乃木坂46 – サヨナラの意味
ความหมายของการลาจาก

 

เราจะไม่พูดถึงว่าเพลงนี้มันผ่านมาหนึ่งปีกับอีกแปดเดือนแล้ว เดี๋ยวสะเทือนใจเปล่าๆ…
เพลงนี้เป็นเพลงที่น่าแทะมากในหลายๆความหมาย(โดยเฉพาะเซนเตอร์)
แต่ที่ไม่ได้แทะซะทีเพราะใจบาง…….เจ็บปวดกว่าโดนบอกเลิกวันวาเลนไทน์ 365 เท่า

มีอยู่หลายฉากที่เราชอบ มีอยู่หลายคำที่เราว้าว มีอยู่หลายอุปมาที่กินใจเรามาก

 

นั่นละฮะ ท่านเทพอากิพีอีกแล้ว

 

เพ้อเจ้อมาก น่ามคาน มาดูเพลงกันดีกั่ว เมื่อวานแปะไว้ทั้งเพลงแล้วตรงนิ
[แปลเพลง] サヨナラの意味: Sayonara no Imi – Nogizaka46
มีปรับแก้นิดหน่อยเพราะเพิ่งตื่นรู้ว่าข้ามไปบางท่อน

ด่าได้แต่อย่าแรง ใจบาง…

 

มาดูท่อน A ซึ่งเป็นฉากที่เราชอบ

 

電車が近づく
気配が好きなんだ
高架線のその下で耳を澄ましてた
ผมชอบความรู้สึก
ยามขบวนรถไฟกำลังใกล้เข้ามา
ตอนที่เคยเงี่ยหูฟังจากใต้รางยกระดับ

 

เคยใช่มะเวลายืนรอรถไฟอยู่ที่ชานชาลา แล้วมันจะมีช่วงที่รู้สึกว่าอุ๊ย มาแล้วๆ
ไม่ว่าจะจากเสียง ลม หรือแรงสั่นสะเทือนที่ใต้ฝ่าเท้า
เป็นชั่วขณะที่แทนคำพูดไม่ถูกว่าเป็นความรู้สึกแบบไหน

ถ้าถามว่าเป็นความรู้สึกด้านบวกมั้ย ก็ตอบได้เต็มปากว่าใช่

ส่วนตัวจำไม่ได้เหมือนกันว่าเคยไปยืนฟังเสียงรถไฟอยู่ใต้รางยกระดับหรือเปล่า
แต่ถ้าฟังเสียงรถจากใต้ทางด่วนนี่เคย….. มันเหมือนกันปะวะ……..คงไม่เนาะ

เพลงนี้เซ็ตฉากอยู่ที่ใต้รางรถไฟยกระดับ ซึ่งแม่งประหลาดมาก
มิติใหม่แห่งเพลงรัก5555555555555555555555555
เพราะอิรางแบบนี้ในตัวเมืองมันไม่มีอะ เกะกะ เอาลงดินหมด จะมีอีกทีก็นู่น แถวชานเมืองไรงี้

จินตนาการได้ว่าน่าจะเป็นแถวๆรางข้ามแม่น้ำ มีตอม่อกับเสาสูงๆเป็นตัวค้ำราง

 

柱の落書き
数字とイニシャルは
誰が誰に何を残そうとしたのだろう
ตัวเลขกับอักษรย่อ
ที่ขีดเขียนไว้บนเสา
เป็นสิ่งที่ใครคนหนึ่งเหลือทิ้งไว้ให้ใครอีกคนหรือเปล่านะ

 

