จู่ ๆ ก็ลืมตาตื่น ในห้องมืดครึ้มทึมเทาวูบไหวด้วยเสียงฝนตก ดูท่าจะเริ่มตกในตอนที่หลับไป ว่าไปแล้ว รู้สึกเหมือนก่อนนอนจะได้ยินคนรักพึมพำเสียงหงอยพร้อมลูบผมหน้าม้าไปด้วยอย่างสมเป็นไอดอลว่า พรุ่งนี้ฝนตกซะด้วย เซ็ตผมไปก็คงพังอยู่ดี

ราตรีกาลอันอบอ้าวใกล้เคียงกับต้นฤดูร้อน ผ้าห่มผืนบางซึ่งแม้จะเลยผ่านฤดูกาลไปแล้ว แต่ยังให้สัมผัสแสนสบายสำหรับพวกเราซึ่งอยู่ในร่างอันเปล่าเปลือย ควานมือหาโทรศัพท์มือถือแถวข้างหมอน ก่อนหยีตามองนาฬิกาดิจิตอลผ่านแสงสว่างอันเจิดจ้า

เวลาตีสามครึ่งผ่านเลย แม้จะจำไม่ได้ว่าหลับไปตอนไหน แต่ความเหนื่อยล้าในร่างกายซึ่งไม่รู้สึกเลยว่าได้นอนหลับจนเต็มอิ่มนี้เกิดจากความง่วงเพียงอย่างเดียว หรือเป็นเพราะคนรักที่กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ข้างกายเอาแต่ร้องโหยหาอย่างไม่รู้จักพอกันแน่ เธอคนนั้นที่มักโอบกอดพลางกระซิบคำพูดหยอกเย้าที่ข้างหูก่อนหยักยิ้มมุมปาก นานะคิดทุกครั้งว่าช่างเหมือนปิศาจร้ายไม่มีผิด

ยื่นมือออกไปสัมผัส ลูบไล้แผ่วเบาที่ข้างแก้มเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกตัวตื่น ริมฝีปากผุดยิ้มนุ่มนวล น่ารัก ใบหน้ายามหลับประหนึ่งนางฟ้า หากใครสักกล่าวว่าคำนี้มีที่มาจากคนคนนี้เอง ตอนนี้เธอยอมเชื่อสนิทใจเพราะใบหน้ายามหลับของไมยังช่างงดงามเหลือเกิน คำว่าเทพธิดาอาจเหมาะสมกว่าก็เป็นได้ ทั้งที่ตอนตื่นก็สวยพออยู่แล้วด้วยซ้ำ

ระยะเวลาที่คบกันยังสั้นเกินกว่าที่เธอจะได้รู้จักเสี้ยววินาทีที่อีกฝ่ายไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั้งที่ควรจะเผยให้เห็นได้แล้วเชียวนะ ท่าทางอันไร้ความงดงามและปราศจากความสมบูรณ์แบบ

 

หลังจากลูบศีรษะอีกฝ่ายครั้งหนึ่ง เธอจึงค่อยสวมชุดชั้นใน รวมถึงเสื้อซับในกับกางเกงขาสั้นตัวบางที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้นก่อนปีนลงจากเตียงนอน อรุณรุ่นครั้งสุดท้ายที่ตื่นมาในสภาพสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยมันเมื่อไรกันแล้วนะ ทั้งที่จริง ๆ ไม่ได้เป็นคนหมกมุ่นในเรื่องอย่างว่าเสียหน่อย

ลงทุนกระทั่งเปิดเครื่องปรับอากาศ วนเวียนพฤติกรรมสร้างเหงื่อก่อนนอนได้ทุกค่ำคืน ความรักของอีกฝ่ายสอนให้เธอรู้ว่าสิ่งเหล่านั้นมีความหมายควรค่าแก่การลดทอนเวลานอน แค่เพียงจ้องมองก็นึกอยากสัมผัสอันเป็นผลลัพธ์จากความรักซึ่งล้นปริ่มจนไม่อาจเก็บกลั้น หาใช่ความต้องการทางกายเพียงอย่างเดียวไม่

