พาร์ทก่อน → Keyakizaka46 – ฮิราเทะ ยูรินะ ‘ถ้อยคำท่ามกลางความโดดเดี่ยว’ ในวัย 16 ปี (Part 1)


Rockin’ on Japan ธันวาคม, 2017

 

Keyakizaka46 – ฮิราเทะ ยูรินะ
‘ถ้อยคำท่ามกลางความโดดเดี่ยว’ ในวัย 16 ปี
(Part 2/end)

 

 

―บางครั้งการทำให้ตัวเองอินไปกับโลกของเพลงก็ถือเป็นสิ่งจำเป็น แต่สำหรับ ‘Fukyouwaon’ แล้ว ให้อารมณ์ประมาณ “นี่คือความเป็นตัวฉันในตอนนี้” งั้นเหรอครับ?

เทะจิ: สิ่งที่ตัวเองคิดกลายเป็นเพลงทั้งอย่างนั้นไปเลยค่ะ ตั้งแต่ไซมาจอแล้ว ก็เลยไม่รู้สึกว่าตัวเองพยายามจะสวมบทบาทให้เข้ากับเพลงเท่าไรนัก จริงๆก็จำไม่ได้นะ แต่มีคนบอกว่าตอนช่วงเซซง (Futari Saison) ฉันเอาแต่พูดอยู่ตลอดเลยว่า “อยากมีความรัก” (หัวเราะ) กระทั่งตัวเองยังไม่ทันรู้สึกตัวเลยด้วยซ้ำ มันคงเป็นไปเองโดยธรรมชาติน่ะค่ะ

―แม้ ‘Fukyouwaon’ จะมีความหมายเช่นนั้น แต่กลับตรงกับตัวเองด้วย?

เทะจิ: เพราะเป็นเพลงนี้นี่แหละ ทุกคนก็เลยสัมผัสได้ถึงพลังความเกรี้ยวกราดใช่ไหมล่ะคะ มาคิดๆดูก็รู้สึกว่า “ตอนนั้นก็เครียดสะสมน่าดูเลยนะเรา” “หงุดหงิดอะไรหลายเรื่องเลยแฮะ” อะไรทำนองนั้น

―อย่างนี้นี่เอง (หัวเราะ)

เทะจิ: แต่มาตอนนี้ พอได้ลองมองในมุมของคนนอกแล้ว ก็คิดเหมือนกันนะว่าการที่ได้เพลงนั้นมาในตอนที่กำลังจิตตกสุดๆมันก็ยิ่งทำให้จิตตกยิ่งกว่าเดิมอีก

―แต่ถ้าตอนนั้นไม่ใช่ ‘Fukyouwaon’ ก็คงร้องไม่ได้ใช่ไหมล่ะครับ

เทะจิ: คงจะเป็นอย่างนั้น คงร้องได้ไม่ถึงขั้นนั้นแน่เลย

―การมีบทเพลงใกล้เคียงกับตัวเราคงไม่ใช่สิ่งที่พบได้ง่ายนัก แต่บางครั้งก็ได้พบกับเพลงที่ตรงกับอารมณ์ของตัวเองในเวลานั้นๆอยู่บ้างใช่ไหมครับ โดยเฉพาะ ‘Fukyouwaon’ คงจะเข้าข่ายด้วยเหมือนกัน?

เทะจิ: ‘Fukyouwaon’ อาจจะเป็นแบบนั้นจริงๆนั่นแหละค่ะ แต่ในทางกลับกัน ‘Fukyouwaon’ เป็นเพลงที่ต้องใส่ความรู้สึกเข้าไป ต้องเข้าไปในโลกของมันให้ได้ ไม่งั้นจะแสดงเพลงนี้ไม่ได้เลยค่ะ เพราะงั้นก็เลยมีช่วงที่แสดงได้กับแสดงไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็รู้นะ อย่างเช่นในไลฟ์ พอคิดว่าวันนี้คงแสดงไม่ได้มั้ง ก็ทำไม่ได้จริงๆ ต่อให้ทำได้ก็ไม่รู้สึกมั่นใจเลยค่ะว่าทำได้ โหมดมันจะเปลี่ยนไปเองตามช่วงเวลา ตรงนั้นแหละค่ะที่ทำให้ลำบาก

―‘Fukyouwaon’ เป็นเพลงที่สุดยอดมากจริงๆ มันไม่ใช่เพลงที่แค่ร้องไปตามเนื้อแล้วจะแสดงได้อย่างสมบูรณ์แบบ ถ้าไม่สละบางส่วนของตัวเองทิ้งไปคงไม่อาจทำให้เพลงนี้สมบูรณ์ได้

เทะจิ: ยังไงดีนะ ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ ถ้าเราไม่ได้เป็นคนคนนั้น เราก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าเขาคิดอะไรอยู่

―หมายถึง “ต้องเป็นคนคนนั้น” ในเพลงนี่เองสินะครับ เวลาที่แสดง ‘Fukyouwaon’

เทะจิ: ค่ะ ใช้คำว่า “เด็กคนนั้น” อาจจะตรงมากกว่าก็ได้มั้ง ก็คิดนะว่า “เด็กคนนั้นสุดยอดเลยแฮะ” เพราะงั้นแหละ เวลาเล่นไลฟ์ทีไรทำเอาลำบากทุกที

―ตอน Rock in Japan ก็กลุ้มจนวินาทีสุดท้ายเลยสินะครับว่าจะแสดงเพลง ‘Fukyouwaon’ ดีหรือเปล่า

