมผัสเกินจำเป็นนั่นเคลื่อนคล้อยผ่านไป

หากจะพูดถึงนานาเสะแล้ว เจ้าตัวไม่มีท่าทีเปลี่ยนแปลงไปเลยนับแต่ตอนนั้น ปกติธรรมดา ปกติเสียยิ่งกว่าปกติ เข้ามาทักทายอรุณสวัสดิ์ตามปกติ พูดคุยกับทุกคนในห้องพักอย่างสนุกสนานตามปกติ อัดรายการโทรทัศน์ตามปกติ ท่าทางการเต้นในรายการเพลงก็ยังเป็นไปตามปกติ สีหน้าก็ยังดูดีและน่ารักเป็นปกติ แต่ดูผอมลงกว่าเมื่อก่อนนิดหน่อยหรือเปล่านะ ในรายการโทรทัศน์ที่อัดไปวันก่อน เจ้าตัวก็บอกว่าส่วนใหญ่ข้าวเย็นจะเป็นของจากร้านสะดวกซื้อ ขืนกินแบบนั้นทุกวันก็น่าเป็นห่วงแย่ ไอ้เราก็ทำอาหารพอได้ ลองทำอะไรไปให้กินดีไหมนะ แต่จู่ ๆ ไปบอกแบบนั้นเจ้าตัวก็คงจะปฏิเสธเพราะเกรงใจแน่นอนเลย-

 

“…ว่าแต่ ฉันสนใจนานาเสะมากไปหน่อยแล้วมั้ย!?”

 

ระดับเสียงในการพูดคนเดียวดังเกินกว่าที่คิดจนไม่อาจถูกกลบมิดด้วยเสียงฝักบัว อ๊า ทำบ้าอะไรของเรานะ ถ้ามิสะอยู่ด้วยต้องโดนล้อแน่เลยว่า พูดคนเดียวแบบนี้แสดงว่าเริ่มแก่แล้ว รู้สึกว่างเปล่ายังไงไม่รู้ ก็เลยปิดฝักบัวพร้อมถอนหายใจ ทั้งที่นานาเสะไม่ได้ติดใจอะไรเลยด้วยซ้ำ แล้วทำไมมีแต่ฉันคนเดียวที่ต้องมาคิดมากขนาดนี้ด้วยเล่า เข้าโหมดโมโหแล้วพาลไปทั่วโดยสมบูรณ์

มาถ่ายรายการนอกสถานที่ที่ต่างจังหวัด ก็เลยต้องมาค้างคืนที่โรงแรมล่วงหน้าตั้งแต่คืนนี้เพราะต้องตื่นแต่เช้า ไม่ได้นอนห้องเดียวกับนานามิมานานแล้วด้วย ลองฮึบถือโอกาสปรึกษาเลยดีกว่า ด้วยนิสัยมองสิ่งรอบตัวด้วยสายตาของคนนอกอย่างนานามิ ถ้าลองได้คุยดู เจ้าตัวอาจจะช่วยชี้ให้เห็นถึงธาตุแท้ของความรู้สึกหงุดหงิดนี่ก็เป็นได้ แต่เพราะยัยนั่นขี้เซากว่ามนุษย์ทั่วไปเป็นเท่าตัว กว่าฉันจะออกไปก็อาจจะหลับไปแล้ว ขณะกำลังภาวนาขอให้นานามิยังตื่นอยู่พร้อมรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า ห้อยผ้าขนหนูไว้ที่คอก่อนเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็พบว่าเสียงโทรทัศน์ที่เคยเปิดอยู่ตอนก่อนเข้าไปอาบน้ำเงียบเสียงไปแล้ว เอ๋ นานามิหลับแล้วเหรอ พอเดินไปทางเตียงพร้อมส่งเสียงทักดู

 

“นานามิ ตื่นอยู่รึเปล่า? พอดีมีเรื่องอยากคุยด้วยนิー”