และบนเสาคอนกรีตพวกนั้นก็มักจะมีร่องรอยปฏิมากรรมของใครไม่รู้อย่างที่พวกผู้ใหญ่เรียกว่าพวกมือบอน
เขียนคำหรือสัญลักษณ์ที่คนนอกผ่านมาเห็นก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง
ซึ่งถ้ามีเวลาเพ้อเจ้อก็น่าหยุดคิดว่า คนที่เขียนเป็นคนแบบไหน ตั้งใจจะสื่ออะไร
และเขียนสิ่งเหล่านั้นไว้ให้ใครหรือเปล่า อาจเขียนบอกตัวเอง บอกกับโลก
หรืออาจจะแค่อยากระบายความรู้สึกเฉยๆก็ได้
แต่สิ่งสำคัญก็คือ มันเป็นความรู้สึกในใจที่แปลงออกมาเป็นร่องรอยบนวัตถุ
และเรามักสะดุดใจเมื่อได้เห็น

น่าสังเวชแต่จริงตรงที่ว่า คนเราให้ค่ากับสิ่งที่มองเห็นได้มากกว่า

 

歳月(とき)の流れは (歳月(とき)の流れは)
教えてくれる (教えてくれる)
過ぎ去った普通の日々が
かけがえのない足跡と…
กาลเวลาอันผันผ่าน
ช่วยสอนให้ผมได้เรียนรู้
ว่าวันเวลาแสนธรรมดาที่ลาลับ
คือรอยสลักซึ่งไม่อาจทดแทน…

 

ทุกคนคงเคยคิดเวลาเกิดเรื่องวุ่นวายในชีวิตว่า “เมื่อไหร่มันจะจบวะ เมื่อไหร่ชีวิตจะกลับไปเป็นปกติ”
คนเราโหยหาความพิเศษในชีวิตประจำวัน แต่เรียกร้องความสามัญเมื่อพบความผิดปกติ
คำจำพวก “วันนี้ก็เหมือนทุกวัน” “วันนี้ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน” ฟังดูน่าเบื่อเนอะ
แต่พอเกิดเรื่องฉิบหายกับชีวิตจริงๆ ดันอยากกลับไปตื่นนอนในห้องนอนของตัวเองเหมือนทุกวัน
กลับไปกินข้าวเมนูเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิม อยากมีคนเดิมอยู่เคียงข้าง (อ้าว ดราม่า…)

ซึ่งเราเรียกความธรรมดาเหล่านั้นว่าเป็น “ความธรรมดาที่พิเศษ”

ครั้งหนึ่งตอนที่เรย์กะถามว่า ประกาศจบการศึกษาไปแล้ว รู้สึกยังไง โอเครึเปล่า

ฮาชิโมโตะ นานามิ ยิ้มแล้วตอบว่า

 

“ใช่ว่าชีวิตคนเราจะได้เจอเรื่องไม่โอเคบ่อยๆนะ”

 

 

………….. /ร้องไห้ใส่หมอน ;A;

 

ทำไมพิเค้าถึงได้เจ๋งขนาดนี้ T_T โพสิทีฟติงกิ้งเว่อร์
แต่ไม่ใช่ความโลกสวยนะ เป็นการมองโลกตามจริง และยอมรับในสิ่งที่มันเป็น
โลกเราไม่ได้โหดร้ายเท่าที่ก่นด่า แต่ไม่ได้เบิกบานนักหนาขนาดมีทุ่งลาเวนเดอร์บานสะพรั่งในซาฮารา

สมแล้วที่เป็นคำพูดของมนุษย์ผู้มีดวงตาเห็นธรรม…

 

คนส่วนใหญ่มักเพิ่งมารู้ตัวเอาตอนที่ความธรรมดาเหล่านั้นกำลังจะหายไปจากชีวิตเรา
ก็เพิ่งตระหนักได้ว่าจริงๆแล้ว “ธรรมดา” ไม่มีอยู่จริง
ทุกสิ่งมีเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถหาสิ่งอื่นมาทดแทนได้
มุกตลกเดียวกันที่ได้ฟังจากคนอื่นมันไม่ขำเท่าฟังจากเพื่อนสนิทคนนี้ คนอื่นไม่ได้
ต่อให้เป็นเพื่อนสนิทไม่แพ้กันก็เถอะ