เทะจิ: ฉันรู้ว่ามันเป็นสถานที่ที่ตัวเองต้องออกไปสู้ ก็เลยพยายามไม่เล่นเพลงนี้ในทัวร์ที่ผ่านมาเท่าที่จะทำได้ค่ะ ทีมงานก็เข้าใจนะคะ สมมติว่าถ้าออกไปเล่นเพลงนี้ ถ้าแสดงได้ก็รู้สึกดีมากๆนะ แต่ถ้าแสดงไม่ได้ก็รู้สึกเฟลอีก พอเฟลแล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงดี ก็เลยต้องปรึกษาทีมงานจนถึงวินาทีสุดท้ายตลอดเลยค่ะ

―แต่สุดท้ายก็แสดงเพลงนี้สินะครับ

เทะจิ: ค่ะ คิดว่า “ลองสักตั้งแล้วกัน” ถึงส่วนตัวแล้วจะคิดว่าผลลัพธ์มันออกมาไม่ได้เรื่องก็เถอะ

―งี้นี่เอง

เทะจิ: เฟลใน Rock in Japan ไปแล้ว ทีนี้ก็รอบนาโกย่ามั้ง ที่ไม่ได้ขึ้นแสดง

―ช่วงหน้าร้อนปี 2017 อันดับแรกมี ‘สาธารณรัฐเคยากิ’ ที่ฟูจิคิวไฮแลนด์ ไลฟ์ในตอนนั้นเป็นยังไงบ้างครับ? ส่วนตัวคิดว่าเป็นไลฟ์ที่ได้เผชิญหน้ากับฮิราเทะ ยูรินะอีกคนเหมือนกันนะ

เทะจิ: สนุกมากเลยค่ะ น่าจะเป็นไลฟ์ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยเล่นมาเลยมั้ง พอได้สัมผัสบรรยากาศ ได้เห็นสีหน้าของเมมเบอร์ก็รู้สึกแบบนั้นนะ คนอื่นอาจจะคิดไม่เหมือนฉันก็ได้ แต่พอมาดูคลิปย้อนหลังก็เห็นว่าพวกเราเต้นได้พร้อมเพรียงกันมากๆ มีความเป็นหนึ่งเดียว สัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของทุกคนก็เลยดีใจมากเลยค่ะ

―ตอนนี้ก็ยังดูอยู่เหรอครับ?

เทะจิ: ดูบ้างนานๆครั้งค่ะ มักจะเอาไปเปรียบเทียบกับไลฟ์ในตอนนี้อยู่เรื่อยเลยว่า “ตอนนั้นก็เต้นได้พร้อมกันขนาดนั้นแล้ว ทำไมตอนนี้ถึงทำไม่ได้นะ” ก็เอาให้เมมเบอร์ดูบ้าง พยายามเต็มที่กับไลฟ์เท่าที่ทำได้

―ระดับความเพอร์เฟ็กต์ของ ‘สาธารณรัฐเคยากิ’ ไม่ธรรมดาจริงๆนั่นแหละครับ ทั้งความมุ่งมั่นของทุกคน สมาธิ คอนเสปต์ บวกรวมกับบรรยากาศของสถานที่แล้วด้วย ตอนเปิดตัวก็มีส่วนที่เป็นไอเดียของฮิราเทะซังด้วยสินะครับ

เทะจิ: ใช่ค่ะ ตั้งแต่นั้นก็เริ่มได้มีส่วนร่วมในการออกความคิดเห็นในไลฟ์บ้าง จริงๆก็ไปขอทีมงานดื้อๆเลยว่าอยากทำ (หัวเราะ) อยากสร้างไลฟ์ที่มีการกำหนดธีมกับคอนเสปต์ แล้วก็มีสตอรี่ที่เข้ากัน ซึ่งไลฟ์นั้น ในความคิดฉันเป็นประมาณ เคยากิซากะ46 เป็นแขกมาเยือนยัง ‘สาธารณรัฐเคยากิ’ ก็เลยอยากแสดงโชว์ช่วงเปิดกับปิดให้มันเชื่อมเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นวิธีการเปิดตัวที่พวกเราไม่เคยทำมาก่อนเลยในการแสดงที่ผ่านมา ตอนแรกก็กังวลนะว่าจะไหวหรือเปล่า แต่อยากให้ทุกคนได้สัมผัสว่า “นี่แหละคือเคยากิซากะ” ก็ถือเป็นโอกาสที่ดีนะคะ

―คิดอยากจะออกความคิดเห็นด้วยตัวเองตั้งแต่เมื่อไรครับ

เทะจิ: ช่วงเม.ย.ปีนี้ที่มีไลฟ์วันเกิด ตอนที่รู้เซ็ตลิสท์นี่ร้องไห้โฮเลยค่ะ รับไม่ได้ (หัวเราะ) ตอนนั้นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นก็ได้นะที่ทำให้คิดว่า “ไหนๆถ้าจะต้องแสดงแล้ว ตัวเองก็อยากออกไอเดียด้วย” ก็เริ่มตั้งแต่ฟูจิคิวมั้งคะ ตอนทำอัลบั้มก็มีส่วนได้ออกไอเดียด้วยเหมือนกัน ลำบากสุดๆ (หัวเราะ)

―เพลงที่เป็นคีย์ซองของอัลบั้ม ‘Masshiro na Mono wa Yogoshitaku naru’ เป็นเพลงที่มีความเคยากิซากะ46 มากๆ อย่างเพลง ‘Getsuyoubi no Asa, Skirt wo Kirareta’ ‘Eccentric’ ถ้าเป็นโซโล่ก็น่าจะ ‘Jibun no Hitsugi’ ซึ่งสำหรับฮิราเทะซังแล้ว ทั้งสามเพลงนี้คงเป็นเพลงที่ตรงกับตัวเองอยู่เหมือนกันนะครับ