ーนิดหน่อย คำพูดที่ตั้งใจจะสานต่อจบลงโดยไม่มีโอกาสได้เอ่ย นานามิซึ่งนอนเล่นมือถือท่าทางเอื่อยเฉื่อยอยู่บนเตียงคู่ฝั่งข้างหน้าต่างหายตัวไปพร้อมข้าวของสัมภาระ และแทนที่กันนั้น ด้วยเหตุใดก็สุดรู้ ไม่อาจทราบได้เลยว่าทำไมเด็กคนที่ฉันคิดจนสมองแทบแตกจนถึงเมื่อครู่

 

นานาเสะ อยู่ตรงนั้น

 

กำลังนั่งเล่นเกมอย่างเงียบเชียบอยู่บนเตียงอันเป็นที่ที่นานามิควรจะอยู่ ข้างเตียงมีสัมภาระของนานาเสะวางกองไว้ลวก ๆ ทั้งที่ฉันแทบกำลังยืนอยู่ตรงหน้าขนาดนี้แล้ว ทั้งที่น่าจะได้ยินเสียงฉันแล้ว แต่จนแล้วจนรอดเจ้าตัวก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ อย่างน่าชื่นชม ภาพของคนที่ขมวดคิ้วมุ่น กดปุ่มรัวเสียงดังแกร๊ก ๆ นี่เป็นภาพหลอนหรือเปล่า ภาพหลอน? ไม่สิ ไม่ไม่ ไม่ไม่ไม่ใช่แน่ นี่มันตัวจริงชัด ๆ เลย ทำไมนานาเสะถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ล่ะ ทันทีที่ตระหนักได้ถึงความเป็นจริงก็พลันหน้ามืดตาลายขึ้นมา นึกอยากให้การที่ใบหน้าร้อนเรื่อ ชีพจรกระตุกเล็กน้อยแบบนี้เป็นเพราะเพิ่งขึ้นจากอ่างอาบน้ำเหลือเกิน

“นานาเสะ ทำอะไรอยู่น่ะ”
“มอนฮัน”
“เอ๊ะ?”
“มอนสเตอร์ฮันเตอร์”
“เอ่อ ไม่ได้ถามชื่อเกม”
“กำลังวางกับดักเหน็บชาอยู่”
“เอ่อ ไม่ได้ถามเรื่องในเกมด้วย”

ฉันกำลังถามว่า ทำไมเธอถึงมาอยู่ตรงนี้แทนที่จะเป็นนานามิต่างหากเล่า แต่ดูเหมือนเสียงในใจจะสื่อส่งไปไม่ถึง นานาเสะเปล่งออร่าว่ากำลังจดจ่อกับเกมอยู่ อย่ามาชวนคุยสิ ซ้ำแววตายังจริงจังยิ่งกว่าตอนเขียนแบบสอบถามของรายการโทรทัศน์อีก ภาพเดิมอันคุ้นเคยที่เคยเห็นบ้างนาน ๆ ครั้งในห้องพัก เลื่อนมือข้ามผ้าขนหนูขึ้นไปขยี้หลังศีรษะ ก็ไม่ได้อยากจะรบกวนหรอกนะ แต่ฉันว่า ฉันมีสิทธิที่จะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นใช่ไหมล่ะ

ไม่ได้เห็นอีกฝ่ายในชุดอยู่บ้านสบาย ๆ แบบนี้มานานแล้ว เพราะแทบจะไม่เคยได้นอนโรงแรมห้องเดียวกันเลย และเนื่องด้วยชุดผ้าเนื้อบางจึงขับให้เห็นสัดส่วนของเรือนร่างบอบบางชัดขึ้น ดูเหมือนที่คิดไว้ว่าอีกฝ่ายผอมลงคงจะจริง รู้สึกเหมือนอิโคมะเคยพูดไว้ว่าคนที่ดูเข้ากันดีกับความเปราะบางอย่างนานาเสะมีบางอย่างที่ทำให้นึกอยากปกป้อง ทว่า จนป่านนี้แล้วฉันก็ยังจับเงื่อนงำของบรรยากาศปริศนาอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวไม่ได้ และเพราะจับไม่ได้ก็เลยยิ่งคาใจ เพราะไม่เข้าใจก็เลยยิ่งอยากรู้ อีกทั้งการปราศจากช่องโหว่ใด ประหนึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันไม่ได้รับอนุญาตให้แตะต้องอย่างง่ายดาย หากเป็นเวลาปกติล่ะก็นะ แต่สำหรับนานาเสะซึ่งอยู่ที่นี่ในตอนนี้ปราศจากความระแวดระวังซ้ำยังเผยช่องโหว่ให้เห็น หากยื่นมือออกไปก็คงเอื้อมถึง แต่หลังจากที่เอื้อมไปถึงแล้วอยากจะทำอะไรต่อนั้น กระทั่งตัวเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน

ดูท่าว่ายังไงนานาเสะก็คงไม่คิดจะเปิดปากพูดอยู่แล้ว ก็เลยยอมถอดใจหันไปลากเก้าอี้เบาะหนังออกมาทิ้งตัวลงนั่ง บนเต้าเสียบยังมีปลั๊กไฟเครื่องเป่าผมเสียบคาทิ้งไว้อยู่หลังจากนานามิใช้งาน ขยี้ผมตัวเองไปพลางมองอีกฝ่าย ณ อีกฟากของกระจกเงา รอยมุ่นระหว่างคิ้วหายไปแล้ว โอกาสอาจจะเป็นตอนนี้นี่แหละ

 

“เอานานามิของฉันไปไว้ที่ไหนล่ะ”
“จับโยนเข้าห้องอิคุจังไปแล้ว”

 

อะไรนะ แม้จะหันไปมองทางนานาเสะแล้วก็ตาม แต่อีกฝ่ายยังคงไม่ละสายตาจากเกมอยู่ดี คงกำลังอยู่ในสถานการณ์ซีเรียส หรืออาจจะไม่นึกสนใจอะไรในตัวฉันนักหนาก็เป็นได้ น่าคิดว่าการไร้ความสนใจคงจะมีความเป็นไปได้สูงกว่า พอคิดแบบนั้นแล้วก็จิตตก จากนั้นก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองจะจิตตกทำไม

 

“วันนี้นอนห้องเดียวกันกับอิคุจังอ่ะ”
“เห เป็นการจับคู่ที่แปลกดีนะ”
“ถ้าอยู่ห้องเดียวกับอิคุจังสองคน ไม่มีทางเล่นมอนฮันได้แหง ๆ ”
“อืม ก็คงจะเป็นงั้น”
“ช่าย แล้วห้องนี้อยู่ข้าง ๆ พอดี ก็เลยขอแลกห้องกับนานามิน”
“ช่วยคิดถึงความรู้สึกของนานามิบ้างสิ…”
“ก็ถ้าไมยังเป็นคนเปิดประตูให้ตอนที่เคาะ คนที่ไปอยู่ในห้องอิคุจังตอนนี้อาจจะเป็นไมยังก็ได้นะ
ถ้ายอมแลกห้องด้วยจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นแหละ”

 

จะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้น คำพูดติดปากวัยรุ่นที่ได้ยินบ่อย ๆ ในข่าวสมัยนี้ ตอนนั้นเองที่นึกดีใจเป็นครั้งแรกที่เป่ายิงฉุบใครชนะได้อาบน้ำก่อนแพ้ จนบัดนี้ยังไม่พบผู้กล้าคนใดที่สามารถอยู่กับอารมณ์คึกกลางดึกของอิคุจังรอดเลยสักรายเดียว ขอภาวนาให้นานามินอนหลับได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย แต่ไม่รู้ทำไม คำว่าจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นของอีกฝ่ายกลับยังก้องดังอยู่ในหู แม้จะเป็นเพียงแต่เสี้ยววินาที แต่ซอกมุมหนึ่งของหัวใจกลับคาดหวังอยากได้ยินนานาเสะพูดว่า อยากอยู่กับฉันสองคน ฉันต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ ๆ นับตั้งแต่วันนั้น

ผ่อนลมหายใจเบาหวิวเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายได้ยินและหันกลับมาเบื้องหน้ากระจกอีกหน พอหยิบเครื่องเป่าผมก่อนมองไปทางนานาเสะ ก็พบว่ารอยมุ่นระหว่างคิ้วขมวดนิ่วยิ่งกว่าเมื่อครู่ คงกำลังวางกับดักอยู่อีกล่ะมั้ง จะชวนคุยครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายก็แล้วกัน

“แล้วบอกอิคุจังไปว่าอะไรล่ะ”
“พอนานามินโอเคแล้ว ก็บอกว่ามีเรื่องอยากคุยกับไมยังหน่อย จะไปขอแลกห้องกับนานามินนะ”
“แล้วมีเรื่องอยากคุยเหรอ?”
“ไม่มีหรอก”
“ก็นั่นสินะ”
“แล้วมีเหรอ?”

