#NOTE ตอนต่อจากเรื่องนี้ [ฟิคแปล] Tease Me, Please Me – (Nogizaka46) Shiraishi Mai x Nishino Nanase  ใครยังไม่อ่าน ไปอ่านก่อน
– ขอบพระคุณต้นฉบับจากคุณนาโนะซังเช่นเคย  小悪魔とそれに微睡む人

ป.ล. เป็นอะไรที่แปลแล้วรู้สึกลอกแลกต้องหันไปประตูหน้าต่างทุกสองนาที หมดน้ำไปสองขวด แทบกระอักเลือดตาย ตอนเป็นเอดิเตอร์หนังสือยาโอยให้เพื่อนยังนั่งแก้งานหน้านิ่งได้สบาย ๆ เลย ….เหี้ยมโหดล้ะเกิน

 


[ฟิคแปล] Don’t Tease Me If You Can’t Please Me – (Nogizaka46) Shiraishi Mai x Nishino Nanase

ความปกติหมายถึง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเป็นพิเศษ ความธรรมดาแสนสามัญ เป็นเรื่องปกติทั่วไป เห็นว่างั้น

มาค้นหาคำพรรค์นั้นในอินเตอร์เน็ตเอาป่านนี้ ทำให้ตระหนักได้อีกครั้งว่าตัวเองไม่ได้เป็นไปตามความหมายเหล่านั้นเลย จริง ๆ ก็ไม่ได้จะค้นดูเพื่อเอามาถอนหายใจใส่เสียหน่อย ปิดจอโทรศัพท์มือถือ เห็นคำว่าเหนื่อยล้าแสนสาหัสบนหน้าตัวเองที่ส่องสะท้อนจากเงาบนหน้าจอสีดำสนิท จากนั้นจึงฟุบลงกับโต๊ะอย่างสุดทน ต่อให้ลองหยิกแก้มดูเพื่อลบข้อความเหล่านั้นออกไป แต่อย่างไรสาเหตุของความกลัดกลุ้มก็ยังไม่มีวันเลือนหายตราบที่มันยังอยู่ในสมอง เป็นได้แต่คนบ้าที่พยายามลบบรัชออนออกจากหน้าตัวเองด้วยความเด๋อ ทำไมมีแต่ฉันคนเดียวที่ต้องมาคิดมากขนาดนี้ด้วยนะ รู้สึกเหมือนคืนนั้นก็เคยคิดแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า
นานาเสะยามพบหน้ากันข้างนอกยังเป็นปกติเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ในค่ำคืนนั้นที่พวกเรากระโจนก้าวข้ามเขตต้องห้ามนับไม่ถ้วนในฐานะเมมเบอร์ พวกพ้องและเป็นผู้หญิงด้วยกัน ในคืนที่ฉันตกเป็นของนานาเสะเนื่องเพราะฉันต้องการสัมผัสเธอใจแทบขาด ในคืนที่ฉันต้องการเติมเต็มความโหยหาตามใจอยากจนยอมตกอยู่ในกำมือของนานาเสะ คนที่ไม่มีวันกลายเป็นของฉัน ต่อให้จุมพิตมากเท่าไร ต่อให้กอดรัดแนบแน่นพร้อมเข้าสู่นิทราด้วยกันมากเพียงไหน แม้นจะลืมตาตื่นและเอ่ยเรียกชื่ออย่างรักใคร่ ช่วยทัดผมให้ที่ข้างหูจนเธอยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน หากในแววตาว่างเปล่านั้นกลับไม่มีฉันส่องสะท้อนอยู่เลย
อรุณรุ่งคลับคล้ายกันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้หลังจากนั้น ฉันชวนคนที่ไม่ค่อยยอมทำอาหารเองอย่างเธอมาที่บ้าน พอทำกับข้าวให้ก็ยิ้มแย้มกินอย่างดีใจ บอกฉันว่าอร่อย นานครั้งเวลาที่อารมณ์ดีก็จะเข้ามากอดซุกที่แผ่นหลังเวลาฉันล้างจาน สัมผัสอันแสนสุขประหนึ่งว่าพวกเรากำลังคบกันอยู่ทำให้ฉันต้องสั่นศีรษะและบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำอีกว่ากำลังเข้าใจผิด มันช่างสร้างความทรมานและเจ็บปวด

พวกเราไม่ติดต่อกันมากเกินจำเป็น ก็ไม่ได้เป็นคนรักกันเสียหน่อย ตระหนักได้โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยบอกว่าฉันต้องไม่เป็นคนพูดว่าคิดถึง เพราะฉันไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรจากนานาเสะ ฉันไม่เคยปฏิเสธข้อความปราศจากอีโมติค่อนที่ส่งมาแค่ ‘วันนี้จะไปหา’ แม้แต่ครั้งเดียว นานาเสะมีสิทธิที่จะเรียกร้องหาฉันซึ่งขึ้นอยู่กับอารมณ์ของเจ้าตัวในวันนั้น เหตุผลที่เธอมาหาฉันที่บ้าน หาใช่เพราะอยากกินข้าวฝีมือฉันหรือคิดถึงฉันแต่อย่างใด เพียงเพราะต้องการเติมเต็มความโหยหาทางกายจากบุคคลที่อยู่ในกำมือของตัวเองเหมือนเช่นคืนนั้นเท่านั้น มีเพียงแค่นั้นจริง ๆ ฉันมีอยู่เพียงเพื่อสนองความต้องการของเธอ นานาเสะไม่เคยเป็นฝ่ายจูบก่อน ไม่เคยบอกว่าอยากสัมผัสหรือกอดรัดฉันกลับ ฉันเป็นฝ่ายโอบกอดเธอ และจบลงเพียงแค่นั้น

 