รู้ทั้งรู้จากท่าทางยามโหยหาร้องขออย่างไม่อาจทนไหว แต่พอแสร้งทำเป็นดูไม่ออกในครั้งก่อน บอกไปว่าไมยังนี่หื่นจัง อีกฝ่ายก็เข้ามากอดเธอแน่นด้วยสีหน้าหงอยซึมว่า ฉันก็แค่รักนานาเสะเท่านั้นเองนี่นา

เธออาจจะแค่อยากรู้ให้แน่ใจถึงระดับความรักที่อีกฝ่ายมีให้ก็เป็นได้ หัวใจที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งไม่อาจพึงพอใจหากยังไม่ได้รับความรักอันมากล้นจนเกินพอ เป็นนิสัยที่น่ารำคาญเสมอมา เธอไม่เคยเข้าใจเลยว่าทำไมคนเพอร์เฟ็คท์ขนาดนั้นถึงต้องมารักมนุษย์น่าสมเพชอย่างเธอด้วย ไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน เสียงฝนตกซึ่งก้องดังภายในอกอันขุ่นมัวด้วยความกังวลไม่มีทีท่าจะซาลง

ความจริงแล้วควรต้องมีความสุขด้วยซ้ำ ทอดถอนใจซึ่งปราศจากความหมายขณะหมุนลูกบิดประตูโดยพยายามไม่ให้เกิดเสียงก่อนเดินออกจากห้องนอน อาศัยเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่องเบื้องนอกผืนม่านที่ลืมปิด มือคลำกำแพงเพื่อมุ่งหน้าไปยังห้องครัว

ฝ่าเท้าสัมผัสกับพื้นดังแปะ อ้อ ก็ว่าอยู่ว่ามีอะไรแปลก ๆ ที่แท้ลืมใส่สลิปเปอร์นี่เอง ในทันทีที่ตกลงคบกัน ไมยังก็ซื้อสลิปเปอร์ลายคู่มาให้ ลายทางต่างสี แดงกับขาว น้ำเงินกับขาว

แม้จะรู้สึกขัดตากับการพบสิ่งแปลกปลอมหาความเข้ากันไม่ได้เลยกับบรรยากาศในห้องอันแสนเรียบง่าย แต่เธอไม่อยากเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะจนหลุดปากพูดความในใจออกไป อีกฝ่ายยิ้มแย้มบอกด้วยท่าทางดีใจว่า นานาเสะสีแดง ของฉันสีน้ำเงินนะ ก็เลยเผลอยิ้มตามพร้อมพยักหน้าตอบ

แต่เธอรู้ดี ว่าความจริงแล้วอีกฝ่ายชอบสีแดงมากกว่า หากความคลาสสิกในของใช้คู่กันต่างสีสำหรับคู่รักคือสีแดงกับสีน้ำเงินแล้วไซร้ อย่างไรอีกฝ่ายก็ต้องยกสีแดงให้นานะอยู่ดี จากนี้ตลอดไปก็เช่นกัน ไมยังเป็นคนอย่างนั้น ทั้งที่หากเป็นนานะละก็ คงเลือกของที่ตัวเองชอบอย่างไม่ลังเลใจ

และพอถอดสลิปเปอร์ดังกล่าวลืมเอาไว้ตรงไหนสักที่ อีกฝ่ายก็จะหยิบมาให้นานะถึงที่โดยไม่ปริปาก ไม่ต่างจากหุ่นยนตร์ทำความสะอาดอัตโนมัติที่ต้องกลับมายังจุดเดิมเสมอไม่ว่าจะไปถึงที่ใดก็ตาม เธอรู้สึกว่ามันตลกดี จึงไม่คิดจะแก้นิสัยที่มักถอดลืมทิ้งไว้ตรงนั้นตรงนี้เลย