 

เรื่องที่อยากคุย

 

นานาเสะเงยหน้าขึ้นมา เป็นครั้งแรก เมื่อสบตากันผ่านกระจกเงา ก็พบว่าเธอแย้มยิ้มอย่างนึกสนุกขณะจดจ้องมองฉันที่ตัวแข็งทื่อไปแล้ว อย่างนี้เองสินะ

 

เหยื่อซึ่งติดกับดักที่นานาเสะวางไว้ คือฉันเอง

 

คล้ายว่าวินาทีที่สายตาประสานกันยาวนานชั่วนิรันดร์จนลืมหายใจ เกือบไปแล้ว สัญญาณเตือนอันตรายร้องบอกจนในที่สุดก็หลบตาหนีพ้น เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ไม่รู้เหมือนกันว่าอีกฝ่ายจะได้ยินน้ำเสียงที่พยายามเค้นบอกออกไปนี้หรือไม่ แต่คงไม่อาจแสร้งทำเป็นว่าไม่มีอะไรได้แน่นอน ทนแรงกดดันจากความเงียบไม่ไหวจนต้องเปิดสวิตช์เครื่องเป่าผม หลับตาลงขณะเป่าผมให้แห้งอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ คิดว่าจะทำยังไงดี แม้จะรู้ดีว่าทำอะไรไม่ได้ก็ตาม นานาเสะตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่างในตัวฉันที่กำลังเปลี่ยนไปทีละน้อย เจ้าตัวคงรู้เป็นแน่แท้ถึงอะไรบางอย่างที่กระทั่งตัวฉันเองก็ยังไม่อาจเข้าใจ รู้สึกหายใจติดขัดกับสัมผัสราวกับถูกใครกดรัดบนหน้าอก ทั้งที่ควรจะเป็นความรู้สึกอึดอัดที่มีต่ออีกฝ่าย แต่เมื่อใดก็ไม่ทราบที่เริ่มมองเห็นเค้าลางความรู้สึกของตัวเองว่าไม่ใช่แบบนั้น และความสับสนดังกล่าวก็อัดแน่นถมเต็มอยู่ในสมอง ยาวนานหลายนาทีที่ถามตัวเองซ้ำซากอย่างไร้คำตอบว่าควรทำอย่างไรต่อไป ในตอนนั้นเองที่สัมผัสได้ว่านานาเสะเดินเข้ามาประชิดแผ่นหลังอย่างจงใจไม่ให้ได้ยินเสียงฝีเท้า―――ซึ่งช้าเกินกว่าจะทำอะไรได้แล้ว

 

“นี่ ไมยัง”

 

ชีพจรกระตุกเฮือก

น้ำเสียงใสกังวานทะลุผ่านลมร้อน ขยับตัวไม่ได้ ฝ่ามือของอีกฝ่ายทาบทับลงบนมือของฉันที่กำลังถือเครื่องเป่าผม พอปิดสวิตช์แล้วจึงค่อยละมือออก แต่กระนั้นก็ตาม ฉันก็ยังขยับตัวไม่ได้ ทั้งที่ควรจะตกอยู่ในความเงียบแต่กลับไม่รู้สึกเช่นนั้นเลย นั่นเป็นเพราะว่า หัวใจของฉันเริ่มเต้นรัวเร็วอย่างน่าอัศจรรย์

 

“พูดคนเดียวเสียงดังไปนะ ระวังตัวให้มากกว่านี้หน่อยสิ”

 