เอาจริงๆ พอเราคุ้นชินแล้ว สิ่งพิเศษแค่ไหนมันก็กลายเป็น “ธรรมดา” อยู่วันยังค่ำ
ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้หรอก ไม่มีใครมีพลังมากพอจะจดจำทุกร่องรอยของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวินาทีในทุกวันตลอดชีวิต การปล่อยให้มันเป็นเรื่อง “ธรรมดา” ของสามัญสำนึก (แปลว่าความรู้สึกที่คิดว่ามันคือเรื่องธรรมดา ไม่ต้องใส่ใจ) จะช่วยลดภาระทางจิตใจได้เยอะมาก คิดดูสิว่าถ้าจิตใจจดจำความหงุดหงิดเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันได้อย่างแม่นยำไม่มีวันเลือนรางมันน่าขนลุกขนาดไหน…. (แท็กซี่ไม่รับ พนง.เซเว่นกวนติง หมาข้างถนนแม่งเห่า บอสงี่เง่า เด็กกรี๊ดบนเครื่องบิน ฯลฯ)

ก็นั่นแหละ ความธรรมดาคือความพิเศษ และความพิเศษคือความธรรมดา

 

サヨナラに強くなれ
この出会いに意味がある
จงเข้มแข็งต่อการจากลา
การพบพานครั้งนี้มีความหมายอย่างแน่แท้

 

ท่อนฮุคที่ฟังแล้วน้ำตาจะไหล…..

サヨナラに強くなれ จงเข้มแข็งต่อการจากลา

เป็นที่น่าถกเถียงว่า คำนี้ “ผม” ซึ่งเป็นตัวเอกในเพลงบอกกับใคร บอกกับ “เธอ” หรือบอกกับตัวเองในเพลงเป็นฉากที่ “ผม” กับ “เธอ” จะต้องจากกัน และบอกแกมคำสั่งให้เข้มแข็งเข้าไว้
ส่วนตัวแล้วให้น้ำหนักที่ “ผม” บอกกับตัวเองนะ มันเมกเซนส์กว่าเยอะ

เพราะ “เธอ” ในเพลงนี้หมายถึง “ฮาชิโมโตะ นานามิ” อย่างไม่ต้องสงสัย… /ซับน้ำตา

 

เข้มแข็งเข้าไว้เว้ย!!!!;A;   [สถานะปัจจุบัน: ยังทำไม่ได้]

 

และใช่….แม้เราจะต้องจากกัน

แต่ไม่ได้หมายความว่าการที่เราได้พบกัน ได้รู้จักกัน มันไม่มีความหมายอะไรเลย

 

悲しみの先に続く
僕たちの未来
อนาคตของพวกเรา
ทอดยาวสู่ปลายทางแห่งความโศกเศร้า

 

สำนวนญี่ปุ่นมักมีคำจำพวก 「~の先に 」(ที่ปลายทางของ…)「~の向こうに」(ยังอีกฟากของ…)
เป็นการบอกนัยๆว่า เฮ้ย ตรงนี้ที่ยืนอยู่ไม่ใช่จุดสุดท้ายนะเว้ย ข้างหน้าตรงโน้นยังมีอะไรรอเราอยู่อีกนะ
ไม่ว่าจะอีกฟากของความเจ็บปวด หรือปลายทางของความยินดี
หรือก็คือ ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือความทุกข์ ทุกอย่างมีจุดสิ้นสุด และมีเส้นทางให้เดินต่ออย่างแน่นอน

ขยายความไว้ที่ท่อนถัดมานี่เอง

 

始まりはいつだって
そう何かが終わること
เมื่อจุดเริ่มต้นกำเนิดขึ้น
ย่อมหมายถึงมีบางสิ่งจบสิ้นลง

 