เปิดไฟห้องครัว หยิบขวดน้ำแร่ที่ดื่มค้างไว้ออกมาจากตู้เย็น คุ้ยค้นบ้านคนอื่นตามใจชอบ หากเป็นเมื่อก่อนเธอคงรู้สึกเกรงใจและอึดอัดเมื่อต้องอาศัยในบ้านใครคนอื่นเป็นเวลานาน แต่พอได้มาอยู่ในห้องของไมยังแล้วกลับรู้สึกสบายใจ เธอคิดว่ามันเป็นอะไรที่น่าปลื้มอยู่ไม่น้อย

 

ดื่มน้ำแร่เย็นเฉียบลงคอสองอึก จากนั้นก็อีกอึก ก็เล่นหลับไปทั้งที่เหนื่อยจนหมดแรงแถมเหงื่ออาบทั่วตัวขนาดนั้น ร่างกายคงต้องการอะไรเย็น ๆ ให้รู้สึกซาบซ่านบ้างละ พอกำลังคิดว่าพรุ่งนี้จะเอาขวดน้ำไปวางไว้ตรงหัวเตียงดีหรือเปล่า ก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองคิดจะมีอะไรกับไมยังในวันพรุ่งนี้และวันถัดไปด้วยงั้นสิ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมากับความคิดการวางแผนล่วงหน้า

พูดได้ไม่เต็มปากแล้วละว่าตัวเองหาใช่พวกหมกมุ่นในเรื่องอย่างว่า ลนลานยัดขวดน้ำกลับคืนใส่ตู้เย็นราวกับกลบเกลื่อน ขยี้ศีรษะตัวเองจนยุ่งเหยิง แม้กระทั่งเสียงทอดถอนใจพรรค์นั้นก็แทบกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับสีสันของอีกฝ่ายแล้ว

กลับเข้าไปในห้องนอน แตะมือลงบนผืนผ้าม่านที่แง้มเปิดไว้เล็กน้อย เมื่อลองมองลึกเข้าไปยังบานกระจกหน้าต่างที่ถูกกระหน่ำสาดด้วยเม็ดฝน ก็พบกับสายฝน แสงไฟในภายในเมือง รถยนต์ขับผ่านดีดน้ำที่ขังอยู่บนพื้นถนนให้สาดกระเซ็น เสียงแตรฟังน่าหงุดหงิด และเด็กสาวผู้มีสีหน้าหมองเศร้า เธอคนนั้นดูเหนื่อยล้าเสียจนไม่อาจตระหนักได้ในทันทีว่านั่นคือภาพสะท้อนของตัวเธอเอง

อยากขอให้อรุณรุ่งไม่มีวันมาถึง อยู่กันแค่สองคนเช่นนี้ภายในห้องที่ถูกปิดตายด้วยสายฝนไปตลอดกาล คิดบ้าอะไรของเรากันนะ เธอกดหน้าผากแนบลงบนบานหน้าต่าง อยากกดกลั้นความรักอันหนักอึ้งและความร้อนซึ่งเพิ่มสูงด้วยแผ่นกระจกอันเย็นเยียบเกินกว่าที่คาดไว้

เพราะไม่มั่นใจว่าได้รับความรัก จึงไม่มั่นใจว่าจะสามารถรักตอบ อีกฝ่ายอาจห่างหายเธอไปในสักวันหนึ่ง เธอรู้สึกเช่นนั้น ก็เลยกลัวที่จะรักไมยังมากไปกว่านี้ คนแบบเธอนี่ช่างน่ารำคาญจริง ๆ จิตตกกับการคิดกล่าวโทษตัวเองไม่เว้นแต่ละวันอย่างไม่รู้จักเบื่อหน่าย กระนั้นไมยังก็ยังคงรักเธอ แต่เธอก็ยังรู้สึกเศร้าใจ

ปวดหัวขึ้นมากับวังวนอันไร้ที่สิ้นสุด เมื่อเห็นใบหน้าขมวดนิ่วของตัวเองปรากฏตรงหน้าสายตา จึงพลันหันหลังให้พร้อมดึงม่านปิด นอนดีกว่า พอที ไม่ว่าจะทำอย่างไร ท้องฟ้าก็จะสว่างขึ้นและอรุณรุ่งก็จะมาเยือนอยู่วันยังค่ำ