เทะจิ: เพลง ‘Eccentric’ ยากกว่าที่คิดนะคะ ช่วงทัวร์แสดงอารมณ์ไม่ได้เลย เครียดอะไรหลายอย่าง พวก ‘Eccentric’ หรือ ‘Fukyouwaon’ เพลงที่ต้องปลอดปล่อยความรู้สึกออกไปเป็นแนวเพลงที่ฉันถนัดก็จริงค่ะ แต่พอถึงเวลาที่แสดงอารมณ์ในเพลงพวกนั้นไม่ได้ เพลงที่เหลืออยู่มีแต่เพลงประเภทที่ต้องเก็บความรู้สึกไว้ในใจเท่านั้นเอง อย่างแดนซ์แทร็ก 1 อะไรพวกนี้ เข้าใจหรือเปล่าคะ? ฉันถนัดการเขวี้ยงรองเท้า ปีนบันไดอะไรพวกนั้นนะ เพราะงั้นแหละ ‘Eccentric’ ก็เลยเป็นเพลงที่ยากเอาเรื่อง

―เพลงที่ต้องสละทิ้งบางส่วนของตัวเอง?

เทะจิ: อื้อ ก็ถือว่าเป็นการสละทิ้งนะ

―ใน ‘Eccentric’ ก็ยังรู้สึกเหมือนมองใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวเองเหมือน “เด็กคนนั้นสุดยอดไปเลยแฮะ” ที่เล่าไปในแล้วในเพลง ‘Fukyouwaon’ เหรอครับ?

เทะจิ: ในความคิดฉัน ‘Eccentric’ เป็นเพลงที่มีตัวเอกเป็นเด็กผู้ชายนะคะ ฉันตีความเอาไว้แบบนี้ แล้วก็มองเพลงนี้ในทำนองว่าตัวเอกวิ่งหนีจากเรื่องที่ไม่ชอบใจจนสุดท้ายก็คิดว่า “ไม่ว่าอะไรก็จะทำทั้งนั้น”

―เวลาแสดงเพลง ‘Eccentric’ ตั้งใจจะสื่อเรื่องราวของตัวเอกด้วยใช่ไหมครับ?

เทะจิ: เวลาที่สามารถแสดงอารมณ์นั้นได้ ฉันอาจจะกลายเป็นคนใน ‘Eccentric’ ไปเลย ทีนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองตั้งใจแบบนั้นหรือเปล่า ถ้าเป็นตอนนี้ก็จะอารมณ์ว่า “เอ้า ‘Eccentric’ เปิดมาเลย”

―ส่วนตัวคิดว่าเพลง ‘Jibun no Hitsugi’ เป็นเพลงที่แสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งของฮิราเทะซังอย่างชัดเจนที่สุดเลยครับ คิดยังไงกับเพลงนี้บ้างครับ?

เทะจิ: รักมากค่ะ (หัวเราะ) แต่ถ้าต้องเล่นไลฟ์ เพลงนี้เป็นเพลงที่ต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่าเพลงต่อไปเป็นเพลงอะไร เพราะมันเป็นเพลงที่โดดเดี่ยวมากๆ ฉันว่าน่าจะเป็นเพลงที่สามารถตีความได้หลายอย่าง เช่นท่อน “ลงนรกไปซะ!” เป็นคำที่พูดกับตัวเองหรือบอกใครกันแน่ มุมมองมันก็จะเปลี่ยนไปตามการตีความ

―ตอนที่ร้องเพลงนี้ เป็นยังไงบ้างครับ?

เทะจิ: มาคุฮาริ (Tour Final) วันที่สอง ฉันรู้สึกไม่ค่อยไหวเท่าไรในหลายๆเรื่อง จำได้แค่ว่า “ไม่ไหวแล้ว” เท่านั้นเอง เอาแต่พูดอยู่หลังเวทีตลอดเลยว่า “ไม่ไหวยังไงไม่รู้” แล้วก็ขึ้นแสดงทั้งอย่างนั้นเลย ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองร้องเพลงนั้นยังไง

―จากนี้จะเข้าเรื่องทัวร์ละนะครับ อยากถามเรื่องส่วนของการแสดง โดยเฉพาะที่ฮิราเทะซังออกไอเดีย

เทะจิ: มาคุฮาริต่างจากตอนออกไปตจว.นิดหน่อย เรื่องไหนที่ฉันบอกว่าอยากทำนี้ๆ ทุกคนก็พยายามให้ความร่วมมือ ช่วยสร้างฝันให้เป็นจริง ตอน ‘สาธารณรัฐเคยากิ’ ก็เหมือนกันนะคะ พอฝันของตัวเองกลายเป็นจริงปุ๊บก็จะรู้สึกว่า “มันกลายเป็นจริงซะแล้วอะ…” จะว่ารู้สึกเศร้าหน่อยๆก็ไม่เชิง แต่รู้สึกเหงาๆแหละนะ แล้วก็จะปรับอารมณ์ใหม่ด้วยความคิดว่า “ยังมีอย่างอื่นที่อยากทำอีกนี่นา อย่าไปคิดมาก” แต่มันก็ทำให้เหงาจริงๆนะ เวลาที่ทำอะไรไปแล้วครั้งหนึ่ง