ความธรรมดาที่พิเศษอีกแล้วขรั่บ จริงๆก็รู้นะ แต่พอแปลงออกมาเป็นถ้อยคำแล้วมันช่างว้าวจริมๆ

บางสิ่งเริ่มต้นและจบลงฉันใด เมื่อจบแล้วย่อมมีบางสิ่งเริ่มต้นใหม่ฉันนั้น

 

もう一度君を抱きしめて
守りたかった
愛に代わるもの
กอดเธอไว้แน่นแนบอกอีกครั้ง
ตัวแทนของความรัก
ที่ผมอยากปกป้อง

 

ในส่วนของท่อนนี้ก็ต้องตบตีกันอีกแล้วว่า อิตัวแทนของความรักนี่มันอะไรวะมึงงงง
ความรักก็ความรักไปเลยป้ะ แทนอะไรอีก ทำไมต้องอ้อมค้อม
แต่เมื่อลองครุ่นคีสสสสดู ก็ได้คำตอบ

สิ่งที่เรียกว่า “ความรัก” มันจับต้องไม่ได้นี่หว่า… เป็นความรู้สึกอีโมชันนอลล้วนๆ
ถ้าไม่ตั้งชื่อไว้ มันคงยิ่งเลือนราง พูดไม่ออกบอกไม่ถูกมากกว่านี้
อารมณ์แบบความสัมพันธ์ที่ไม่มีชื่อเรียกอันโรแมนติกหนักหนา ถรุ๊ยยยยย

สรุปท่อนนี้สั้นๆคือ “เธอ” คือสิ่งที่ “ผม” แทนค่าไว้ว่าเท่ากับ “ความรัก”
แต่ “เธอ” ไม่ใช่ “ความรัก” หรอกนะ เพราะ “เธอ” คือ “เธอ” และ “ความรัก” คือ “ความรัก”
ไม่ว่าจะเอาตัวแปรสมการไหนมาใช้ มันก็แทนกันและกันไม่ได้

ทางเดียวที่มีคือ “เปรียบเทียบ” โดยเรียกว่า “ตัวแทนของความรัก” นั่นเอง

อมก. ลึกซึ้งเว่อร์ เขียนเองประทับใจเอง

 

และมาต่อกันตรงนิ อันนี้เราจะเข้าสู่แกรมมาร์กันนิโหน่ย

守りたかった (อยากปกป้อง)

สังเกตได้จาก Tense たかった อันเป็นสิ่งที่แสดงให้ว่ามันคือ “อดีต”
คำถามคือ ทำไมตรงนี้ถึงจงใจใช้รูปอดีต…เพราะอดีตคือสิ่งที่ผ่านไปแล้ว

คำตอบแม่งก็จะเศร้าๆหน่อย

 

เพราะ “ผม” จะไม่มีโอกาส “ปกป้อง” อีกต่อไปในอนาคตยังไงล่ะ

 

 

/ทิชชู่อยู่ในห้องน้ำ ไปหยิบเอานะ….

 

 

มาถึงท่อนอิหยังวะในใจเรา

電車が通過する
轟音と風の中
君の唇が動いたけど
聴こえない
ท่ามกลางสายลมและเสียงกังวาน
ยามรถไฟทะยานผ่าน
ริมฝีปากของเธอขยับเอ่ย
แต่ผมไม่อาจได้ยิน

 

มาว่ากันในส่วนของเซ็ตติ้งฉากก่อน ตอนนี้รถไฟมาแล้ว และผ่านไปแล้วนะฮะ
จำฉากนี้ไว้แม่นๆเพราะมันจะเชื่อมถึงท่อนถัดๆไป
ความอิหยังวะตรงนี้คือ “เธอ” พูดอะไรสักอย่าง แต่เสียงลมกับเสียงรถไฟกลบหมดจน “ผม” ไม่ได้ยิน