ขยี้ตาซึ่งหรี่ลงอย่างเหม่อลอยพร้อมเดินไปที่เตียงนอน ในเสี้ยววินาทีที่เลิกผ้าห่มขึ้นเพื่อแทรกตัวเข้าไป กลับถูกรั้งแขนไว้อย่างรวดเร็ว
“หวา”
ชั่วขณะที่หลุดเสียงร้องด้วยความตกใจก็ถูกกอดรัดแน่น กักขังสนิทแนบในอ้อมอก จังหวะหัวใจเต้นถี่ขึ้นเล็กน้อยกับสิ่งไม่คาดคิด เมื่อกี้นี้อุตส่าห์เย็นลงบ้างแล้วเชียว แต่ร่างกายอันซื่อตรงกลับร้อนผ่าวอีกหน เมื่อสอดแขนโอบรัดแผ่นหลังเพื่อกอดตอบ ชีพจรก็ดีดกระดอนจนน่าหัวเราะด้วยสัมผัสได้ถึงผิวกายอันเปลือยเปล่าของอีกฝ่าย

ทั้งที่เคยสัมผัสมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง กอดรัดกันมาแล้วไม่รู้กี่หนจนนับไม่ถ้วน
“นานาเสะ ไปไหนมา”
เพิ่งมารู้ก็ตอนเริ่มคบกันนี่แหละว่าน้ำเสียงง่วงงุนของไมยังช่างน่ารัก เวลาลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึกแล้วไม่เจอนานะอยู่เคียงข้าง เจ้าตัวก็จะซึมในทันที น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเด็กขี้อ้อนไม่มีผิด

เมื่อสบตาก็พบกับแววตาหรี่ลงแทบหลับด้วยความง่วง ถูกยิงทะลุด้วยนัยน์ตางดงามอันเลือนพร่าในระยะประชิด หัวใจยังคงเต้นรัวเหมือนเมื่อแรกรัก
“ไปดื่มน้ำมา”

“อืมม์”
พ้นเสียงตอบรับอย่างไร้ความสนใจทั้งที่เป็นฝ่ายเอ่ยปากถาม ระยะห่างก็หายวับในฉับพลัน ริมฝีปากถูกกดแนบสนิท ขบเม้มเล็กน้อยอย่างอ่อนหวาน เชิญชวนด้วยปลายลิ้นที่แลบเลียถึงมุมปาก เมื่อตอบรับกลับก็ฉกฉวยอย่างชำนาญจนรู้สึกหึงขึ้นมาทุกครั้ง

นี่ ไปรู้วิธีแบบนี้มาจากไหน? ใครสอนมา? อยากถามใจแทบขาดแต่กลับถูกแทรกซึมด้วยความเร่าร้อนของอีกฝ่ายจนวันนี้ก็ตกอยู่ห้วงภวังค์อีกหน เธอรู้ว่าพรุ่งนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้ถาม ความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวจะไม่มีวันจางหาย ไม่ว่าเมื่อไร

ปลุกกันบ้างสิ…พึมพำเสียงงอนผ่านช่องว่าง ก็เห็น…กำลัง…หลับ…สบาย…นี่นา… ถ้อยคำซึ่งขาดหายเป็นช่วง ๆ ด้วยถูกจุมพิตดูดกลืนอย่างไม่มียอมหยุดให้ทั้งที่กำลังพูดอยู่ นานครั้งไมยังก็ชอบชวนคุยพลางโน้มริมฝีปากเข้าหา  ข้าวเช้าพรุ่งนี้อยากกินอะไร? วันหยุดคราวหน้าทำอะไรดี? ขณะที่นานะเสตามองไปทางอื่นเพื่อขบคิด เจ้าตัวก็จะพร่ำจุมพิตราวกับดึงรั้งหาคำตอบ

อีกฝ่ายชอบบอกว่า นานาเสะนี่ประหลาดจัง
แต่หากมองจากสายตานานะละก็ ไมยังก็ประหลาดไม่น้อยเหมือนกันแหละ