ได้ยินเสียงกระซิบข้างหู มองเห็นใบหน้าด้านข้างของอีกฝ่ายซึ่งส่องสะท้อนบนกระจกเงามีสีหน้าไม่ต่างจากเด็กไร้เดียงสาจอมซุกซน เป็นสีหน้าของวายร้ายอย่างที่ไม่อาจจินตนาการได้จากนานาเสะในยามปกติ แม้จะพอสัมผัสได้อยู่บ้างว่าอีกฝ่ายก็มีด้านกระตือรือร้นในทำนองรักใคร่ตามที่เคยได้ยินได้ฟังผ่านวันเวลาที่สั่งสมมาจนกระทั่งบัดนี้ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะกล้าถึงขั้นนี้ คนที่อยู่ที่นี่ในตอนนี้ไม่ใช่นานาเสะ? คนอ่อนแอน่าปกป้องคนนั้นอีกแล้ว ริมฝีปากสัมผัสแนบที่ใบหูพาให้ร่างกายสะดุ้ง พอได้เห็นอีกฝ่ายแย้มยิ้มอย่างนึกสนุกอีกหนกับปฏิกิริยาของฉันแล้ว จึงนึกหวาดกลัวเธอขึ้นมาเป็นครั้งแรก

 

“สนใจนานะอยู่เหรอ?”

 

ไม่ใช่นะ ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่น่าจะเป็นแบบนั้น รู้สึกคล้ายว่าหากยอมรับออกไปทุกอย่างเป็นอันจบสิ้น รีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยสัญญาณร้องเตือนให้หนีที่หวีดดังอยู่ในสมองก่อนเบี่ยงกายผละจากนานาเสะ หยิบขวดน้ำแร่ออกมาจากตู้เย็น ดื่มหนึ่งอึกและสูดลมหายใจเข้าลึก ทำไงดี คิดไม่ออกเลยสักนิดเดียวว่าตัวเองเคยพูดคุยกับอีกฝ่ายแบบไหน ด้วยน้ำเสียงอย่างไร ดื่มน้ำอีกอึกก่อนปรับลมหายใจให้เข้าที่ เมื่อทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงนอน น้ำเสียงสดใสที่ฝืนเค้นสุดความสามารถคงฟังจอมปลอมเป็นที่สุด ยิ่งกว่าการแสดงครั้งไหน ๆ ที่เคยผ่านมาจนบัดนี้

 

“ไม่เอาน่า วันนี้นานาเสะดูแปลก ๆ ยังไงไม่รู้นะ เป็นอะไรรึเปล่า?”

“คนที่แปลกคือไมยังต่างหาก เอาแต่มองนานะมาตลอดตั้งแต่วันนั้นแล้ว”

“วันนั้น?”

“วันที่นานะจงใจแตะมือ”

 

นั่นไง จงใจจริง ๆ ด้วย ฉันตกหลุมกับดักของเธอไปแล้วเรียบร้อยนับตั้งแต่วันนั้น เจ้าตัวมองฉันออกหมดอย่างทะลุปรุโปร่ง ตัวเลือกที่เหลืออยู่มีเพียงแต่ต้องยอมจำนนเท่านั้นเอง ฉันยกมือขึ้นกุมศีรษะ พ่นลมหายใจหนักอึ้งออกจากตัว นานาเสะทิ้งตัวลงนั่งแนบชิดติดข้างกาย

“ทำไม…ถึงทำแบบนั้น”

“ก็อยากให้หันกลับมามอง”

“หมายความว่าไง?”

“ก็อยากให้สนใจ”

“ก็นั่นแหละ มันหมายความว่า…”

พริบตาที่เอ่ยถามขณะหันกลับไปมองอีกฝ่าย หัวใจแทบหยุดเต้น ใบหน้าของนานาเสะอยู่ชิดในระยะริมฝีปากแทบสัมผัส ขวดน้ำร่วงหล่นจากฝ่ามือ ใบหน้าฉันคงร้อนผ่าว จึงรู้สึกเหมือนว่ามือของอีกฝ่ายที่แนบอยู่ข้างแก้มช่างเยียบเย็น

 

“นี่ สนใจนานะให้มากกว่านี้อีกสิ”

 