เวลาที่เธอมาบ้านฉัน พวกเราจะกินข้าวด้วยกันสองคน อาบน้ำ จากนั้นก็ช่วยเช็ดผมให้ ระหว่างที่ฉันเช็ดผมตัวเอง นานาเสะจะขึ้นไปนอนรอบนเตียงก่อน ระหว่างนี้ฉันนึกเกลียดความเยียบเย็นของผ้าห่มยามที่ต้องข่มตาหลับคนเดียว แม้ว่าช่วงนี้จะได้ไออุ่นจากเธอคอยช่วยไว้บ้าง แต่ฉันอาจจะเกลียดวันที่ไม่มีเธอจนรู้สึกได้ถึงความเหงาที่ตอกย้ำมากกว่าก็เป็นได้ นานาเสะบอกว่าชอบห้องที่มีแสงสีส้มเลือนรางด้วยโคมไฟขนาดเล็กข้างหมอน รู้สึกสบายใจดี แถมยังช่วยสร้างบรรยากาศในเวลาอย่างว่าด้วย ถ้อยคำที่ไม่อาจจินตนาการได้จากเจ้าตัวในเวลาปกติถูกเอ่ยขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ
ไม่มีวันไหนเลยที่นานาเสะมาค้างที่บ้านแล้วเราไม่มีอะไรกัน แน่อยู่แล้ว ก็มาเพื่อการนั้นนี่นา เมื่อฉันปีนขึ้นเตียง เธอก็จะเข้ามาเกาะเกี่ยวคล้ายตะครุบเหยื่อ จงใจกดฝ่ามือลงบนหน้าอกที่ไม่ได้สวมบรา โน้มริมฝีปากเข้ามาใกล้และหยุดในเสี้ยววินาทีก่อนสัมผัส เพราะรู้ว่าฉันต้องเป็นฝ่ายจูบเธอ พร้อมกันนั้น เธอจะเรียกชื่อฉันคล้ายยั่วยวนชวนเล่น นานาเสะเป็นเช่นนั้นเสมอ
 นี่ ไมยัง จูบสิ

 

นานาเสะแย้มยิ้มอยู่เสมอ ยิ้มอย่างสนุกสนาน การหยอกเย้ากับลูกไก่ในกำมืออย่างฉันคงเป็นอะไรที่ทำให้ผ่อนคลายมากกระมัง แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าอีกฝ่ายแค่เล่นสนุก แต่ไม่รู้ว่าทำไมฉันจึงยังชอบนานาเสะอยู่ดี คนที่ตัวเองชอบมาเชิญชวนให้สัมผัสใครจะปฏิเสธได้ลงคอ ไม่ว่าเมื่อไร ฉันก็ยังต้องการนานาเสะอยู่วันยังค่ำ ต่อให้กอดรัดอย่างอ่อนโยนเปรียบประหนึ่งคนรักมากแค่ไหน ต่อให้จุมพิตลึกล้ำดื่มด่ำเพียงใดมันก็ไม่เคยอ่อนหวาน ที่เป็นเป็นเช่นนั้นก็เพราะ นานาเสะไม่เคยร้องขอให้มันเกิดขึ้น
ครั้งหนึ่ง นานาเสะเคยยิ้ม บอกกับฉันว่าชอบค่ำคืนที่ได้อยู่กับฉัน เพราะฉันโอบกอดเธออย่างอ่อนโยนเหมือนกอดสิ่งสำคัญยิ่งไว้แนบอก แต่กระนั้นก็ตาม ฉันกลับไม่ได้รับอนุญาตให้เอ่ยคำว่ารักจากปากตัวเอง ก่อนหน้านี้มีหนหนึ่ง ในเสี้ยววินาทีที่นานาเสะเหลือบสายตาฉ่ำร้อน ครวญเสียงหอบถี่เบาบางผ่านริมฝีปากที่เผยอขึ้นเล็กน้อยขณะกำข้างหมอนแน่น ตอนที่ฉันเกือบจะบอกออกไปว่ารัก เธอกลับอ่านความคิดฉันออกและปิดปากฉันไว้ด้วยฝ่ามือ เอ่ยประโยคนั้นขึ้นอีกหน

 

 

เป็นไอดอล ห้ามมีความรักนะ

เธอแย้มยิ้มอย่างนึกสนุก ไม่เข้าใจเลย ก่อนที่พวกเราจะมีความสัมพันธ์กันเช่นนี้ เธอก็เป็นคนที่อ่านใจได้ยากอยู่แล้ว แต่ตอนนี้กลับยิ่งยากที่จะเข้าใจมากขึ้นไปอีก จุมพิตที่ปราศจากผู้รับไม่อาจสื่อส่งความรู้สึกใด คำว่ารักที่ไม่อาจเอ่ยบอกหลั่งรินผ่านหยาดน้ำตาอันเดียวดายในค่ำคืนซึ่งไร้นานาเสะ

 

หลายวันมานี้เธอมาค้างด้วยบ่อยขึ้นมาก กลิ่นหอมจากกายเธอและกรุ่นไอในยามที่เรากอดรัดกันซึบซาบฝังแน่นบนเตียงนอน ยิ่งพาให้อาการเลวร้ายหนักขึ้น เมื่อมุ่งหน้าไปยังที่ทำงานโดยกลิ่นหอมเหล่านั้นพันธนาการติดกาย นานาเสะก็จะอยู่ในห้องพักเหมือนอย่างเคย พูดคุยหัวเราะกับเมมเบอร์ตามปกติ หากสบตากัน เจ้าตัวก็จะบอกอรุณสวัสดิ์ตามปกติ และฉันก็จะเอ่ยตอบกลับไป ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง ทั้งที่พวกเรามีความลับร่วมกันแต่เธอกลับไม่เคยส่งยิ้มอย่างมีเลศนัยให้เลยแม้สักครั้ง ท่าทางของเธอช่างเป็นปกติไม่ต่างไปจากเมื่อก่อนสมัยที่ยังไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น เปรียบประหนึ่งเรื่องราวในคืนวานและคืนวันก่อนหน้าไม่เคยมีอยู่จริง หัวใจของนานาเสะไม่สั่นคลอนเลยแม้สักเศษเสี้ยว ท่าทีของเธอแตกต่างกันลิบลับกับเวลาที่อยู่ในบ้านฉัน บางครั้งก็ชวนให้อดคิดไม่ได้ว่าอาจมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นความฝัน และหากสมมติว่าเป็นเช่นนั้น ฉันอยากจะให้เรื่องไหนเป็นความจริงและเรื่องไหนเป็นความฝันกันแน่นะ

 