ฉันไม่ได้ชอบจูบซะหน่อย ฉันชอบริมฝีปากของนานาเสะต่างหากเล่า แม้อีกฝ่ายจะยิ้มพร้อมแถแก้ตัวเช่นนั้น แต่เสียงในใจกลับเถียงไปว่า ยังไงก็คงทำกับคนที่เคยคบมาก่อนเหมือนกันใช่ไหมล่ะ จากนั้นเธอก็จะเกลียดความสมเพชในตัวเองจนไม่อาจเอ่ยถ้อยคำใดออกไปได้ นานะก็ชอบจูบกับไมยังเหมือนกัน อยากเอ่ยออกไปอย่างซื่อตรงเช่นนี้ แต่ความรู้สึกหนักอึ้งกลับเข้ามาขัดขวางเนื่องเพราะความขลาดกลัว

มือที่เคลื่อนลงลากไล้ถึงสะโพกหยุดลงในฉับพลัน จากนั้นไมยังก็ผละออกพร้อมขมวดคิ้ว เธอนึกชอบสีหน้าหงุดหงิดงุ่นง่านซึ่งไม่อาจเห็นได้ในความสัมพันธ์ระดับเพื่อนร่วมงานนี้พอสมควร
“ใส่เสื้อผ้าทำไม”

“ทำไมเหรอ…”

“ถอดเลยนะ”
ตีเบา ๆ ลงบนแก้มของไมยังซึ่งพยายามฝืนถอดเสื้อซับในเธอออก แต่กระนั้นฝ่ามือที่แทรกผ่านใต้ร่มผ้ากลับคืบคลานตามไลน์ผิวกายอย่างโลมเลีย ในจังหวะที่กำลังจะเคลื่อนถึงหน้าอกก็หยิกเข้ามือนั่นเข้าให้ผ่านเนื้อผ้า ไมยังแกล้งร้องโวยวายว่าเจ็บ ๆ ดูเหมือนเด็กไม่มีผิด

ต่อมาก็เลื้อยลูบขาอ่อนอย่างไม่รู้จักเข็ดหลาบ พอจงใจถอนหายใจอย่างระอาให้ได้ยินแล้ว เจ้าตัวก็เบ้หน้าจ้องกลับมา
“ดึกป่านนี้แล้ว อย่าหื่นได้มั้ย”

“ให้ฉันแก้ผ้าอยู่คนเดียวแบบนี้ไม่แฟร์นี่”

“ไมยังก็ใส่เสื้อผ้าซะสิ”

“ไม่เอา”
เบะปากน่ารักน่าชังบอก ก็กอดเวลาไม่ใส่เสื้อผ้ามันรู้สึกดีกว่านี่นา ดูทำเข้า คนที่รู้ดีที่สุดว่ามันจะไม่จบแค่กอดน่ะ ใครมิทราบ

ยื้อยุดไม่ให้อีกฝ่ายถอดเสื้อผ้าเธอออกอยู่พักใหญ่ แต่เพราะไมยังช่างตื๊อลูบไล้ผ่านเสื้อผ้าอย่างเจ้าเล่ห์ เธอก็เลยแสร้งงอนก่อนหันหลังให้ เท่านั้นเอง ไมยังก็รีบลนลานเอ่ยว่า นานาเสะ ขอโทษ ขอโทษนะ ไม่ทำแล้ว อย่าโกรธเลยนะ

เพราะเธอรู้ว่าสิ่งที่ไมยังหวาดกลัวที่สุดก็คือ การทำให้เธอโกรธ ลอบยิ้มเล็กน้อยโดยไม่ให้อีกฝ่ายเห็นก่อนหันกลับไป จูบลงบนแก้มของคนที่ทำหน้าซึมจนแทบร้องไห้อยู่รอมร่อ แค่นั้นแหละ เจ้าตัวก็โผเข้ามากอดเธอแน่นอย่างดีใจ ไม่อยากให้ใครคนอื่นได้เห็นท่าทางน่ารักแบบนี้เลย