ไม่เคยพบพานใครคนใดที่ช่างเหมาะสมเหลือเกินกับสีหน้าอันรวดร้าวเท่าเธอคนนี้อีกแล้ว เพิ่งเคยสัมผัสกับความรู้สึกเหมือนถูกยิงทะลุหัวใจก็ในพริบตานั้นเอง พอที ไม่ไหว เกินทนแล้ว ในจังหวะที่คว้าเอวอีกฝ่ายเข้ามาประชิดเพื่อสัมผัสกับริมปากนั้น นานาเสะกลับกางกั้นเอาไว้ด้วยนิ้วชี้ หลังจากลูบไล้ริมฝีปากของฉันด้วยปลายนิ้วอย่างเชื่องช้า ใบหน้าแย้มยิ้มแสนละมุนละไมก็ปริ่มล้นด้วยรอยยิ้มเหนือกว่า ร้อนรนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเท่าทวีกับปลายนิ้วที่ลากไล้ไปมาจนจรดมุมปากซ้ำสอง ขณะที่ฉันลมหายใจขาดห้วง ไม่มีแล้วซึ่งสติสัมปชัญญะด้วยนึกอยากบดขยี้นานาเสะให้พังทลายไปเสียเดี๋ยวนี้ เด็กคนนี้เป็นต้องกำลังสนุกสนานกับสถานการณ์นี้อยู่เป็นแน่แท้

 

“ชอบนานะเหรอ?”

“แล้วนานาเสะชอบฉันเหรอ?”

“ก็ไม่รู้สิ”

“อะไรของเธอ…”

“ก็แค่คิดว่าอยากทำให้ไมยังเป็นของนานะคนเดียวเท่านั้นเอง คิดมาตั้งนานแล้ว”

 

จะบอกว่าอยากให้คนที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่ากลายเป็นของของตัวเองงั้นสิ ร่างกายซึ่งติดกับดักสูญเสียอิสรภาพจนสามารถทำให้ความเอาแต่ใจอันไร้เหตุผลนั้นเป็นจริง ไม่อาจฝืนต้าน ฉันคงถูกเธอควบคุมพฤติกรรมทั้งหมดมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้นานโขแล้วเป็นแน่

 

“ถ้ายอมเป็นของนานะคนเดียวล่ะก็ นานะจะยอมชอบไมยังก็ได้”

 

ดันตกลงสู่ก้นบึ้งดิ่งลึกเท่าที่สามารถจะตกลงไปได้ ณ กับดักอันดำมืดเกินกว่าที่จินตนาการเอาไว้เสียแล้ว แต่จะเป็นยังไงก็ช่าง

 

“งั้นก็ทำให้ฉันเป็นของนานาเสะสิーーー”

 

แทบพร้อมกันกับที่ฉันเอ่ยตอบ นานาเสะกดริมฝีปากลงราวกับดูดกลืน เมื่อถูกอีกฝ่ายฉุดรั้งเข้าหา ความหวานล้ำดำดิ่งลึกทั่วสรรพางค์กาย ไร้ความลังเลใด ตอนนี้ไม่สนใจแล้วว่าอนาคตต่อไปจะเป็นยังไง
เพราะอนาคตของคนที่ตกอยู่ในกำมือของยัยตัวร้ายคนนี้อย่างฉัน ไม่มีวันสดใสแน่อยู่แล้ว

ไม่เคยคิดอะไรด้วยเลยสักนิด ไม่เลยแม้แต่นิดเดียว …จริง ๆ ก็ไม่เชิงหรอก แต่สรุปแล้วก็คือ ฉันไม่เคยมองเด็กคนนี้ด้วยความรู้สึกพิเศษอะไรเลย แต่กระนั้น กลับถูกขโมยไปหมดทั้งตัวและหัวใจ กลายเป็นของของนานาเสะ และแน่นอน นานาเสะไม่มีวันเป็นของฉันหรอก

 

เมื่อลองทาบฝ่ามือลงบนหน้าอกของอีกฝ่าย จังหวะหัวใจนั้นช่างสงบนิ่งอย่างเหลือเกิน

 

 

 ปิศาจน้อยกับเหยื่อผู้ลุ่มหลง

 

ปิศาจร้ายตัวเล็ก ๆ และเหยื่อที่หลงเคลิ้มไปกับความร้ายกาจเหล่านั้น

 

 

 

 

The End.

Advertisements