ผ่านมาหลายสัปดาห์กับความสัมพันธ์ดังกล่าว เมื่อคืนนี้นานาเสะไม่ได้มาหา เมื่อสัมผัสได้ถึงความว้าเหว่ยามอรุณรุ่งอันโดดเดี่ยว หัวใจก็ปรารถนาถึงเธออย่างแรงกล้า ฉันหลงเธอมากเกินไปเสียแล้ว ต่อให้มารู้ตัวเอาป่านนี้ก็สายไป และในวันที่จิตใจอึมครึมเช่นนี้กลับมีงานถ่ายแบบนิตยสารเฉพาะเมมเบอร์แถวหน้า ในกลุ่มคนไม่กี่คนมีนานาเสะรวมอยู่ในนั้น คงมีฉากถ่ายคู่กันเป็นแน่ ลำบากใจจัง ขณะหาวหวอดก่อนถอนหายใจอยู่ในห้องพักอันว่างเปล่าซึ่งไม่มีใครอยู่นอกจากฉันแล้ว บานประตูก็เปิดออกกะทันหันจนสะดุ้งแทบผุดลุกจากเก้าอี้ด้วยความตกใจเล็กน้อย เธอคนนั้นเอง เรือนผมยาวประบ่ากับรูปร่างสูงเด่น  ด้วยส่วนสูงและหุ่นอันดูดีจึงทำให้โค้ทตัวยาวที่ได้ยินว่าเพิ่งซื้อมาเมื่อวานเหมาะเจาะเสมือนเคยใส่มานานแล้ว พอรู้ว่าไม่ใช่นานาเสะฉันถึงกับลูบอกด้วยความโล่งใจ
“อรุณสวัสดิ์”

“โธ่เอ๊ย นานามินี่เอง”

“โธ่เอ๊ยนี่หมายความว่าไง”

 

ตั้งใจพึมพำเบา ๆ แต่ได้ยินซะงั้น ก็เลยทำเป็นไม่ได้ยินคำถามจากอีกฝ่ายว่าคิดว่าเป็นใครกัน แล้วนานามินั่งลงที่เก้าอี้ตัวข้างกัน ดูจากท่าหาวแล้วคงง่วงน่าดู เจ้าตัวเท้าคางก่อนกดโทรศัพท์เล่นแก้เบื่อ รูปร่างมือช่างคลับคล้ายฉันเหลือเกิน รู้สึกเหมือนเคยตอบในนิตยสารเล่มไหนสักเล่มว่ามือของฉันกับนานามิมีรูปทรงแบบเดียวกัน แต่กระนั้นฉันกลับเห็นว่าอีกฝ่ายดูดีมากกว่านัก มือก็สวยกว่า นิ้วก็เรียวยาวจนนึกอยากสัมผัสอย่างไร้เหตุผล น่าอิจฉา
เข็มสั้นและยาวของนาฬิกาแขวนผนังชี้บอกเวลา 18 นาฬิกาพอดี นับเป็นช่วงเวลาคลุมเครือที่ไม่รู้จะเรียกว่าตอนเย็นหรือค่ำ จะเป็นตอนเย็นก็ได้ ตอนค่ำก็ไม่ผิด สมมตินะ สมมติว่าคำพูดที่บอกว่าจะเป็นใครก็ได้ทั้งนั้นที่นานาเสะพูดในคืนวันนั้นเป็นความจริง หากที่บอกว่าอยากทำให้ฉันกลายเป็นของตัวเองเป็นคำโกหกเพื่อยั่วยวนเท่านั้น หากคนที่เปิดประตูห้องของฉันกับนานามิในวันที่นานาเสะมาเคาะเรียกไม่ใช่นานามิแต่เป็นฉัน หากคู่เล่นของนานาเสะจะเป็นฉันหรือนานามิก็ได้ทั้งนั้นล่ะก็ ทั้งคืนเมื่อวานซืนและคืนก่อนหน้านั้น นานามิคงเป็นฝ่ายโอบกอดนานาเสะด้วยฝ่ามือที่มีรูปร่างเหมือนกันกับฉันไปแล้วหรือเปล่า พอจินตนาการแบบนั้นก็รู้สึกหึงหวงจนปวดใจ ทำตัวเองชัด ๆ
ไมยัง สติกลับคืนมาด้วยถูกเรียก จึงหันไปมองทางต้นเสียง
“หน้าตาซีเรียสนะ”

“เอ๊ะ”

“มีอะไรรึเปล่า?”

 

นานามิโน้มเข้ามาใกล้มองฉันอย่างเป็นห่วง ทั้งที่ปกติไม่ใช่คนที่ยื่นมือเข้ามายุ่งเรื่องของคนอื่นแท้ ๆ ดูเหมือนว่าคนฉลาดจะมีความสามารถในการสังเกตอารมณ์ของคนอื่นได้ดีกระมัง ก็ฉันเล่นโดนปั่นหัวด้วยวาจาและพฤติกรรมของเด็กคนนั้นจนหัวใจเจ็บปวด แค่พยายามหายใจให้รอดก็เต็มกลืนแล้ว ความเหนื่อยล้าสะสมคงแสดงออกทางสีหน้าจนทำให้สังเกตเห็นได้แล้วเป็นแน่ ทั้งที่ตัวเองยังไม่มั่นใจเลยด้วยซ้ำว่าจะยอมหนี หากมีทางใดที่สามารถหนีพ้นจากกับดักหรือคลายคำสาปพันธนาการนี้ได้ แล้วยังมามัวกลัดกลุ้มเรื่องอะไรอีกก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจเลย แค่เพียงรู้สึกว่านานาเสะไม่ได้ต้องการอะไรฉันเป็นพิเศษ หรืออาจไม่ต้องการเลยด้วยซ้ำ แค่คิดถึงวันที่สายสัมพันธ์ราวกับเส้นด้ายบอบบางซึ่งจะห่างหายไปเมื่อไรก็ได้นี้ขาดสะบั้นลง ฉันก็กลัวจะแย่แล้ว
แผ่นหลังถูกลูบไล้ไปมา ความอบอุ่นจากฝ่ามือหลอมละลายหัวใจ นานามิใจดีเสมอไม่ว่าเมื่อไร มาคิดดูแล้ว วันนั้นฉันตั้งใจจะปรึกษากับนานามิด้วยนี่นะ ตอนนั้นฉันก็แค่อยากเล่าเรื่องน่าหงุดหงิดในใจให้อีกฝ่ายช่วยชี้ให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริงของความรู้สึกนี้ก็เท่านั้น แต่ในตอนนี้ฉันตระหนักได้แล้วว่าธาตุแท้ของมันคืออะไรและกำลังเผชิญหน้ากับอีกปัญหาหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกันเลย ฉันรู้อยู่เต็มอกว่าการดำเนินความสัมพันธ์นี้กับนานาเสะต่อไปไม่ใช่เรื่องดีแน่ ทั้งที่รู้ดีแต่ฉันกลับทำอะไรไม่ได้ แม้ดวงตาไม่ได้มืดบอด แต่คนที่กำลังพยายามตอบสนองความต้องการของนานาเสะจนถึงขั้นสังเวยได้ทุกสิ่งไม่ว่าตัวเองจะเป็นอย่างไรก็ช่างอย่างฉัน อาจจะมองไม่เห็นอะไรบางอย่างก็เป็นได้

 

“นานามิ หลังจากนี้พอมีเวลามั้ย?”