―ลำดับเพลงจาก ‘Jibun no Hitsugi’ ไปถึง ‘Fuktyouwaon’ เป็นการไล่เพลงที่หนักหน่วงมากจริงๆนะครับ ผมรู้สึกว่ามันเป็นลำดับเพลงที่มีทั้งการเตรียมใจและการตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า “ถ้าไม่ทำแบบนี้ เคยากิซากะก็ไม่มีทางสมบูรณ์” มากกว่าจะเป็นแนวคิดง่ายๆอย่าง “ก็แค่อยากเล่นแบบนี้” ฮิราเทะซังได้ยินแบบนี้แล้วรู้สึกยังไงบ้างครับ

เทะจิ: ฉันไม่อยากให้จบด้วย ‘W-KEYAKIZAKA no Uta’ และทุกคนก็เห็นด้วย ระหว่างทัวร์ฉันได้รับการช่วยเหลือจากเมมเบอร์เยอะเลยค่ะ เราสนิทกันมากขึ้นจนเริ่มถามความคิดเห็นหลายๆอย่างได้ จนในที่สุดก็สรุปได้ว่า “ทุกคนคิดเหมือนกันจริงๆด้วย” ฉันอยากตอบแทนทุกคนที่คอยช่วยเหลือฉัน อยากทำให้ความฝันของทุกคนเป็นจริง แล้วก็อยากหาความฝันของตัวเองให้เจอด้วย ฉันพูดทุกอย่างที่อยากทำออกไปให้ทุกคนรู้ พอถึงเวลาแสดงจริงก็หวั่นๆเหมือนกันนะคะ แต่ทุกคนก็ร่วมมือเป็นอย่างดีเลย ฉันอยากทำให้คนดูตกใจจนตะลึงกันให้หมดเลยน่ะค่ะ

―อันนี้พูดแบบสุดโต่งนะครับ แต่ผมดูคอนด้วยความรู้สึกว่าฮิราเทะซังน่าจะมีความคิดทำนองว่า “ถ้าไม่เป็นไปตามลำดับนี้ ฉันจะไม่ยอมขึ้นแสดง”

เทะจิ: ก็อาจจะมีนะคะ ในการแสดงไลฟ์ของฉัน จะมีแบบที่อยากให้ตกใจกับแบบที่ทำให้ขนลุก เพราะคงมีแฟนๆที่มาดูทุกรอบอยู่แล้ว ฉันอยากทำให้พวกเขาตกใจทุกรอบที่ดูเลย ดังนั้นก็เลยมีดับเบิลอังกอร์แค่วันสุดท้าย แสดง ‘Fukyouwaon’ ในเวอร์ชั่นที่ต่างไปจากปกติ อันนี้เป็นอะไรที่เคยบอกไว้ตั้งแต่ ‘สาธารณรัฐเคยากิ’ แล้วว่าอยากทำ ซึ่งมันออกมาดีมาก ถ้าไม่ได้เล่นอันนี้อาจจะไม่อยากขึ้นเวทีก็ได้นะ

―ซับซ้อนเหมือนกันนะครับ ฮิราเทะซังบอกว่า “เรื่องนี้เป็นความฝันเลย” แต่ถ้ามองจากมุมของผู้ชมแล้วจะเห็นว่าเป็นการบั่นทอนตัวเองเพื่อสร้างมันขึ้นมาให้สำเร็จ สรุปแล้วก็คือ การบั่นทอนตัวเองเรื่อยไปคือการทำความฝันของตัวเอง มันเหมือนบทลงโทษยังไงอย่างนั้น

เทะจิ: ฉันไม่รู้สึกแย่อะไรกับการบั่นทอนตัวเองนะคะ ในใจฉันคงจะคิดแค่ มาทำอะไรที่สุดยอดไปเลยดีกว่า ทำนองว่า “ถ้าไม่ทำอะไรเจ๋งๆละก็ ฉันไม่อยากออกไปหรอกนะ”

―เป็นการแสดงที่ตรงตามคำกล่าวว่า “ถ้าไม่คิดจะท้าทายสิ่งสุดยอดก็ไม่ต้องทำ” ของจริงเลยนะครับเนี่ย

เทะจิ: ฉันอยากแสดงอันนั้นจริงๆนะ คิดว่ามันสมจริงดีด้วย แต่พอคิดว่ารอบหน้าต้องทำอะไรที่เจ๋งว่านั้นก็รู้สึกเพลียใจนิดหน่อย (หัวเราะ)

―จดจำเพลงที่ได้รับ จำท่าเต้นแล้วก็ร้องเพลง หากลองเอ่ยสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ออกมาเป็นคำพูดก็จะได้ประโยคเหล่านี้ แต่ก็ต้องคิดว่าจะสื่อเสน่ห์ของบทเพลงออกไปผ่านเพลงยังไง หรือคิดหาวิธีการสื่อส่งพลังของตัวเองในบทเพลงนั้นๆด้วย ไม่งั้นฮิราเทะซังคงทำการแสดงไม่ได้ใช่ไหมล่ะครับ

เทะจิ: ก็จริงนะคะ ฉันเป็นคนประเภทที่ถ้าลำดับเพลงมันไม่มีความเป็นสตอรี่ หรือมีอะไรขัดข้องนิดก็จะเลิกแล้ว ไม่อยากขึ้นแสดงแล้ว คงทำทีมงานลำบากใจเหมือนกัน แต่ถ้าต้องขึ้นแสดงแล้ว ฉันก็อยากทำให้เต็มที่นะคะ

―ถ้าพูดเว่อร์ๆหน่อยคงต้องบอกว่าแบกรับอะไรไว้มากมายเลยนะครับ แบกรับส่วนสำคัญที่สุดอย่าง “เคยากิซากะคือสิ่งนี้” อยากเดินหน้าต่อไปโดยไม่หลบตาหนี แม้ฮิราเทะซังจะเล่าให้ฟังแล้วว่าสิ่งที่ทำมันไม่ใช่แค่ “อยากทำให้การเอาแต่ใจหรืออุดมคติของตัวเองเป็นจริง” ก็ตามที