ตั้งแต่เกิดความรู้สึกหึงหวงก็รู้ทันทีว่าคงจากคนคนนี้ไปไหนไม่ได้อีกแล้ว หากเว้นระยะห่างอย่างพอดี เวลาเลิกกันจะได้ไม่เจ็บนัก เคยคิดอย่างนั้นนะ แต่ไมยังกลับเข้าถึงช่องว่างในหัวใจของนานะได้อย่างน่าอัศจรรย์ ช่วยเติมเต็มด้วยความรู้สึกอันอบอุ่นจนบังเกิดความปริ่มเต็มขึ้นในอก

เป็นความรู้สึกอันคลับคล้ายกับพริบตาที่ได้ดื่มซุปข้าวโพดซึ่งซื้อจากตู้อัตโนมัติกลางฤดูหนาว ร้อนแทบหลอมละลายถึงหัวใจ ไมยังซื่อตรงและอ่อนโยนอยู่เสมอจนนึกขยาด ยิ่งทำให้เธอรักมากขึ้นทุกวันจนกลัวใจ

สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนพรั่งพรูไอร้อนที่ข้างหู เป็นความร้อนที่คล้ายคลึงกับอุณหภูมิในหัวใจของนานะจนแทบร้าวราน
“ถ้าตอนเช้าไม่มีวันมาถึงก็คงดีเนอะ”

“อื้อ…”
รู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งจะคิดอะไรคล้ายกันไปเมื่อครู่นี้เอง จังหวะหัวใจถี่รัวเล็กน้อยของอีกฝ่ายสื่อผ่านจากร่างกายซึ่งแนบชิด ไม่รู้ด้วยเหตุใด เธอนึกรักเสียงหัวใจเต้นตึกตักนี้เหลือเกิน เมื่อซุกพิงที่ซอกคอก็ถูกลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน เธอได้รับความรัก บางทีก็ในตอนนี้แหละ แค่ในตอนนี้

แค่ช่วงเวลาที่ได้สูดไออุ่นจนเต็มอกเท่านั้นที่เกิดความมั่นใจพรรค์นั้นขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนได้ยินเสียงกระซิบว่ารักไม่มีผิด
“ไมยัง”

“หือ?”

“รัก”
จู่ ๆ อีกฝ่ายก็หยุดมือที่กำลังลูบศีรษะเธออยู่ พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าไมยังเบิกตากว้างด้วยความตกใจทั้งที่ยังทำหน้าง่วงนอนอยู่จนถึงเมื่อครู่ เมื่อจดจ้องอย่างนิ่งงัน เจ้าตัวก็กัดงับริมฝีปากอย่างเขินอาย

 

ฉันก็รักเธอ นานาเสะ

 

ในอกบีบรัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันซื่อตรงเปี่ยมไปด้วยความจริงจัง ทั้งที่เธอควรจะมีความสุข แต่กลับรู้สึกเจ็บปวดทรมานแทบขาดใจ หากมีไมยังอยู่เคียงข้างไปตลอดกาลเช่นนี้ ต่อให้อรุณรุ่งหายลับไปจากโลก เธอก็ไม่สน แม้จะอายจนไม่อาจสื่อออกมาเป็นคำพูด แต่คงเป็นครั้งแรกนับแต่เกิดมาที่ตัวเองได้รักใครสักคนเป็นแน่
“งั้นกดนะ?”

“ไม่ได้”
คนอุตส่าห์ซึ้ง ไม่รู้จักดูบรรยากาศเล้ยให้ตาย รู้ตัวอีกทีก็ถูกรั้งสะโพกเข้าหาก่อนคร่อมทับ พรั่งพรูเสียงร้องน่าสงสาร เอ๋ ทำไมล่ะ ทำไมล่ะ

พรุ่งนี้ต้องทำงานอีก จะแรงเยอะไปถึงไหนกันนะ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองไมยังอย่างเหนื่อยใจ เจ้าตัวก็ตีหน้าเศร้าเสียจนนึกสงสาร ลำบากใจเหลือเกิน โอบแขนรอบคออีกฝ่ายไว้ก่อนรั้งเข้ามาใกล้

เพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้เองว่าไมยังชอบให้กระซิบข้างหูพร้อมลมหายใจร้อนเรื่อในท่านี้ ดังนั้น เธอก็เลยอยากทำให้ อยากให้ทั้งหมดทุกอย่างที่อีกฝ่ายต้องการ ไม่ปล่อยให้เล็ดรอดไปแม้แต่อย่างเดียว
“ไว้เอาส่วนที่อดทนในตอนนี้ไปทำพรุ่งนี้แทนเยอะ ๆ เลยก็แล้วกันนะ?”
คำตอบเหมือนอย่างเคย ลองแลบเลียปลายลิ้นทั้งขบเม้มใบหูอย่างจงใจกลั่นแกล้ง ไมยังก็ตัวสั่นวูบหลุดร้องเสียงแผ่ว จากนั้นจ้องนานะกลับ นาน ๆ ทีนานาเสะนี่ก็ S เหมือนกันนะ  สีหน้าดูทรมานยิ่งกว่าเมื่อครู่เสียอีก จริง ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นแบบนี้หรอก แต่การได้เห็นใบหน้าสมบูรณ์แบบเกินไปของไมยังเบี้ยวบิดบ้างก็สนุกไม่เลว

แย้มยิ้มก่อนจู่โจมริมฝีปากที่อยู่ตรงหน้า ไมยังเคยบอกว่า ทั้งที่เคยมีอะไรกันมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง แต่พอถูกนานาเสะจูบก่อนทีไรเป็นได้ใจเต้นทุกที ความรู้สึกนี้จะถูกลืมเลือนหายไปในสักวันหรือเปล่านะ แต่กระนั้นแล้ว ต่อให้พยายามปฏิเสธความรู้สึกของตัวเองหรืออีกฝ่ายมากแค่ไหน เวลาที่อยู่ตัวคนเดียวหรืออยู่กับใครคนอื่น หากปิดตาหลับลงเมื่อใด รอยยิ้มที่นึกรักที่สุดกลับผุดลอยขึ้นมาในหัว
เธอควรให้ความสำคัญกับช่วงเวลาในตอนนี้มากกว่าสักวันหนึ่งที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อไรกระมัง
เพราะไม่อยากสูญเสียคุณที่ช่วยโอบกอดร่างกายอันสั่นเยือกด้วยความขลาดกลัว
คุณที่ช่วยเติมเต็มด้วยความรักจนลึกสุดใจ

 

ชั่วขณะที่หลอมละลายสู่อ้อมอกซึ่งถูกรั้งเข้าหา

 

 

 

กระซิบบอกออกไปอีกครั้งว่า รัก

 

 

 

 

 

The End.

 


 

เหตุเกิดจากความเบื่อเหลือทน แต่ขี้เกียจเกินกว่าจะผลิตคอนเทนต์ใหม่…
ขอบพระคุณต้นฉบับของคุณกิวโจจากเรื่อง  臆病な人とその彼女
คุณกิวโจเล่าเบื้องหลังก่อนที่ไมยังกับนานาเสะจะคบกัน (ในฟิคนะพวกเธอ…) ให้ฟังว่า

ในเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากทั้งสองคนคบกันได้สามเดือน ก่อนหน้านั้นไมยังคลั่งรักนานาเสะอยู่ฝ่ายเดียวจนตัดสินใจสารภาพรักกับนานาเสะในวันวาเลนไทน์พร้อมมอบช็อกโกแลตทำเองให้ เสะก็รับไปแบบงง ๆ แล้วบอกว่า “ขอคิดดูก่อนนะ” แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีคำตอบกลับมาซะที เสะคุยด้วยแต่เรื่องงานจนไมยังคิดว่าโดนสลัดรักแล้วแหง ๆ เดือดร้อนมิสะเซมไปต้องมานั่งปลอบ
จนกระทั่งหนึ่งเดือนต่อมาในวันไวท์เดย์ นานาเสะก็ให้คุกกี้มาพร้อมตอบตกลง คุณไมก็เลยร้องไห้แทบตาย

เรื่องก็เป็นฉะนี้เอง ._.

 

Advertisements