“หลังจากนี้เหรอ? ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนะ”

“ไปกินข้าวกันมั้ย?”

 

ฉันไม่อาจพูดเรื่องนี้ในสถานที่ซึ่งไม่รู้ว่าใครจะเข้ามาและไม่แน่ว่านานาเสะจะปรากฏตัวขึ้นเมื่อไรก็ได้ นานามิคงอ่านความรู้สึกหลายอย่างของฉันได้จึงพยักหน้าและยิ้มให้อย่างเข้าใจ จากนั้นก็ลูบหัวฉัน ได้สิ ไปกันนะ แม้จะมีรูปทรงเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน แต่ฝ่ามือของนานามิกลับอ่อนโยนกว่าฉันลิบลับ สองมือของฉันคงอ่อนแอเกินกว่าจะช่วยประคองเด็กคนนั้นได้ไหว หากฉันมีความอบอุ่นเหมือนอย่างที่นานามิมี ฉันจะสามารถโอบกอดนานาเสะได้ถึงหัวใจหรือเปล่า ไม่แน่ว่าบางที อาจสั่นคลอนหัวใจเธอได้เลยด้วยซ้ำ

 

“ดูท่าจะไม่ใช่เรื่องกลุ้มจากงานสินะ”

“…อ้อ อืม รู้ด้วยเหรอ?”

“ถ้าต้องมีความรักน่าปวดหัวขนาดนั้นล่ะก็ มาเป็นแฟนฉันซะก็สิ้นเรื่อง”

“…เอ๊ะ เอ๊ะ? หา? ว่าไงนะ!?”

“ล้อเล่นน่า ตกใจมากไปล่ะ”

 

ลองโยนหินถามทางดูเฉย ๆ อ่านง่ายไปนะเรา นานามิยิ้มกวนประสาทก่อนจิ้มแก้มฉันเล่น เอ่อ ฉันว่าบนโลกนี้ไม่มีมนุษย์คนไหนยังเฉยอยู่ได้หากโดนนานามิบอกด้วยสีหน้าจริงจังว่ามาเป็นแฟนฉันซะก็สิ้นเรื่องหรอกนะ ทายถูกกระทั่งเรื่องกลุ้มใจไปอีก อะไรกันเล่า โธ่เอ๊ย สู้ยัยนี่ไม่ได้เลย แต่ขนาดมีคนน่ารักใจดีขนาดนี้มาแกล้งจีบ แกล้งหยอกเล่น แต่หัวใจกลับไม่เต้นรัวเท่าตอนที่ถูกนานาเสะจ้องมอง เป็นหลักฐานชั้นดีเลยว่าความรู้สึกของฉันมั่นคงต่อเด็กคนนั้นมากแค่ไหน ดันเหยียบย่างเข้ามาถึงจุดที่ไม่หวั่นไหวกับสิ่งใดทั้งสิ้นเสียแล้ว ทั้งที่หากลืมตาตื่นได้ก่อน มันอาจจะไม่ถึงขั้นนี้ก็เป็นได้

 

เสียงบานประตูห้องพักเปิดออก เมื่อหันมองไปทางน้ำเสียงยืดยานว่าอรุณหวาด หัวใจก็เต้นแรงแทบหลุดจากอก ลืมเตรียมใจไปเสียสนิท มนุษย์กรุ๊ป A ขนานแท้และดั้งเดิมซึ่งอ่อนหัดต่อเรื่องไม่คาดฝัน ทั้งที่เธออยู่ในหัวฉันอยู่ตลอดเวลา แต่พอมาอยู่ตรงหน้าสายตาเข้าจริง ๆ บางอย่างในใจพังทลายถล่มลงเสียงครึกโครมจนสูญเสียความสามารถในการมองโลกตามธรรมดาสามัญ เธอหันไปยิ้ม ก่อนโบกมือตอบนานามิที่โบกมือทักว่า อรุณสวัสดิ์ นานาเสะ แต่ฉันดันเอ่ยทักออกไปไม่ได้ด้วยพลาดจังหวะที่สมควร ตอนที่เธอดึงเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามก่อนนั่งลง ฉันก็ปรับลมหายใจให้เข้าที่และเปิดปากขึ้นได้ในที่สุด แสร้งสวมหน้ากากปกติธรรมดาให้เนียนที่สุดเท่าที่ทำได้

 

“อุรณสวัสดิ์ นานาเสะ”

“อรุณสะหวาด ไมยัง”

 

เธอสบตาฉัน ก่อนแย้มยิ้มละมุน วิธีการยิ้มเช่นนี้ซึ่งได้เห็นบ่อยครั้งเวลาอยู่กับเมมเบอร์จะแตกต่างจากอรุณสวัสดิ์ยามเช้าเวลาที่อยู่กันสองคนเล็กน้อย จากภาพลักษณ์อันงดงาม ดูเปราะบางแสนบริสุทธิ์ ไม่ว่าใครก็คงจินตนาการออกว่า ภายในห้องซึ่งมีแสงไฟสีส้มอ่อนเรื่อ เธอดึงดูดฉันให้หลงเคลิ้ม เชิญชวนให้กอดรัดด้วยน้ำเสียงเย้ายวนนั่นอยู่เสมอ นึกอยากเอ่ยปากชมให้กับท่าทางปกติไม่มีเปลี่ยนแปลงนี้เหลือเกิน ทำไมถึงยังทำท่าเป็นปกติได้ขนาดนี้กัน ช่วยบอกกันหน่อยได้ไหม พอคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเธอไม่ได้คิดอะไรกับฉัน ก็รู้สึกว่างเปล่าขึ้นมา