静寂が戻り
答えを待つ君に
僕は目を見て微笑みながら
頷いた
ความเงียบงันหวนกลับคืน
เธอเฝ้ารอคำตอบ
ผมมองตาเธอพร้อมยิ้มให้
ก่อนพยักหน้ากลับไป

 

พอกลับมาเงียบ อิหยังวะรอบสองก็มาเยือน
เพราะ “ผม” แม่งก็ไม่ถามซ้ำว่าตะกี้พูดอะไรนะ เนียนยิ้มพยักหน้าให้เฉย
ตรงนี้ตีความได้หลายแบบ ส่วนตัวให้น้ำหนักมากสุดตรงที่
“ผม” รู้อยู่แล้วว่าในเวลาแบบนี้ “เธอ” จะพูดอะไร “ผม” ก็เลยไม่ทวนถาม แค่ยิ้ม แล้วพยักหน้าตอบ

เป็นการบอกนัยๆถึงความสัมพันธ์ของทั้งสองคน ต่อให้ไม่เอ่ยออกมาเป็นคำพูดก็รู้ ทำนองนั้น

 

大切なもの (大切なもの)
遠ざかっても (遠ざかっても)
新しい出会いがまた
いつかはきっとやって来る
ต่อให้สิ่งสำคัญยิ่ง
อยู่ห่างไกลสักเพียงไร
การพบพานครั้งใหม่
ต้องมาเยือนในสักวันหนึ่ง

 

ท่อนแม่งเกียดดดดด แต่จริง ;A;

เราจากลาคนสำคัญคนหนึ่ง แต่สักวันเราจะได้พบกับคนสำคัญอีกคนอย่างแน่นอน

ก็อย่างที่ฮาชิโมโตะ นานามิ ว่าไว้

“คนเราจะได้พบกับคนที่เราจำเป็นต้องพบในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น การคิดว่าแค่นี้มันยังไม่พอหรอก
หรืออะไรทำนองนี้มันจะกลายเป็นความรู้สึกที่สำคัญสำหรับชีวิตเราในอนาคตข้างหน้า
เพราะงั้นนะ ไม่มีหรอกที่ว่าน้อยเกินไปหรือมากเกินไป ทุกอย่างมันพอดีในตัวของมันเองแล้วล่ะ”

 

ฮึ้ย…แม่งเง้ย ;_;)

 

サヨナラを振り向くな
追いかけてもしょうがない
อย่าหวนย้อนอาวรณ์การจากลา
ไล่ตามไปก็ไม่มีวันได้สิ่งใดกลับคืนมา

 

อิท่อนนี้นำพาความรวดร้าวขนาดโคโรน่าของดวงอาทิตย์มาให้เลยทีเดียว (พูดเชี่ยไรมึ๊ง)
เจ็บปวดตรงที่ใช้คำว่า 振り向くซึ่งเป็นคำที่ใช้ในบริบททั่วไปในความหมายว่า “หันกลับไปมองข้างหลัง”
ฟังแล้วมันก็แบ่บ….;_;) แค่หันไปมองก็ห้ามเหรอ งืม
เป็นการบอกนัยๆว่าตัดแล้วก็ต้องตัดให้ขาดแหละนะ
มีกระทืบซ้ำด้วยการบอกว่า 追いかけてもしょうがない ไล่ตามไปก็เท่านั้น

 

思い出は
今いる場所に置いて行こうよ
終わることためらって人は皆立ち止まるけど
ละทิ้งความทรงจำเอาไว้
ยังปัจจุบันตรงนี้เถอะนะ
แม้ทุกคนมักหยุดยืนนิ่งงัน
เพราะลังเลกับจุดจบที่ได้พบ

 

ในเมื่อต้องลากันก็จงลาให้เรียบร้อยซะตรงนี้ อย่าหันกลับหลัง อย่าไล่ตามไป
ทิ้งทุกสิ่งเอาไว้ตรงนี้ แล้วก้าวเดินต่อไปนะ
ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะหยุดอยู่กับที่เมื่อต้องลาจากใครสักคน
เปรียบเทียบง่ายๆก็เช่นการเก็บของที่ได้จากแฟนเก่าไว้
ถูกผูกมัดด้วยบางอย่างจนไม่สามารถเปิดใจกับคนใหม่ได้ซะที…(ดราม่าอีกแล้ว…)

แค่ยกตัวอย่างเฉยๆ…..ไม่ใช่เรื่องของเรานะ….