เทะจิ: มันก็มีส่วนที่คิดว่า “เราอยากสื่อสิ่งนี้ออกไปให้คนอื่นรู้” ซึ่งถ้าไม่มีความคิดว่า “เราจะสื่อผ่านไลฟ์นี้นะ” ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ ถ้าไม่มีสตอรี่ ฉันก็สื่ออะไรไม่ได้เลย ฉันก็มีสวิตช์ปรับเปลี่ยนอารมณ์เหมือนกัน ถ้ามันมีสตอรี่อยู่แล้ว ฉันก็แค่วิ่งไปตามเส้นเรื่องของมันก็พอ เรื่องนี้ก็มีการปรึกษากับอ.ทาคาฮิโระอยู่บ้าง หลังจากนี้ก็ต้องพยายามลองทำดูน่ะค่ะ

―เรื่องลำดับเพลงจาก ‘Jibun no Hitsugi’ ไปถึง ‘Fuktyouwaon’ นะครับ เริ่มจาก ‘Fukyouwaon’ ซึ่งมีเนื้อเพลงที่ว่า “ถูกพวกเดียวกันยิง” ทั้งตัวเต็มไปด้วยเลือด แล้วทีนี้บนจอก็ขึ้นคำว่า ‘The End’ คงมีศิลปินไม่กี่คนหรอกครับที่จะทำการแสดงแบบนั้น แถมคนที่จงใจสื่อแก่นสารนั้นก็คือฮิราเทะซัง ไม่ใช่อารมณ์แบบ “การแสดงแบบนี้เจ๋งใช่ไหมล่ะ” แต่เป็นอะไรที่มีการกำหนดไว้ตายตัวแล้วว่า “มีแค่เจ้านี่เท่านั้น”

เทะจิ: ที่จริงฉันอยากใส่เลเซอร์เข้าไปด้วยนะคะ อยากให้มีเสียงปืนแบบโดนยิงไปทีละคน แต่การให้ฉันโดนยิงคนเดียวน่าจะมีอิมแพคมากกว่า

―ภาพการแสดงนั้นมีอยู่ในใจของฮิราเทะซังมาตลอดเลยเหรอครับ?

เทะจิ: มีค่ะ จริงๆแล้วอยากทำอะไรที่เข้าใจง่ายกว่านี้นะ อย่างแจกใบปลิวอะไรพวกนี้ อยากทำให้เป็นไลฟ์ที่ทำให้คนที่มาดูคิดว่า “การแสดงนี้ต้องอยากสื่ออะไรแน่ๆเลย” ไม่ใช่แค่มาดูไอดอลเฉยๆ แต่ก็ทำถึงขั้นนั้นไม่ได้ ก็เลยตั้งใจว่าเก็บไว้ทำคราวหน้าแล้วกัน ถ้าสามารถสื่ออะไรออกไปผ่านสองเพลงนั้นได้ก็คงดีไม่น้อยนะคะ

―ก็พอสัมผัสได้นะครับว่าคนเหล่านี้กำลังคิดว่า “สิ่งที่ทำมาทั้งหมดจนถึงตอนนี้คือวิถีทางของพวกเรา” แม้ส่วนตัวตอนที่ดูอยู่ผมจะคิดแค่ว่า “ทุกคนยืนอยู่บนเวทีด้วยท่วงท่าสง่างามอะไรอย่างนี้” ก็ตาม

เทะจิ: ฉันอยากรู้มากเลยนะคะว่าทุกคนได้เห็นการแสดงนั้นแล้วจะคิดยังไงกันบ้าง (หัวเราะ) ส่วนตัวคิดว่าคงแทงใจใครหลายคนในด้านดำมืดของมนุษย์นะ ก็คิดแหละว่าจะเป็นไรหรือเปล่า แต่ก็ทำไปแล้วอะเนอะ ช่วยไม่ได้ แต่ก็คาใจอยู่ดีว่าทุกคนคิดยังไง

―กลับเข้าเรื่องนะครับ ผมคิดว่าเป็นทัวร์ที่หนักหน่วงมากจริงๆ ทั้งในด้านตารางงาน แถมยังต้องเปลี่ยนโหมดจากตอนทำอัลบั้มอย่างที่เล่าไปเมื่อกี้นี้ด้วย การที่ก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นมาได้ และทำการแสดงความเป็นตัวเองอย่างเต็มที่ในรูปแบบที่สุดยอด ประสบการณ์เหล่านี้คงมีความหมายต่อฮิราเทะซังเป็นอย่างมาก ทัวร์ครั้งนี้ได้หลงเหลืออะไรไว้ในใจฮิราเทะซังบ้างครับ

เทะจิ: คิดว่าเป็นช่วงเวลาที่ฉันได้พยายามทำความเข้าใจตัวเองในฐานะมนุษย์นะคะ รบกวนชาวบ้านไว้เยอะด้วย

―ฮิราเทะซังเป็นคนที่เหมือนจะเข้าใจตัวเองในฐานะมนุษย์ แต่ก็ไม่เข้าใจสินะครับ (หัวเราะ) โครงสร้างของสิ่งที่เรียกว่าตัวเองเป็นอะไรที่ชัดเจน แต่บางครั้งก็ช่างคลุมเครืออย่างที่สุด