 

ขณะกำลังคุยกันสามคนผ่านหัวข้อสนทนามากมาย จู่ ๆ นานามิก็เก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋าก่อนลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ พอตกใจถามว่าจะไปไหน เจ้าตัวก็หัวเราะบอกว่า แค่จะไปห้องน้ำ ปล่อยให้ไปหน่อยเหอะ จากนั้นก็ออกจากห้องพักไป ทิ้งฉันกับนานาเสะเอาไว้ ขอร้องล่ะ อย่าทิ้งพวกฉันไว้สองคนสิ แต่ดูเหมือนว่านานามิไม่ได้มีความสามารถถึงขั้นอ่านใจคนอื่นออกแม้จะฉลาดเป็นกรดก็ตามที หลังจากเสียงปิดประตู ความเงียบลอยละล่องอยู่พักใหญ่ บรรยากาศเวลายู่กันสองต่อสองเป็นครั้งแรกในสถานที่ซึ่งไม่ใช่ที่บ้าน พอกลอกตามองไปทางโน้นทีทางนี้ทีด้วยสงบใจไม่ได้ นานาเสะซึ่งกำลังนั่งอ่านนิตยสารแฟชั่นก็เงยหน้าขึ้นมาจนสบตากันโดยบังเอิญ ทั้งแววตา ทั้งน้ำเสียง ยังเป็นปกติธรรมดาไม่ต่างไปจากตอนที่อยู่กับคนอื่น ๆ

“วันนี้จะไปหานะ”

“เอ๊ะ อ้อ”

 

เพิ่งเคยได้ยินถ้อยคำที่ได้รับจากข้อความผ่านปากของนานาเสะตรง ๆ เป็นครั้งแรก เพิ่งเคยได้ยินนานาเสะเอ่ยเรื่องที่ต่างไปจากปกติเวลาที่อยู่นอกบ้านเป็นครั้งแรก หัวใจดีดกระดอนหวีดร้องจนใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อ ๆ แต่วันนี้ไม่ได้สิ น่าจะบอกกันเร็วกว่านี้ ตอนนี้ชีวิตของฉันจัดให้เรื่องของนานาเสะมาเป็นอันดับแรก รู้สึกเสียใจที่ดันเป็นคนนัดนานามิเองไปแล้ว พร้อมกันนั้นฉันก็ประกบฝ่ามือขอโทษ

 

“ขอโทษนะ หลังจากนี้มีนัดกับนานามิน่ะสิ ไม่รู้จะกลับกี่โมงด้วย”

“อ้อ เหรอ”

 

เพิ่งเคยปฏิเสธนานาเสะเป็นครั้งแรก พอนึกว่าอีกฝ่ายอาจจะอารมณ์เสีย แต่เปล่า เธอกลับรับฟังผ่านหูด้วยแววตาไร้ความสนใจก่อนก้มลงอ่านนิตยสารต่อ หลังจากนั้นนานาเสะก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลย มีอะไรครั้งแรกเกิดขึ้นมากเกินไปจนตั้งสติตามไม่ทัน  รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างเปลี่ยนแปลงในแง่ร้าย นานาเสะอาจจะไม่ชวนฉันอีกแล้วก็เป็นได้ ไม่น่าปฏิเสธไปเลยเรา ความกังวลบีบรัดในอกทันใดให้รู้สึกเสียใจเป็นที่สุด ทำยังไงดี นั่นสินะ ก็ได้

 

‘ฉันจะยกเลิกนัดแล้วกัน มาสิ’…ก่อนที่ฉันจะทันได้เอ่ยถ้อยคำสลัดมิตรภาพด้วยความร้อนรนเนื่องเพราะหวาดกลัวที่จะสูญเสียนานาเสะไป ประโยคนั้นก็ถูกกลบมิดด้วยเสียงเปิดประตูของใครสักคน

 

 

“ทุกคน อรุณสวัสดิ์”

“อ๊ะ อิคุจัง อรุณสวัสดิ์”

 

บรรยากาศระหว่างสองเราปริร้าวในพริบตา ฉันไม่อาจอ่านความรู้สึกของนานาเสะซึ่งกำลังแย้มยิ้มด้วยสีหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นนั้นได้เลย ทำไมถึงชวนฉันเหรอ ทำไมต้องเป็นฉันด้วย ทำไมถึงไม่หวั่นไหวกับฉันเลยสักนิด ทำไมยังทำตัวเป็นปกติได้อยู่อีก ลมหายใจหนักอึ้งที่ผ่อนออกอย่างหน่วงหนักสลายหายไปท่ามกลางเสียงหัวเราะในบทสนทนาของพวกเธอทั้งคู่

แม้ว่าจะไม่มีความสามารถอ่านใจคน แต่ก็อ่านบรรยากาศเก่งกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว นานามิจองห้องส่วนตัวในคาเฟ่มีสไตล์แห่งหนึ่งให้โดยไม่บอกกล่าว หลบสายตาจากโคมไฟแสงสีส้มอันคุ้นเคย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไร นานาเสะก็ยังไม่ยอมห่างหายไปจากสมอง นึกอยากขยำนิสัยที่ชอบเอากระทั่งเรื่องไร้สาระไปผูกโยงกับเธอทุกสิ่งอย่างให้เป็นก้อนเดียวกันแล้วปาทิ้งไปเสียพ้น ๆ

 

 

ฝ่ายที่เป็นคนชวนมากินข้าวด้วยกันอย่างฉันดันไม่มีความอยากอาหาร กรอกค็อกเทลมอสโกมิวล์ลงคอโดยไม่มีโอกาสได้ชิมพาสต้าที่นานามิแนะนำ พวกเราคุยกันเรื่องงานของแต่ละคน เรื่องเมมเบอร์ แต่เมื่อถูกถามเรื่องที่กำลังกลุ้มซึ่งเกี่ยวข้องกับความรักแล้ว สุดท้ายฉันก็ไม่กล้าพอที่เปิดเผยเรื่องความสัมพันธ์กับนานาเสะ ได้แต่บอกแค่ว่ามีคนที่สนใจอยู่ แต่ดูเหมือนคนคนนั้นไม่คิดจะมองฉันเลย นานามิซึ่งกำลังแลบเลียเกลือบนขอบแก้วก่อนจิบซอลตี้ด็อกลงคอถึงกับเบิกตากว้างเมื่อได้ยิน มีคนที่ไม่คิดจะมองไมยังด้วยเหรอ ไม่อยากจะเชื่อเลย หมอนั่นไม่ใช่มนุษย์แน่ ๆ …เอ้อ นั่นก็มองฉันสูงส่งเกินไปนะ