 

ขณะที่คนส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น แต่ว่า!!!!

 

僕たちは抱き合ってた
腕を離して
もっと強くなる
แต่พวกเราคลายอ้อมแขน
ที่สวมกอดกันแนบแน่น
และเข้มแข็งขึ้นยิ่งกว่า

 

พวกนางสองคน ทั้ง “ผม” และ “เธอ”
ตัดสินใจปล่อยมือจากกันอย่างเด็ดขาด และเข้มแข็งขึ้นด้วยลาจากในครั้งนี้
ดังเช่นคำกล่าวของผู้ยิ่งใหญ่ที่ว่า กอดแน่นแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องปล่อ—–….อุ๊ย เดี๋ยวติดลิขสิทธิ์

ส่วนเล็กๆน้อยๆที่เราชอบในท่อนนี้คือการใช้คำว่า 抱き合ってた腕 (อ้อนแขนที่สวมกอดกันและกัน)

เห็นภาพการอุปมา “การกอดกันและกัน” ในที่นี้หมายถึง “ตลอดระยะเวลาที่คบกันมา”

สังเกตว่ามันใช้ Tense た ซึ่งเป็น Past Tense มาขยี้อีกแล้วโว้ยยยย ขยี้เก่งงงงงง

ค่ะ….และการกอดซึ่งอุปมาถึงการคบกันของ “ผม” และ “เธอ” ก็กลายเป็นอดีตไปแล้ว….

 

躊躇してた間に
陽は沈む (切なく)
遠くに見える鉄塔
ぼやけてく (確かな距離)
君が好きだけど (君が好きだけど)
ちゃんと言わなくちゃいけない
見つめあった瞳が星空になる
ชั่วขณะที่มัวลังเลใจ
ตะวันพลันลับหาย (อย่างรวดร้าว)
เสาเหล็กที่เห็นอยู่ไกลๆ
เลือนลางลงไปทุกที (ความห่างไกลที่ไม่แปรเปลี่ยน)
ผมรักเธอนะ (ผมรักเธอนะ)
อย่างไรก็ต้องบอกออกไปให้ได้
นัยน์ตาที่สบตอบ กลายเป็นผืนฟ้าซึ่งพราวพร่างดวงดารา

 

ท่อน躊躇してた間に陽は沈む โซโล่พาร์ทของพิมินนนนน สีหน้าพิเค้าตอนร้องท่อนนี้ช่างกร๊าวใจ;A;
อืม สรุปท่อนนี้ง่ายๆคือ “ผม” ตั้งใจจะบอกรัก “เธอ” แต่มัวลังเลจนตะวันลับฟ้านกกากลับรัง
ฟ้าเริ่มมืดจนมองเห็นเสาเหล็กต้นโน้นไม่ชัดแล้ว ทั้งที่ระยะห่างมันก็เท่าเดิม
เนี่ยยยย นี่ชอบการเปรียบเทียบท่อนนี้มากเลย เสามันก็อยู่ของมันตรงนั้นนะ แต่พอมืดลงกลับมองไม่เห็น

…อห ดีพ

 

ส่วนตัวกรี๊ดที่ท่อนนี้

見つめあった瞳が星空になる
นัยน์ตาที่สบตอบ กลายเป็นผืนฟ้าซึ่งพราวพร่างดวงดารา

 