เทะจิ: นั่นสินะคะ มันเป็นอะไรที่แปรปรวนได้รุนแรงมากจริงๆ

―ก็มีทัวร์คอน ไปจนถึง ‘Kaze ni Fukaretemo’ เพลงใหม่ล่าสุด ซึ่งเพลงนี้มีบรรยากาศต่างไปจากซิงเกิลที่ผ่านมา มีการตีความเพลงนี้เอาไว้ยังไงบ้างครับ

เทะจิ: ปกติเวลาถ่าย MV ผกก.ชินกูจะคอยอธิบายให้ฟังตลอดว่า “อันนี้มันเป็นแบบนี้นะ” พอฟังที่เขาอธิบายเราก็รู้สึกว่า “เออ จริงด้วย” ซึ่งในเพลงนี้ผกก.ก็บอกว่า “ชีวิตคนเรามันก็แค่นี้แหละ” แล้วก็ “อย่างที่บอกไปว่าเกลียดผู้ใหญ่ เพราะยังไงก็มีเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่ยอมเข้าใจเราใช่ไหมล่ะ แต่เราก็ทำอะไรกับเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ดี งั้นเราก็แค่ใช้ชีวิตให้สนุกก็พอแล้ว” พอฟังแล้วฉันก็เห็นด้วยนะ ก็เลยร้องเพลงนั้นด้วยฟีลลิ่งแบบนั้นได้ค่ะ อืม ยังไงดีนะ สำหรับคายากิซากะแล้ว เพลงนี้ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ มันก็มีอะไรที่ทำให้รู้สึกรับมือยากเหมือนกัน พอลองคิดถึงความรู้สึกของเด็กผู้ชายที่เป็นตัวเอกในเพลงแล้วก็จะคิดว่า “เราก็เคยมีความรักนิดๆหน่อยๆเหมือนกันมั้ง” หรือไม่ก็ “มันคงถูกลมพัดลอยหายไปที่ไหนสักแห่งแล้วมั้ง” แต่ก็คิดว่าคงมีเรื่องอะไรสักอย่างเกิดขึ้นกับตัวเอกนะคะ ฉันก็อยากเจอกับเด็กคนนั้นเหมือนกัน

―ต่างไปจากการเผชิญหน้าในเพลงอย่าง ‘Eccentric’ หรือ ‘Fukyouwaon’ สินะครับ

เทะจิ: สำหรับฉันแล้วมันยากมากๆเลยค่ะ ปกติมักจะคิดเรื่องอะไรหนักๆอยู่เรื่อย พอมาเจอแนวคิดง่ายๆสบายๆแบบนี้แล้วมันก็เลยรู้สึกว่าทำยากอยู่เหมือนกัน แต่ถ้าไม่สนุกเข้าไว้ก็น่าเสียดายนะ ชีวิตในโรงเรียนม.ปลายก็ทำได้แค่ตอนที่เรายังเป็นเด็กม.ปลายอยู่เท่านั้นด้วย ก็เลยคิดซะว่า “คนที่สนุกกับชีวิตนั่นแหละที่ชนะ” แล้วก็ร้องเพลงนี้ด้วยอารมณ์นี้ค่ะ

―ฮิราเทะซังเริ่มคิดอะไรแบบนี้ได้แล้วนะครับเนี่ย

เทะจิ: อยากให้ชมฮิราเทะซังคนที่ร้องเพลงนี้ได้แล้วมากกว่าค่ะ (หัวเราะ) ตอนที่คุยกับผกก. เขาก็ถามว่า “เป็นไง อารมณ์ประมาณนี้รึเปล่า” ฉันก็ตอบว่า “ไม่นะ ยังเกลียดผู้ใหญ่อยู่ดี” เขาก็บอก “ก็จริงนะ” (หัวเราะ) ผกก.เข้าใจฉันสุดๆเลยละค่ะ บอกว่า “ผู้ใหญ่นี่ชอบไม่ลงจริงๆแหละเนอะ” “ก็รู้อยู่แล้วแหละว่าฮิราเทะซังคงเลิกเกลียดไม่ได้” (หัวเราะ) แต่เขาก็บอกอีกว่า “คนเราควรสนุกกับชีวิตเข้าไว้จะดีกว่านะ” ฉันเลยเริ่มพูดคุยกับเมมเบอร์เยอะขึ้น

―แล้วคิดยังไงกับตัวเองที่เป็นอย่างนั้นบ้างครับ

เทะจิ: ไม่ชินเลยค่ะ (หัวเราะ) มันไม่ชิน แล้วก็รู้สึกประหลาดด้วย ก็คิดนะว่าจะเป็นแบบนี้ได้ตลอดหรือเปล่านะ

―เพราะในใจคิดว่า ฉันต้องพูด ต้องคิด และต้องใช้ชีวิตตามคำว่า “คนที่สนุกกับชีวิตนั่นแหละที่ชนะ” หรือเปล่า

เทะจิ: อืม อาจจะนะคะ แล้วมันก็จะรู้สึกต่อต้าน ไม่ก็ แบบนั้นไม่เอาหรอก อะไรทำนองนี้

―เพลงนี้เป็นเพลงที่สื่อสารความหมายด้านบวก แต่เอาจริงๆ ชีวิตเราที่ใต้ผิวน้ำก็มีเรื่องอะไรอีกมากมาย เพราะฮิราเทะซังก้าวผ่านเรื่องราวเหล่านั้นมาแล้วนั่นแหละจึงร้องเพลงนี้ได้ไม่ใช่เหรอครับ