 

ลงท้ายก็ไม่พบคำตอบอันแน่ชัดในคำปรึกษาอันคลุมเครือ แต่กระนั้นก็ตาม รู้สึกเหมือนได้กล่อมเกลาให้สมองอันผิดเพี้ยนที่เอาแต่คิดถึงนานาเสะตลอดเวลาสงบจิตใจลงได้บ้างเล็กน้อยด้วยการเปลี่ยนบรรยากาศ พอกอดลากับนานามิด้วยความมึนเมาจากแอลกอฮอล์ที่ไม่ได้สัมผัสมาพักใหญ่ อีกฝ่ายก็กระซิบข้างหูหยอกเล่นซ้ำสองขณะกอดฉันกลับว่า ฉันจะทำให้เธอมีความสุขเอง เป็นแฟนฉันเถอะน่า  งั้นถ้าฉันโดนทิ้งมาก็ช่วยเก็บไปด้วยนะ  ได้ รีบโดนทิ้งเร็ว ๆ ก็แล้วกัน  ถ้อยคำเย้าหยอกอันอ่อนโยนช่วยผ่อนคลายจิตใจ รู้สึกว่าหากเป็นนานามิล่ะก็ คงจะเก็บฉันไปจริง ๆ นั่นแหละ สำหรับคนที่เกือบเสพติดนานาเสะอย่างฉันคงจำเป็นต้องใช้เวลาพักใหญ่ในการลืมเธอ

 

ยัดใบเสร็จกับเงินทอนที่ได้มาลงกระเป๋าสตางค์แบบยาวที่ใช้มานานพอควรจนเริ่มเก่าแล้วก่อนก้าวลงจากแท็กซี่ ลมหายใจสีขาวลอยละล่องราวกับไอหมอกสลายหายไปยังฟากฟ้ายามราตรีกาลอันไร้ดาว นี่ก็คงจะใกล้วันใหม่แล้วกระมัง อุณหภูมิต่ำกว่าตอนที่ออกไปข้างนอกหลังเลิกงานมากโข กอดตัวเองสู้ความหนาวขณะควานหากุญแจห้องในกระเป๋าถือพร้อมเปิดประตูแมนชั่น เนื่องด้วยบานประตูเป็นกระจกจึงพอมองเห็นเงาของใครบางคนอยู่ที่ทางเข้า ดูท่าทางจะเป็นเด็กผู้หญิงวัยเดียวกัน มีบ้างนาน ๆ ครั้งที่บังเอิญเปิดประตูออโต้ล็อคพร้อมกับคนที่อาศัยอยู่ในแมนชั่นเดียวกัน สำหรับคนนิสัยเข้าหาคนอื่นไม่เก่งอย่างฉันแล้วจะไม่ถนัดในการรับมือกับบรรยากาศอึมครึมเอาเสียเลย แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่อย่างที่คิด ตอนแรกก้มหน้าอยู่ก็เลยไม่ทันสังเกต แต่พอมองดี ๆ แล้วก็พบว่า ฉันเคยเห็นเสื้อผ้าที่เด็กคนนั้นใส่อยู่ไปแล้ววันนี้เอง

 

ไม่จริง ทำไมล่ะ

 

เธอสงบนิ่งคล้ายกับเคยได้ยินเสียงเปิดประตูจนหน่ายแล้ว แต่ด้วยเสียงโลหะหล่นกระแทกพื้นเพราะฉันทำกุญแจหลุดมือก็ทำให้เด็กสาวเงยหน้าในที่สุด แม้เธอจะเห็นฉันแล้วแต่กลับไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดในสีหน้า ทำไม ทำไม ทำไมล่ะ จะว่าไปแล้วก็ใช่ คืนนั้นฉันก็เคยพูดกับตัวเองแบบนี้ตอนที่นานาเสะปรากฏตัวขึ้นกะทันหันเหมือนกัน

 

“นานาเสะ ทำอะไรอยู่น่ะ”

 

ทั้งที่ตอนนั้นเธอตอบคำถามของฉันทันที แต่นานาเสะที่ยืนอยู่ที่นี่ในตอนนี้กลับจดจ้องมองตรงมาที่ฉันนิ่งโดยไม่ปริปาก ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ คิดอะไรอยู่  ทำไม…ต้องให้ความหวังกันด้วยเล่า

 

พอขยับเข้าไปใกล้อย่างช้า ๆ กอบกุมมือที่ทิ้งสองแขนลงอย่างอ่อนล้าขึ้นมาก็ต้องตกใจกับความเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง พอนึกขึ้นมาได้ว่าข่าวบอกว่าคืนนี้อุณหภูมิจะลดต่ำลงจนถึงจุดเยือกแข็ง ฉันก็รีบกุมสองมือของเธอแน่นเพื่อถ่ายทอดไออุ่น นานาเสะมายืนรออยู่แบบนี้กี่สิบนาที กี่ชั่วโมงกัน ทำไมล่ะ เพื่ออะไร แม้ฉันจะคิดจนฟุ้งซ่านแค่ไหน แต่อย่างไรก็ไม่อาจทำความเข้าใจการกระทำของเธอได้เลย

 

“ทำไมล่ะ มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่”

“….ไม่รู้”

“เอ๊ะ?”