ตรงนี้ตีความได้หลายแบบอีกแล้ว อาจเป็นได้ทั้งจ้องหน้ากันยันมืดค่ำจนเห็นดาวบนฟ้าส่องสะท้อนในแววตาเธอ ไม่ก็เอาแบบบ้านๆคือ อุปมาว่าร้องไห้จนมองเห็นหยาดน้ำตาเป็นดวงดาว

แต่ตอนที่ฟังท่อนนี้ในเพลง เราเห็นภาพตอนที่เรากำลังจ้องลึกลงไปในดวงตาของ “เธอ”
ดำดิ่งลงลึกไป…ลึกลงไปอีก…แล้วผืนฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับก็แผ่กว้างอยู่ตรงหน้า

ฉากนี้สวยมากจริงๆ ประทับใจ

ท่อนนี้อาจอุปมาถึงความเป็นได้ไร้ที่สิ้นสุดเหมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวนั่นก็ได้นะ

 

サヨナラは通過点
これからだって何度もある
後ろ手でピースしながら
歩き出せるだろう
君らしく…
การจากลาคือทางผ่านที่คนเราต้องพานพบ
นับครั้งอนันต์ต่อจากนี้
เธอคงชูสองนิ้วไว้ข้างหลัง
ก่อนก้าวเดินออกไปข้างหน้า
อย่างที่เธอเคยเป็นเสมอมา…

 

จำฉากรถไฟวิ่งผ่านได้มะ มันคืออินี่เอง
ตรงจุดที่เรายืนอยู่ตอนนี้เป็นได้เพียงทางผ่านเท่านั้น การจากลาก็เช่นกัน…

และ “ผม” ก็รู้ดีว่า “เธอ” คงก้าวเดินออกไปข้างหน้า พร้อมชูสองนิ้วอย่างเริงร่าไว้ข้างหลัง
เพราะ “เธอ” เป็นเช่นนั้นตลอดมา และคงจะเป็นเช่นนี้ตลอดไป

คงไม่ต้องอธิบายเยอะ ไม่เจ็บคอ แต่ขี้เกียจพิมพ์

 

ต่อกันที่ท่อนสุดท้าย

 

もう一度君を抱きしめて
本当の気持ち問いかけた
失いたくない
守りたかった
愛に代わるもの
กอดเธอไว้แน่นแนบอกอีกครั้ง
ทวนถามความรู้สึกที่แท้จริง
ตัวแทนของความรัก
ที่ผมอยากปกป้อง
และไม่อยากเสียมันไป

 

สุดท้ายแล้ว “ผม” ก็ซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเองจนได้
หลังจากถามตัวเองแล้วว่าคิดยังไงกับการจากลาครั้งนี้

“ผม” ก็ได้คำตอบว่า 失いたくない “ไม่อยากเสียมันไป”

….คือกล่อมตัวเองมาทั้งเพลงว่าจงเข้มแข็ง การจากลามันคือเรื่องธรรมดาที่ต้องพบเจอ
แต่เอาจริงๆก็ทำใจไม่ได้นั่นแหละ….TvT

สังเกตว่าทีตรงนี้เสือกไม่ใช้ Past tense ……อิผี
บอกเป็นนัยว่าไม่เคยคิดอยากสูญเสีย
ไม่ว่าจะในอดีตที่ผ่านมา ปัจจุบันในตอนนี้ หรืออนาคตต่อจากนี้ก็ตาม

 

ทำไมต้องดราม่า….แล้วดูพวกนางเต้นๆด้วยยิ้มสดใส
ทำไมชีวิตชั้นต้องมาเจออะไรแบบนี้…TAT

 

ปวดร้าวจนพูดไม่ออก บอกได้คำเดียวว่า คิดถึงนานามินมาก……..

 

ไว้เจอกันใหม่เมื่อเราฟื้น……

 

2

 

 

 


 

ป.ล. ยังรีเควสเพลงให้แทะได้เหมือนเดิม แต่ไม่สัญญาว่ามันจะมาเมื่อไหร่…

 

 

 

Advertisements