เทะจิ: คิดว่าโชคดีแล้วที่เพลงนี้เป็นอารมณ์ประมาณนี้ค่ะ พอจบช่วงทัวร์ก็รู้สึกโล่งมากๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเรียกว่าเป็นสายสัมพันธ์กับเมมเบอร์ได้หรือเปล่า แต่รู้สึกเหมือนพวกเราได้ก้าวข้ามบางอย่างมาด้วยกัน แล้วทีนี้ก็ได้เพลงนี้มา ก็เลยคิดว่าเรามาร้องเพลงนี้ไปอย่างสนุกกับทุกคนดีกว่า แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดีเพราะเพลงนี้ไม่มีเมสเสจแรงๆ

อย่าง ‘Fukyouwaon’ จะมีซีนที่หันไปตะโกนใส่กล้องว่า “ไม่เอา” หรือสื่ออะไรทำนองว่า “ขัดขืนให้มากกว่านี้อีก” ก็เลยกลุ้มอยู่นิดหน่อยว่าในเพลงนี้เราจะสื่ออะไรออกไปดีนะ

―งี้นี่เอง แต่เพลงนี้กลับเป็นเพลงที่น่าประทับใจ เป็นเพลงในแง่บวก มีสารที่ต่างไปจากซิงเกิลของเคยากิซากะที่ผ่านมา ตอนแรกฮิราเทะซังร้องเพลงนี้ไม่ได้ แต่ตอนนี้สามารถร้องได้แล้ว

เทะจิ: อื้อ

―ก่อนหน้านี้เคยบอกเอาไว้ว่า “ฉันไม่มีอารมณ์ร่วมพอจะร้องเพลงที่มีสารในแง่บวกแบบนี้ต่อหน้าทุกคนหรอกนะ” คงจะรู้สึกมาตลอดว่า “พูดต่อหน้าคนอื่นไม่ได้หรอกว่า ‘ให้มันคลุมเครือแบบนี้แหละ So cool!’ ” แต่ตอนนี้ฮิราเทะซังกลับพูดได้แล้ว เหตุผลคงเป็นเพราะประสบการณ์ชีวิตที่สั่งสมมาผ่านการก้าวข้ามความหนักหนา ความเจ็บปวด ความเหนื่อยยากทั้งหลายโดยเฉพาะในหนึ่งปีนี้ที่ช่วยทำให้เพลงนี้สมจริง เพราะตัวเราในตอนนี้เป็นคนแบบนี้ ต่อให้ร้องเพลงที่มีสารในแง่บวกด้วยรอยยิ้ม แต่เบื้องหลังนั้นซุกซ่อนความหมายทั้งหมดทั้งมวลเอาไว้ด้วย ไม่ได้มีแค่ถ้อยคำรื่นเริงเพียงอย่างเดียว ฮิราเทะซังเป็นแบบนี้หรือเปล่าครับ?

เทะจิ: อืม… มันก็รู้สึกว่า นี่มันไม่ใช่ตัวเรานะ คิดยังไงก็ยังไม่เข้าใจเลยค่ะ แต่ยังไงก็ต้องสบตากับเมมเบอร์แล้วก็เต้นด้วยรอยยิ้มไว้ก่อน (หัวเราะ) ก็จริงนะที่ไม่รู้สึกเลยว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่บั่นทอนตัวตนของเราเอง

―แต่เพราะตัวเราผ่านการบั่นทอนตัวเองมาตลอดก็เลยสามารถทำให้เพลงนี้สมจริงได้ไม่ใช่เหรอครับ

เทะจิ: อ้อ อย่างหนึ่งที่พอจะพูดได้ก็คือ การมีเมมเบอร์อยู่ด้วยถือเป็นสิ่งสำคัญมากเลยค่ะ จะว่าตอนนี้เริ่มสนใจเมมเบอร์บ้างแล้วก็ไม่เชิง เราได้พูดคุยกันมากขึ้น ทุกคนเข้าใจในตัวเรามากขึ้น ก็ไม่รู้นะว่าจะอธิบายยังไงดี ด้วยทัวร์นี้ในครั้งนี้ เมมเบอร์เข้ามาทักฉันมากขึ้นแล้วละค่ะ คงจะประมาณ ฉันเปิดใจให้เมมเบอร์มากขึ้นแล้วมั้ง… ก็เลยรู้สึกว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาฉันไม่เคยสนใจเมมเบอร์อย่างจริงจังเลย มีอะไรเกิดขึ้นมากมาย รู้สึกว่ามันช่างยาวนานมากๆ ตั้งแต่ ‘Fukyouwaon’ ถึง ‘Getsuyoubi no Asa, Skirt wo Kirareta’ ตอนนี้รู้สึกว่าอยู่กับเมมเบอร์แล้วสนุกดี

―น่าประทับใจชวนน้ำตาไหลจริงๆครับ

เทะจิ: ในอนาคตอาจจะมีเพลงเหมือนอย่าง ‘Fukyouwaon’ ก็ได้ แต่ที่ตอนนี้พูดแบบนี้ได้ก็เพราะทุกคนรู้จักฉันในช่วง ‘Fukyouwaon’ มาแล้ว ต่อไปทุกคนก็คงจะเข้าใจฉันแหละ แต่จะว่าไปก็อยากให้เข้าใจนะ เป็นครั้งแรกเลยที่บอกความในใจของตัวเองให้เมมเบอร์รู้ “ฉันแสดงอารมณ์ไม่ได้” “ช่วยฉันที” มันต้องใช้ความกล้ามากๆเลยนะคะ แต่พอบอกไปแล้วทุกคนก็ให้ความร่วมมือเต็มที่ เป็นทัวร์ที่ฉันได้บอกความรู้สึกของตัวเองเป็นครั้งแรก มีอยู่หลายครั้งที่เมมเบอร์เดินมาหาในห้องพัก บอกว่าอยากคุยกับฮิราเทะ แล้วฉันก็บอกไปตรงๆเลยว่าฉันทำอะไรไม่ได้บ้าง ทุกคนช่วยเหลือและสนับสนุนฉันมากๆเลยค่ะ ในทัวร์ครั้งนี้

―มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในหนึ่งปีนี้เช่นที่ได้กล่าวไปแล้วจริงๆนะครับ แม้ในตอนแรกจะถามไปแล้วแต่ขอถามอีกครั้งนะครับ สำหรับฮิราเทะซังแล้ว ปี 2017 เป็นปีแบบไหนครับ

เทะจิ: เป็นหนึ่งปีที่เผชิญหน้ากับตัวเองละมั้ง มีอะไรเกิดขึ้นเยอะเกินไปจนสรุปออกมาสั้นๆไม่ได้ แต่ปีนี้ทำให้ได้รู้จักตัวเองในฐานะมนุษย์นะคะ

―อันนี้ก็ถามไปแล้วเช่นกัน แต่ขอถามซ้ำอีกครั้งนะครับ ในหนึ่งปีนี้ อะไรเป็นแรงขับเคลื่อนของฮิราเทะซังครับ

เทะจิ: การพยายามสู้กับสิ่งที่เกลียดละมั้ง

―หมายถึงการห้ามแพ้เด็ดขาดหรือยอมแพ้ไม่ได้กันแน่ครับ?

เทะจิ: อยากเอาคืนน่ะค่ะ (หัวเราะ)

―(หัวเราะ) แล้วก็ทำสำเร็จด้วยนะครับ

เทะจิ: สำเร็จหรือเปล่านะ… ไม่รู้สิ จากนี้ก็อยากทำอะไรเจ๋งๆยิ่งกว่านี้อีกค่ะ ให้สมเป็นเคยากิซากะก็ไม่เชิง แต่อยากทำลายสิ่งที่แฟนๆคาดหวังเอาไว้ให้ได้

―งั้นี้เอง หนึ่งปีนี้เกิดอะไรขึ้นมากมายจริงๆนะครับ

เทะจิ: ตอนนี้ฉันเข้มแข็งมากจริงๆนะคะ ถึงจะมีด้านที่อ่อนแอบ้าง แต่ยังมีด้านที่เข็มแข็งอยู่ก็เลยพยายามสู้ต่อไป ตอนนี้ก็เลยอยากเล่นไลฟ์มากๆเลย การมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสร้างไลฟ์เป็นอะไรที่สนุกดีด้วย ยังมีเรื่องที่ต้องใส่ใจกับคอสตูมอีก อยากเล่นไลฟ์จัง ตอนนี้มีพาวเวอร์สุดๆเลย พลังงานเต็มถัง

―ผมคิดว่าฮิราเทะซังคงไม่มีความคิดอย่าง “ตรงนี้ผ่อนแรงลงบ้าง พักสักหน่อยดีกว่า” อะไรทำนองนี้สินะครับ อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่า “ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘เหมือนทุกที’ ” มันช่างเป็นคำพูดที่สมกับเป็นฮิราเทะซังจริงๆนั่นแหละครับ

เทะจิ: นิสัยฉันมักจะต่อต้านในทันทีเลยล่ะค่ะ ถ้ามีคนบอกว่า “ทำอันนี้ตอนนี้เลย” ฉันก็จะคิดว่า “ไม่เอา ตอนนี้ทำอันนี้อยู่นะ!” (หัวเราะ) คนอย่างฉันคงใช้ชีวิตในสังคมปกติไม่ได้ละมั้ง

―ฮิราเทะซังอาจจะแค่ปกติเกินไปก็ได้นะครับ

เทะจิ: ปกติเหรอคะ? แต่ในทัวร์ครั้งนี้ก็ทำให้คิดนะว่า “ให้ตายยังไงก็จะไม่โกหกเด็ดขาด” เพราะงั้นแหละ ฉันก็เลยอยากบอกความรู้สึกของตัวเองตอนที่หยุดพักในคอนรอบนาโกย่า วันนี้อาจจะเป็นครั้งแรกเลยก็ได้นะคะที่ได้พูดคุยเรื่องทัวร์

―ในครั้งก่อนได้เขียนเอาไว้ว่า “การเขียนเนื้อเพลงหรือการสร้างทำนองเป็นอะไรที่สุดยอด ทว่าหาได้เกี่ยวข้องกับวิถีทางของเคยากิซากะ46ไม่ แม้การเขียนสิ่งเหล่านั้นได้จะเป็นสิ่งวิเศษนักก็ตาม แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการแสดงออกผ่านวิถีชีวิตของ ‘ฮิราเทะ’ ที่เรียกร้อง และทำให้สร้างสตอรี่เหล่านั้นขึ้นมาได้ต่างหาก”

เทะจิ: ฟุคาเสะซังวง SEKAI NO OWARI ได้อ่านบทสัมภาษณ์นั้นด้วยค่ะ ตอนที่ฉันได้คุยกับเขา เข้าก็บอว่า “ผมคิดอย่างนั้นจริงๆแหละ” ฉันก็เลยดีใจมากๆเลยค่ะที่เขาเข้าใจ

―งั้นหรือครับ การสัมภาษณ์ในครั้งนี้ก็ยังทำให้นึกถึงเรื่องเดิมขึ้นมาอยู่ดีจริงๆด้วย วันนี้ต้องขอขอบคุณมากนะครับ

เทะจิ: ขอบคุณมากค่ะ

 


END*

Advertisements