“นานะก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองมายืนอยู่ตรงนี้ทำไม”

 

มีอะไรบางอย่างต่างออกไป น้ำเสียงนี้ไม่ใช่นานาเสะในยามปกติ ฟุบหน้าลงต่ำเอ่ยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนทั้งตอนที่อยู่กันสองคนหรืออยู่กับเมมเบอร์ ฉันรู้สึกได้ทันทีว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติจึงรีบไขกุญแจเปิดประตูออโต้ล็อค กุมมือนานาสะเอาไว้พร้อมรีบเดินพาไปที่ห้อง สัมผัสได้ถึงสังหรณ์ที่รู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปนั้นถูกต้องตามที่คาดเดา หัวใจเริ่มกระหน่ำเต้นระรัวขึ้นมา

 

พานานาเสะที่ยืนนิ่งไม่ปริปากนั่งลงที่โซฟาก่อนจะนั่งลงที่ข้างกัน ความเย็นเฉียบจากข้างแก้มที่สัมผัสซึมอาบผ่านฝ่ามือจนหนาวเยือกถึงแผ่นหลัง ดูจากเสื้อผ้าที่นานาเสะสวมใส่ซึ่งไม่ได้หนาอะไรนักแล้ว เจ้าตัวคงไม่ได้คาดคิดล่วงหน้าเหมือนกัน ยืนอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เมื่อไร ทำไมถึงมารอกันแบบนี้ ถ้าจะมาก็โทรมาบอกกันก็ได้นี่นา เธอไม่ตอบคำถามมากมายที่ฉันยิงใส่รัวเร็วเลยแม้แต่คำเดียว เดิมทีอาจจะไม่มีคำตอบอยู่แล้วก็เป็นได้

 

พยายามปรับสมองที่ยังสับสนต่อการปรากฏตัวของนานาเสะที่นี่ ในตอนนี้ต้องให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายแสนสำคัญยิ่งกว่าตัวเองเสียก่อน ระหว่างที่รอน้ำในอ่างร้อนควรไปชงเครื่องดื่มอุ่น ๆ ให้ดีกว่า พอบอกไปว่ารอเดี๋ยวนะ ก่อนลุกขึ้นยืน นานาเสะกลับลุกขึ้นคล้ายพยายามตามฉันมา ไม่มีกระทั่งเวลาให้งุนงง เธอกุมแขนฉันไว้แน่น จดจ้องฉันนิ่งด้วยแววตาที่อ่านไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่ จากนั้นก็เอ่ยว่ามานี่สิ ให้ฉันเดิมตามที่เธอลากไปจนเห็นเตียงที่คืนนี้น่าจะต้องนอนคนเดียว เมื่อถูกโอบเอวให้เสียการทรงตัวจนล้มลงบนเตียงนอน พร้อมกันนั้น เธอก็เข้ามาแอบอิงในท่าขึ้นคร่อม ตอนนั้นเองที่ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าถูกนานาเสะผลัก ในจังหวะที่ศีรษะปะทะเข้ากับหมอน ได้กลิ่นหอมของนานาเสะซึ่งซุกซ่อน มันก็ทำให้ฉันตระหนักได้ทันทีว่าต่อให้พยายามอยู่ตัวคนเดียวมากแค่ไหน ฉันก็ไม่มีวันหนีพ้นจากเด็กจอมยั่วคนนี้ไปได้ ความรู้สึกต่างไปจากที่เคย ใบหน้าของเธอที่ฉันเพิ่งเคยเป็นฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองเป็นครั้งแรก ปราศจากรอยยิ้มนึกสนุก

 

“ให้ความอบอุ่นด้วยร่างกายของไมยังทีสิ”

 

คงร้อนขึ้นมาแล้วใช่ไหมล่ะ ได้ยินเสียงกระซิบข้างหูเช่นนั้น นานาเสะสัมผัสได้ถึงความร้อนในร่างกายกับเสียงหัวใจเต้นถี่ของฉัน ในห้องที่ไม่ใช่สีส้ม ถ้อยคำเชิญชวนซึ่งต่างไปจากที่เคย ใบหน้าของนานาเสะที่ค่อย ๆ โน้มลงมาหาอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากซ้อนทับ เมื่อเผยอรับเล็กน้อย ปลายลิ้นของเธอก็โลมเลียริมฝีปากฉันอย่างยั่วยวน จุมพิตที่ลึกซึ้งขึ้นในทุกขณะคล้ายตรวจสอบความรู้สึกระหว่างกัน ความร้อนเพิ่มสูงกับลมหายใจหอบถี่ซึ่งปนเป ช่วงเอวถูกลากไล้ด้วยฝ่ามือเย็นเฉียบผ่านช่องว่างของอาภรณ์ น้ำเสียงที่ไหลรินระหว่างจูบถูกกลืนหายไปในกายเธอ เป็นครั้งแรก เป็นครั้งแรกที่ได้รับการสัมผัสจากนานาเสะ เป็นครั้งแรกที่ฉันถูกปรารถนาจากเจตนารมณ์ของนานาเสะ ในเสี้ยววินาทีที่ถูกกอดรัดถึงกับลืมหายใจกับความรู้สึกพุ่งทะยาน เราทั้งคู่เริ่มตระหนักได้ว่าจุมพิตร้อนแรงเริ่มอ่อนหวานขึ้นในทุกขณะ แต่กระนั้น นานาเสะก็ยังไม่ยอมผละห่างจากไป มีบางอย่างในตัวเราเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างแน่ชัด ฝ่ามือที่สัมผัสผิวกายฉันหยุดลงในตอนที่เริ่มรู้สึกร้อนเรื่อ ละริมฝีปากอย่างเชื่องช้า แววตาของนานาเสะที่เงยหน้ามองในระยะประชิดวูบไหวอย่างชัดเจน

 

“ไม่เข้าใจ…”

“ไม่เข้าใจอะไร”

“ทั้งหมด”

“ทั้งหมด?”

“ไม่ชอบเลย เวลาที่นานะต้องการ แต่ไมยังกลับไปหาคนอื่น ไม่ชอบเลย”

 

 

ทั้งที่ไมยังเป็นของนานะแท้ ๆ
อยากจะคิดว่านั่นคือความหึงหวงหากได้รับอนุญาตให้หลงตัวเอง ไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเองเลย นานาเสะคิ้วตก เอ่ยเช่นนั้นด้วยความสับสน เมื่อฉันดึงเธอเข้ามากอดพร้อมลูบหลังไปมา หยาดหยดอุ่นเรื่อไหลผ่านลำคอ อ้อ จริงสินะ จะว่าไปแล้วเด็กคนนี้ขี้แยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่นา เธอไม่ได้มีประสบการณ์ความรักอะไรมากมาย ดังนั้น ก็เลยสับสนว่าควรจะทำอย่างไรดี ไม่เข้าใจว่าความรู้สึกนี้ของตัวเองมันคืออะไรกันแน่ บางทีฉันอาจจะเข้าใจผิดไปเอง นานาเสะอาจเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาและไม่ประสีประสา ทั้งที่เมื่อครู่เพิ่งคิดว่าตัวเองถูกทรมานด้วยการปั่นหัวจากอารมณ์เล่นสนุกของเธอแท้ ๆ เชียว ฉันกอดเธอให้แน่นขึ้นอีกด้วยรู้สึกรักใคร่อย่างเหลือเกิน

 

“ไม่ต้องเข้าใจก็ได้นะ ไม่ต้องพยายามฝืนเค้นคำตอบออกมาหรอก”

“แต่ว่า…”

“แต่แค่เรื่องนี้เท่านั้น ขอให้เข้าใจไว้ด้วยนะ”
กล่าวเช่นนั้นแล้ว ฉันก็พลิกตัวคร่อมนานาเสะ ก้มมองใบหน้าอันปริ่มล้มด้วยหยาดน้ำตา การได้โอบกอดร่างกายอันงดงามซึ่งระเรื่อด้วยสีส้มจาง การได้จุมพิตบนริมฝีปากอันนุ่มนวล การได้กล่าวอรุณสวัสดิ์เป็นคนแรกกับหน้าตางัวเงียเพิ่งตื่นนอน ทุกสิ่งอย่างขอให้มีเพียงฉันคนเดียวที่ได้รับอนุญาต นัยต์ตาปริ่มล้นด้วยหยาดน้ำตาส่องสะท้อนภาพฉันจากหัวใจเป็นครั้งแรก ความรู้สึกของฉันคงสื่อถึงเธอได้โดยปราศจากสิ่งกีดขวาง

 

“ฉันเป็นของนานาเสะคนเดียว ก็เพราะฉันรักนานาเสะนี่นา”
ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่ฉันนึกรักเจ้าตัวร้ายแต่กลับขี้แยไม่ประสีประสาอย่างเด็กคนนี้เสียเหลือเกิน ขนาดที่แม้ต่อให้ปรารถนาวิงวอนซ้ำซากก็ยังไม่อาจเติมเต็ม กวาดหยาดน้ำตาที่หลั่งรินด้วยจุมพิต เมื่อคิดจะจูบลงที่ริมฝีปากกลับถูกนิ้วชี้กางกั้น เปรียบประหนึ่งค่ำคืนนั้น แต่นานาเสะหวั่นไหวกว่าวันนั้นเล็กน้อย ก็ดูสิ

 

“ไม่ได้นะ”

“ทำไมล่ะ”

“ขืนพูดแบบนั้น เดี๋ยวนานะก็รักไมยังเข้าหรอก”
ดูสิ ในส่วนลึกของอกที่สัมผัสอยู่กำลังวูบไหวถี่รัว คลับคล้ายกับจังหวะหัวใจของฉันยามคิดถึงนานาเสะไม่มีผิด ระหว่างที่เธอสับสนกับความรู้สึกของตัวเอง คนที่ตระหนักได้ก่อนใครว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ยอมรับได้โดยง่ายในทันใดนั้นก็คือฉัน จูบลงบนปลายนิ้วที่กางกั้นไว้เบา ๆ ก่อนรั้งมือข้างนั้นออกไปกดแนบลงกับเตียงนอน เป็นครั้งแรกที่ฉันดื้อดึงฝืนจูบเธอโดยไม่สนคำทักท้วง รักฉันสิ มองแค่ฉันคนเดียวก็พอ ให้ฉันกอดเธอได้คนเดียวเท่านั้นก็พอ

 

เป็นนานาเสะของฉันคนเดียวเถอะนะ

 

ไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงในใจหรือได้พูดออกไปจากปาก แค่วันนี้วันเดียวได้พบเจอกับครั้งแรกนับครั้งไม่ถ้วน ในห้วงลมหายใจที่ปนเป น้ำเสียงรินไหลจากมุมปาก รู้สึกได้ว่าเธอกำลังพยายามจะพูดอะไรบางอย่างจึงยอมผละออกเล็กน้อย ในคืนนี้มองเห็นแววตาของนานาเสะช่างร้อนรนและหม่นเศร้าเป็นที่สุด มากกว่าคืนอื่นใดที่เคยจ้องมอง

 

“นานะก็อยากเป็นของไมยังคนเดียว”

 

 

เป็นครั้งแรกที่ได้รับการปรารถนาจากหัวใจ ฉันโอบกอดเธอไว้แน่นอย่างอ่อนโยนราวสัมผัสสิ่งล้ำค่า อยากทำแบบนี้มาตลอด จนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะกอดเธอสักกี่ครั้งกลับไม่เคยรู้สึกเลยว่าเป็นที่ต้องการ เจ็บปวดทรมานมาตลอด แต่ตอนนี้หัวใจที่เคยสั่นเยือกด้วยความหวาดกลัวกำลังถูกเติมเต็มด้วยไออุ่นจากสองแขนที่พยายามกอดรัดรอบแผ่นหลัง

 

“รักนะ นานาเสะ”

“พูดอีกสิ”

 

แม้จะยังร้องขอทั้งที่ตัวเองไม่เคยเป็นผู้ให้เหมือนเดิมก็ตาม แต่ในห้องที่ไม่มีแสงสีส้มนี้ แววตาของเธอส่องสะท้อนภาพฉันพร้อมแย้มยิ้มอย่างดีใจก่อนร้องไห้อีกหน จะให้พูดอีกกี่ครั้งก็ได้ จากนี้จะสื่อบอกให้รับรู้อีกมากมายมหาศาลจนกว่าจะเบื่อกันไปข้าง วาดอักษรคำว่ารักด้วยริมฝีปากอย่างละมุน จุมพิตอ่อนหวานเริ่มต้นขึ้น ปลายนิ้วยวนยั่วเกี่ยวกุมนิ้วกลางและนางของฉันอย่างเบามือเช่นเดียวกับที่เคยทำยามปรารถนา จงใจกำอย่างอ่อนแรงทั้งลากไล้อย่างเชิญชวน เด็กคนนี้รู้ดีว่าหากทำเช่นนี้แล้ว ร่างกายของฉันจะร้อนเร่าจนอยู่ไม่สุข

 

“นี่ ไมยัง”

“ว่าไง”

“กอดสิ”

 

หลับตาลงคล้ายเคลิบเคลิ้มก่อนสูดลมหายใจเข้าลึก

 

 

ได้กลิ่นหอมของนานาเสะที่ฉันรัก

 

 

 

 

The End.

Advertisements